
เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ
เปิดคำแถลงนโยบาย รัฐบาลอนุทิน 2 ต่อรัฐสภา เร่งรับมือวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง ดันมาตรการพยุงค่าครองชีพกลุ่มเปราะบาง ควบคู่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว มุ่งดึงไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน พ.ศ. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินต่อรัฐสภา โดยวางกรอบนโยบายครอบคลุม 5 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านการค้าและการเกษตร ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ด้านสังคม และด้านการบริหารภาครัฐ
พร้อมระบุถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก ว่าเป็นโจทย์เร่งด่วนที่รัฐบาลต้องเร่งรับมือ
ในคำแถลงนยบายต่อสภารัฐบาลประกาศยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
- การพิทักษ์รักษาสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
- การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
- การยึดมั่นในหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์ของประชาชน
ผลงานเร่งด่วนของรัฐบาลก่อนหน้า
ในส่วนของการสรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมา นายอนุทินระบุว่ารัฐบาลได้ขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน Quick Big Win หลายประการ อาทิ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส การออกมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชาและการปกป้องอธิปไตย การปราบปรามสแกมเมอร์และยาเสพติด การสร้างความปลอดภัยเพื่อความเชื่อมั่นในหมู่นักท่องเที่ยว รวมถึงการเร่งเจรจาการค้าและการบุกตลาดใหม่
นอกจากนี้ รัฐบาลยังผลักดันการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ประกาศเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 และจัดทำประชามติเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ ผลรวมของมาตรการดังกล่าวช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาส 4 ปี พ.ศ. 2568
วิกฤตพลังงานโลกและมาตรการรับมือเฉพาะหน้า
นายอนุทินระบุว่า ขณะนี้โลกอยู่ในภาวะความไม่แน่นอนสูง อันเป็นผลจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้การผลิตและการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติอยู่ในภาวะชะงักงัน ราคาพลังงานมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว กระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการจัดหาพลังงานของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมถึงไทย
ในระยะเฉพาะหน้า รัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น หารือกับสมาคมผู้ประกอบการไทยเพื่อวางแผนนำเข้า-ส่งออก บรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก และจูงใจให้บริษัทต่างชาติตั้งสำนักงานใหญ่ในไทยเพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส รัฐบาลยังจะเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้มีผลบังคับใช้ทันปฏิทินงบประมาณปกติ พร้อมปรับ
ลดรายจ่ายของหน่วยงานรัฐที่ไม่จำเป็น
ด้านเศรษฐกิจ
- สร้างโอกาสเติบโตอย่างทั่วถึง
รัฐบาลมีนโยบายแก้ปัญหาหนี้แบบเบ็ดเสร็จโดยยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง ครอบคลุมสถาบันการเงินทุกประเภท บริษัทบริหารสินทรัพย์ และสหกรณ์ เพื่อช่วยให้ประชาชนกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้ ควบคู่กับมาตรการลดรายจ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าน้ำดื่ม ค่าพลังงาน
รัฐบาลจะสนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยีสำหรับกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) และทักษะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส รวมถึงการพัฒนาทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) ให้คนไทยทุกกลุ่ม
สำหรับผู้ประกอบการ SMEs รัฐบาลจะส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อในต้นทุนที่เหมาะสม ปรับกฎหมายและขั้นตอนการประกอบธุรกิจให้สะดวกและโปร่งใส รวมถึงให้แต้มต่อแก่ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าไทย (Made in Thailand) ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และจัดทำเครื่องมือบริหารจัดการธุรกิจออนไลน์ เช่น ระบบบัญชีออนไลน์ฟรี ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (E-invoice)
- ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่อุตสาหกรรมใหม่
รัฐบาลตั้งเป้าพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล AI หุ่นยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ อาหารแปรรูปมูลค่าสูง พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ และการแพทย์ โดยจะปรับระบบส่งเสริมการลงทุนเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่มีเทคโนโลยีและสนับสนุนการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับไทย
