
IMF หั่นภาพเศรษฐกิจไทยโตแค่ 2.1% รั้งท้ายอาเซียน ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกขาดดุล
IMF ประเมินเศรษฐกิจไทย 2026 ขยายตัวเพียง 2.1% ต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน และไม่ถึงครึ่งของค่าเฉลี่ยภูมิภาค ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดถูกคาดว่าจะพลิกจากเกินดุล 3.0% ของจีดีพี มาเป็นขาดดุล 1.2% จากต้นทุนนำเข้าพลังงานที่พุ่งขึ้นหลังสงครามตะวันออกกลาง
KEY
POINTS
- IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2026 ให้เติบโตเพียง 2.1% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน-5
- ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยถูกประเมินว่าจะพลิกกลับมาขาดดุล 1.2% ต่อจีดีพีในปี 2026 จากที่เคยเกินดุลในปี 2025
- คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นจากติดลบในปี 2025 มาอยู่ที่ 2.1% ในปี 2026 ซึ่งเป็นผลจากราคาพลังงานและอาหารนำเข้า
IMF เผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ฉบับเดือนตุลาคม 2026 ภายใต้ชื่อ "Resilience Under Strain, Urgent Choices" หรือ "ความทนทานที่ถูกบีบคั้น กับทางเลือกที่รอไม่ได้" โดยคณะกรรมการบริหาร IMF ได้หารือรายงานฉบับนี้เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา
สำหรับประเทศไทย IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 2.1% ในปี 2026 และทรงตัวที่ 2.1% ในปี 2027 ชะลอลงจาก 2.4% ในปี 2025 ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน (อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย) และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 4.4% อยู่กว่าเท่าตัว
เทียบกับเพื่อนบ้านในปี 2026 เวียดนามนำโด่งที่ 8.4% ตามด้วยมาเลเซีย 5.2% อินโดนีเซีย 5.1% สิงคโปร์ 5.0% และฟิลิปปินส์ 3.4% ขณะที่กลุ่มเอเชียเกิดใหม่และกำลังพัฒนาโดยรวมขยายตัว 5.1%
เงินเฟ้อกลับหัวกลับหาง จากติดลบสู่ 2.1%
ด้านราคาผู้บริโภค IMF คาดว่าเงินเฟ้อไทยจะดีดจาก ติดลบ 0.1% ในปี 2025 ขึ้นเป็น 2.1% ในปี 2026 ก่อนชะลอลงที่ 1.7% ในปี 2027 ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากราคาพลังงานและอาหารนำเข้า ไม่ใช่จากแรงกดดันด้านอุปสงค์ในประเทศ ส่วนอัตราการว่างงานคาดว่าจะทรงตัวที่ระดับต่ำ 1.0% ตลอดช่วงประมาณการ
ตัวเลขที่น่าจับตามากที่สุดคือ ดุลบัญชีเดินสะพัด ที่ IMF ประเมินว่าจะพลิกจากเกินดุล 3.0% ของจีดีพีในปี 2025 มาเป็นขาดดุล 1.2% ของจีดีพีในปี 2026 ก่อนกลับมาเกินดุล 1.4% ในปี 2027 ซึ่งสะท้อนภาระค่านำเข้าพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน
ภาพรวมโลกโต 3.1% ความเสี่ยงเอียงไปทางลบ
เศรษฐกิจโลกถูกคาดว่าจะชะลอจาก 3.5% ในปี 2025 เหลือ 3.1% ในปี 2026 ก่อนฟื้นเป็น 3.4% ในปี 2027 ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากประมาณการเดือนเมษายนสำหรับปี 2026 และปรับขึ้น 0.2 จุดสำหรับปี 2027
แต่ IMF เตือนว่าตัวเลขรวมที่ดูนิ่งนั้นปิดบังการกระจุกตัวที่รุนแรงขึ้น โดยปัจจุบัน 32 ประเทศคิดเป็น 95% ของการเติบโตโลก เทียบกับ 54 ประเทศเมื่อเดือนเมษายน
ความเสี่ยงถูกประเมินว่าเอียงไปด้านลบ ทั้งจากสงครามที่อาจยืดเยื้อหรือบานปลาย การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ภัยไซเบอร์ สภาพอากาศสุดขั้ว รวมถึงความเป็นไปได้ที่ตลาดจะทบทวนมุมมองต่อผลตอบแทนของการลงทุน AI ซึ่งอาจฉุดการลงทุนและตลาดหุ้นพร้อมกัน
ข้อเสนอเชิงนโยบาย
IMF ย้ำว่ามาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานและอาหารควรเป็นมาตรการ ชั่วคราว เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย และไม่บิดเบือนกลไกราคา พร้อมไม่กระทบความยั่งยืนทางการคลัง
ด้านนโยบายการเงิน IMF ระบุว่า เหตุผลในการคงท่าทีระมัดระวัง (cautious stance) มีน้ำหนักมากที่สุดในกลุ่มประเทศผู้นำเข้าพลังงานที่อยู่นอกห่วงโซ่เทคโนโลยีและมีเงินเฟ้ออยู่ที่เป้าหมายหรือต่ำกว่า ซึ่งเป็นคำอธิบายที่ตรงกับสถานะของไทยในเวลานี้
ส่วนบทวิเคราะห์ในรายงานยังชี้ว่า เมื่อเผชิญวิกฤตค่าครองชีพ รัฐบาลควรรักษาสัญญาณราคาไว้และพึ่งพาการช่วยเหลือด้านรายได้แบบชั่วคราวเจาะจงกลุ่มเปราะบางเป็นหลัก พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการลงทุนในระบบคุ้มครองทางสังคมที่ขยายขนาดได้รวดเร็วในยามวิกฤต
ที่มา: International Monetary Fund. 2026. World Economic Outlook: Resilience Under Strain, Urgent Choices. Washington, DC, October. (ตัวเลขไทยจาก Annex Table 1.1.2 และภาพรวมโลกจาก Table 1.1)






