
IMF ชู 3 วาระรับมือเศรษฐกิจโลกดัน Bangkok Blueprint สกัดภัยการเงินดิจิทัล
IMF ชู 3 แนวทางรับมือเศรษฐกิจโลก ไทยใช้เวทีประชุม IMF-World Bank 2026 ดัน Bangkok Blueprint สกัดภัยการเงินดิจิทัล เร่งลงทุนคาร์บอนต่ำ เชื่อมตลาดทุนฮ่องกง ส่งเสริมการออมเพื่อวัยเกษียณ
KEY
POINTS
- IMF เสนอ 3 แนวทางหลักเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก ได้แก่ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค, การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ
- ไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank ปี 2569 ได้ผลักดันกรอบนโยบาย "Bangkok Blueprint" เพื่อใช้เป็นแนวทางรับมือภัยทุจริตทางการเงินดิจิทัลข้ามพรมแดน
- Bangkok Blueprint เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย, IMF และกลุ่มธนาคารโลก เพื่อสร้างความปลอดภัยและเสถียรภาพในระบบการเงินดิจิทัล
IMF ย้ำ 3 แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ทั้งรักษาเสถียรภาพมหภาค ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ และเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ ขณะที่ไทยใช้เวทีประชุม IMF-World Bank ปี 2569 ผลักดัน Bangkok Blueprint รับมือภัยทุจริตดิจิทัล พร้อมเร่งลงทุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เชื่อมตลาดทุนไทย-ฮ่องกง และส่งเสริมการออมเพื่อวัยเกษียณ
การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร เดินหน้าหารือประเด็นเศรษฐกิจและการเงินโลก โดยมุ่งเสริมสร้างเสถียรภาพระบบการเงิน เพิ่มภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงข้ามพรมแดน และผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพได้แสดงบทบาทเชิงรุกผ่านการประชุมระดับนโยบายของคณะกรรมการการเงินและการคลังระหว่างประเทศ (IMFC) การสัมมนาสถาบันการเงินระหว่างประเทศ G30 ตลอดจนการขับเคลื่อนกรอบนโยบาย Bangkok Blueprint เพื่อรับมือภัยทุจริตทางดิจิทัลข้ามพรมแดน และการนำเสนอข้อสรุปเชิงยุทธศาสตร์ Bangkok Dialogue Notes เพื่อสะท้อนบทบาทไทยในฐานะผู้เชื่อมโยงที่ไว้วางใจได้ในเวทีเศรษฐกิจโลก
IMF ชู 3 แนวทางรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก
ในการประชุม IMFC Plenary กองทุนการเงินระหว่างประเทศเสนอแนวทางดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและระบบการเงิน การสร้างโอกาสการเติบโตที่ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ
ด้านแรก ให้ความสำคัญกับการลดความเปราะบางทางการคลังและปรับฐานะการคลังให้สมดุล ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่ยังอยู่ในระดับสูง ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพราคา ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง การสื่อสารนโยบายที่ชัดเจน และความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยน พร้อมยกระดับการกำกับดูแลความเสี่ยงในภาคการเงิน โดยเฉพาะธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน การเงินดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และภัยไซเบอร์
ด้านที่สอง มุ่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ส่งเสริมการแข่งขันและการเข้าถึงเงินทุน ตลอดจนลงทุนในทุนมนุษย์และทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับยุค AI พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล พลังงาน และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว
ส่วนด้านที่สาม เน้นความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลก ลดความตึงเครียดทางการค้า และรับมือความเสี่ยงข้ามพรมแดน รวมถึงความเสี่ยงจากการลงทุนด้าน AI ที่กระจุกตัวสูง โดยสมาชิกส่วนใหญ่เห็นพ้องถึงความจำเป็นในการสร้างกันชนทางนโยบาย ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีควบคู่กับการบริหารความเสี่ยง