ในด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม รัฐบาลจะพลิกโฉมมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ วางรากฐานเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) บ่มเพาะสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ และพัฒนาตลาดทุนให้เอื้อต่อการระดมทุนของธุรกิจนวัตกรรม
ด้านการค้า
รัฐบาลวางนโยบาย "เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า" โดยส่งเสริมการพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าดิจิทัล กำหนดกลไกควบคุมสินค้าที่นำเข้ามาส่งออกโดยไม่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ และปรับกลไกตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าให้เข้มงวดและโปร่งใส
รัฐบาลจะผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลด้วยรูปแบบ "ทีมประเทศไทย" บริหารจัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้างการค้า เน้นการกระจายตลาดลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และเปิดตลาดใหม่สำหรับผู้ส่งออกรายย่อยโดยเฉพาะ SMEs นอกจากนี้ยังจะส่งเสริมการค้าภาคบริการในสาขาการศึกษา สุขภาพ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ด้านการเกษตร
รัฐบาลประกาศนโยบาย "เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม" สู่ "เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่งคง เกษตรยั่งยืน" โดยสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการตลาดและศักยภาพของดินและแหล่งน้ำ พัฒนาการเกษตรแม่นยำด้วย AI และเทคโนโลยีชีวภาพ
รัฐบาลจะพัฒนาระบบ Big Data และ AI เพื่อวางแผนการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร ปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน และยกระดับสหกรณ์การเกษตรสู่การเป็นองค์กรธุรกิจสมัยใหม่ที่มีธรรมาภิบาล เพื่อตอกย้ำบทบาทของไทยในการเป็น "ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก"
ด้านการท่องเที่ยว
รัฐบาลตั้งเป้าสร้างไทยเป็น "จุดหมายการเดินทาง 365 วัน" (Destination Thailand) โดยปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวให้อยู่ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม ควบคู่กับการขับเคลื่อนการทูตทางวัฒนธรรมเชิงรุก (Cultural Diplomacy)
รัฐบาลจะพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีไทยที่คำนึงถึงความยั่งยืน เชื่อมโยงสินค้าและบริการไทยเข้ากับประสบการณ์ท่องเที่ยว เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีนโยบายยกระดับความปลอดภัยนักท่องเที่ยว จัดระบบประกันภัยภาคบังคับที่เชื่อมโยงกับบริการสาธารณสุข และสนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นผ่านมาตรการจูงใจด้านภาษี
ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง
รัฐบาลจะขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศแบบ "Beyond Thailand" มุ่งแสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีโลก ยึดมั่นในระบอบพหุภาคีภายใต้กรอบสหประชาชาติและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงเตรียมความพร้อมในการเป็นประธานอาเซียนของไทย ในด้านการทูตเศรษฐกิจ รัฐบาลตั้งเป้าผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี พ.ศ. 2571
- ความมั่นคงชายแดน
รัฐบาลจะพัฒนาระบบเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้างกำแพงชายแดนเพื่อจัดการภัยคุกคามครบวงจร ทั้งการลักลอบขนสินค้า แรงงานผิดกฎหมาย เครือข่ายสแกมเมอร์ และยาเสพติด พร้อมสานต่อการแก้ปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี รวมถึงเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MOU 2544 ว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล
ส่วนปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลยึดหลัก "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่
- ความมั่นคงภายใน
รัฐบาลจะบูรณาการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง ปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบ โดยระบุชัดเจนว่าจะไม่สนับสนุนให้การพนันทุกชนิดเป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย และจะทบทวนนโยบายการตรวจลงตรา (Free Visa) เพื่อตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์และอาชญากรข้ามชาติ
รัฐบาลยังมีนโยบายพัฒนาระบบทหารอาสา 100,000 อัตรา โดยเปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการในรูปแบบสัญญาจ้าง 4 ปี มีค่าตอบแทนและระบบประเมินผลที่ชัดเจน เพื่อเป็นฐานรองรับการปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว
ด้านสังคม
- การศึกษา
รัฐบาลประกาศนโยบาย "เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ เรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา" โดยพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีสำหรับคนไทยทุกช่วงวัย ยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนของครู และปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่นสอดรับกับตลาดแรงงานในอนาคต รวมถึงพัฒนาทักษะด้าน AI และหุ่นยนต์ร่วมกับภาคเอกชน
- สาธารณสุข
รัฐบาลมุ่งพัฒนาระบบประกันสุขภาพให้สามารถ "รักษาทุกที่ได้ทันที" โดยเชื่อมโยงข้อมูลสิทธิการรักษาและประวัติการแพทย์ของคนไทยเข้าด้วยกัน ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมให้รองรับเศรษฐกิจสมัยใหม่ และยกระดับบริการสุขภาพด้วยเทคโนโลยี AI เช่น การแพทย์ทางไกล ควบคู่กับการส่งเสริมการแพทย์แผนไทย
- ครอบครัวและสังคมสูงวัย
รัฐบาลจะสร้างสภาพสังคมและชุมชนรองรับสังคมสูงวัย ส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) พัฒนาเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้สูงอายุ จัดสถานที่พักพิงได้มาตรฐาน และดำเนินโครงการพยาบาลอาสาประจำหมู่บ้านเพื่อดูแลผู้ป่วยและผู้สูงวัยในชุมชน รวมถึงผลักดันให้มีศูนย์บำบัดยาเสพติดทุกอำเภอ
ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม
รัฐบาลจะเร่งพัฒนา Big Data และ AI เพื่อพยากรณ์การบริหารจัดการน้ำและอากาศในระดับตำบล ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือน เพื่อให้สามารถเยียวยาผลกระทบได้รวดเร็วและเป็นธรรมเมื่อเกิดภัยพิบัติ
ในด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลยืนยันเป้าหมาย Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2593 โดยส่งเสริมพลังงานสะอาด วางรากฐานการเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี สนับสนุนการผลิตไฟฟ้าโดยผู้บริโภค (Prosumer) พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน และจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากล รัฐบาลยังมีนโยบายเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูป่าต้นน้ำและป่าชายเลนผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน
ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย
รัฐบาลประกาศนโยบาย "ราชการทันใจ" มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ โดยผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะ ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super License) ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอชุดกฎหมาย (Omnibus Law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากกฎหมายที่ล้าสมัยภายใน 1 ปี
ในด้านการปฏิรูประบบราชการ รัฐบาลจะลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน จัดทำมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด และปรับบทบาทภาครัฐเป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" แทน "ผู้ควบคุม" ควบคู่กับการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐ Work from Anywhere
รัฐบาลยังมีนโยบายทบทวนกฎหมายลำดับรองกว่าเจ็ดพันฉบับ เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็น เช่น กฎหมายเลื่อยโซ่ยนต์ กฎหมายควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง และกฎหมายความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค รวมถึงแก้ไขกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้คำนึงถึงคุณค่าของพัสดุ ไม่ใช่แค่ราคาต่ำสุด
ในด้านการปราบปรามคอร์รัปชัน รัฐบาลจะบูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐและใช้ AI ตรวจจับพฤติกรรมทุจริต โดยกำหนดตัวชี้วัดที่ดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศไทยต้องปรับตัวดีขึ้น
กรอบการบริหารแบบกลุ่มยุทธศาสตร์
รัฐบาลประกาศปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็นระบบ "บูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)" แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต กลุ่มการผลิต การค้าและบริการ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กลุ่มสังคมและสวัสดิการ และกลุ่มการต่างประเทศและความมั่นคง
แต่ละกลุ่มจะมีผู้รับผิดชอบหลักทำหน้าที่กำหนดทิศทาง กำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประสานความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วน โดยรัฐบาลจะรายงานความก้าวหน้าต่อประชาชนอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง
กรอบการใช้จ่ายงบประมาณ
รัฐบาลระบุว่าการดำเนินนโยบายจะใช้จ่ายจากแหล่งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ ได้แก่ เงินกู้ กองทุนหมุนเวียน การให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน และการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง โดยจะส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดภาระหนี้สาธารณะในระยะยาว
นายอนุทิน ชาญวีรกูล ปิดท้ายการแถลงนโยบายด้วยการระบุว่า รัฐบาลจะมุ่งขับเคลื่อนให้ "ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย" พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินนโยบายตามหลัก "พูดแล้วทำ" เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมต่อประชาชนทุกคน