นอกจากนี้ IMF ยังเดินหน้าปรับปรุงกรอบการดำเนินงานและเครื่องมือให้มีความคล่องตัว โดยให้น้ำหนักกับความเสี่ยงและบริบทของประเทศสมาชิกมากขึ้น ทั้งการติดตามเศรษฐกิจ การประเมินภาคการเงิน ความยั่งยืนของหนี้ และการพัฒนาศักยภาพด้านนโยบาย เพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนและเสริมภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ธปท.ผนึก IMF-เวิลด์แบงก์ ดัน Bangkok Blueprint สกัดภัยการเงินดิจิทัล
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดงานสัมมนา G30 41st Annual International Banking Seminar ซึ่ง ธปท. เป็นเจ้าภาพร่วมกับ Group of 30 ภายใต้หัวข้อ Balancing Financial Innovation and Stability in Modern Digital Finance เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมทางการเงินกับเสถียรภาพระบบการเงินในยุคดิจิทัล
นายวิทัยเน้นย้ำกรอบนวัตกรรมทางการเงินที่มีความรับผิดชอบ (Responsible Innovation Framework) โดยการพัฒนานวัตกรรมต้องตอบโจทย์ผู้ใช้บริการที่หลากหลาย ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ รวมถึงการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ระบบการเงินดิจิทัลมีความปลอดภัย เข้าถึงได้อย่างทั่วถึง และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการ
แนวคิดดังกล่าวเป็นพื้นฐานสำคัญของความร่วมมือระหว่าง IMF กลุ่มธนาคารโลก และ ธปท. ในการผลักดัน Bangkok Blueprint เพื่อใช้เป็นกรอบอ้างอิงสำหรับประเทศต่าง ๆ ในการรับมือภัยทุจริตทางดิจิทัลข้ามพรมแดน และนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ
ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมสัมมนาเห็นตรงกันว่า AI และนวัตกรรมทางการเงินสามารถเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจและประสิทธิภาพของระบบการเงิน แต่ขณะเดียวกันก็อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงรูปแบบใหม่และเปลี่ยนกลไกการส่งผ่านนโยบายการเงิน จึงจำเป็นต้องพัฒนากรอบกำกับดูแลให้ทันต่อสถานการณ์ พร้อมเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อให้ระบบการเงินดิจิทัลเติบโตอย่างปลอดภัยและมีเสถียรภาพ
เร่งลงทุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ดึงเงินเอกชนขับเคลื่อนพลังงานสะอาด
อีกหนึ่งวาระสำคัญคือการประชุมหัวข้อ “Low Carbon Cities and Energy Security – Building System at Scale, Mobilizing Private Capital, Creating Jobs” ซึ่ง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับ Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก เกี่ยวกับการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเน้นการใช้กลไกทางการเงินและตลาดเพื่อสนับสนุนการลงทุนสีเขียว ระดมทุนจากภาคเอกชน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความตกลงปารีส รวมถึงเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยร่วมมือกับธนาคารโลกเพื่อเร่งระดมทุนและขยายการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม
กระทรวงการคลังสนับสนุนโครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน (Low Carbon Cities and Carbon Market Development: LCC) เพื่อสร้างกลไกซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ในส่วนของแหล่งเงินทุน ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Thailand) ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลกผ่านวงเงินกู้ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อนำไปสนับสนุนบริษัทจัดการพลังงาน (ESCOs) ลงทุนด้านพลังงานสะอาดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในทรัพย์สินภาครัฐ
ขณะเดียวกัน ธนาคารกรุงไทยจะสนับสนุนการรวบรวม ตรวจสอบ และสร้างมูลค่าจากผลการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อเชื่อมโยงคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาด พร้อมสนับสนุนการกำหนดราคาตามมาตรฐานสากลและเชื่อมโยงผู้ซื้อกับผู้ขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ความร่วมมือที่นำเสนอในเวทีดังกล่าวครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่
- การร่วมมือกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษากลไกทางการเงินและตลาดคาร์บอน สนับสนุนธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ให้ปรับตัวต่อเทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่อย่างเป็นธรรม
- การพัฒนากลไกรวบรวมและซื้อขายคาร์บอนเครดิตร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและภาคเอกชน
- การพัฒนากลไกระดมทุนแบบผสมผสาน (Blended Finance) สำหรับแพลตฟอร์มอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ I-SPARK ในพื้นที่มาบตาพุด–ระยอง
กลไกดังกล่าวจะช่วยเพิ่มโอกาสในการระดมทุนเพื่อพัฒนาพลังงานคาร์บอนต่ำ โครงสร้างพื้นฐานร่วม และอุตสาหกรรมชีวภาพและหมุนเวียน ตลอดจนสร้างมูลค่าเพิ่มจากการลดต้นทุนพลังงาน การสร้างงาน และการพัฒนาธุรกิจใหม่ เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
คลังเดินหน้าหารือฮ่องกง ดันบริษัทไทยเข้าตลาดทุนต่างประเทศ
ด้านการหารือทวิภาคี ดร.เอกนิติได้หารือกับ Paul Chan Mo-po เลขาธิการการคลังเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุน โดยมุ่งเชื่อมโยงการลงทุนกับตลาดทุน เพิ่มโอกาสลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และเสริมความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างจีนกับอาเซียน
ทั้งสองฝ่ายยังหารือความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และตลาดทุน เพื่อสนับสนุนบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะธุรกิจการแพทย์และสุขภาพ เกษตรอัจฉริยะ และอาหาร รวมถึงแนวทางการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สองแห่ง (Dual Listing) เพื่อเพิ่มช่องทางระดมทุนและขยายฐานนักลงทุนในระดับสากล
นอกจากนี้ ฝ่ายฮ่องกงได้เชิญรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 21–22 ตุลาคม 2569 ณ ฮ่องกง เพื่อสานต่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงินในระดับภูมิภาค
หารือ Capital Group หนุนการออมระยะยาว-พัฒนากองทุนเกษียณ
ดร.เอกนิติยังหารือกับ Capital Group เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการส่งเสริมการออมเพื่อการเกษียณ โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ลงทุนระยะยาวและกองทุนที่กำหนดปีเป้าหมายการเกษียณ (Target Date Fund) ซึ่งมีการใช้ในสหรัฐอเมริกา
การหารือสอดคล้องกับแนวนโยบายของไทยที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการออมระยะยาวและการพัฒนาบัญชีการลงทุนเพื่อการออมระยะยาว (TISA) เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุน สร้างความมั่นคงทางการเงินให้ประชาชนหลังเกษียณ และสนับสนุนการพัฒนาตลาดทุนไทย
ไทยหารือสโลวาเกีย เร่ง DTA-FTA เสริมโอกาสการค้าและลงทุน
ขณะเดียวกัน การหารือกับ Ladislav Kamenický รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสาธารณรัฐสโลวัก มุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การคลัง การค้า และการลงทุน โดยเฉพาะแนวทางจัดทำอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน (DTA) เพื่อลดอุปสรรคทางภาษี ป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี และเพิ่มความชัดเจนในการดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดน
ทั้งสองฝ่ายยังแลกเปลี่ยนความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thailand–EU FTA) เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน รวมถึงการยกระดับมาตรฐานนโยบายเศรษฐกิจและการคลังตามแนวทางขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยประสบการณ์ของสโลวาเกียในฐานะประเทศสมาชิก OECD จะเป็นประโยชน์ต่อการเตรียมความพร้อมของไทย
การประชุมประจำปี IMF-World Bank ปี 2569 จึงเป็นเวทีสำคัญที่ไทยใช้ต่อยอดความร่วมมือในหลายมิติ ตั้งแต่การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก การสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัย การระดมทุนเพื่อเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ไปจนถึงการเชื่อมโยงตลาดทุนและส่งเสริมการออมระยะยาว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต







