
วิกฤติซ้อนวิกฤติ ของแพงลามศรัทธา ท้าทาย“ครม.อนุทิน 2”
วิกฤติซ้อนวิกฤติ ของแพงลามศรัทธา ท้าทาย“ครม.อนุทิน 2” : คอลัมน์ฐานโซไซตี โดย...กาแฟขม หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4,188
KEY
POINTS
- ครม.อนุทิน 2 เริ่มต้นทำงานท่ามกลางวิกฤติซ้อนวิกฤติ ทั้งปัญหาเศรษฐกิจเดิมและวิกฤติพลังงานที่เกิดจากสงครามในต่างประเทศ
- วิกฤติพลังงานส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น กลายเป็นต้นทุนที่ทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคทุกชนิดมีราคาแพงขึ้น กระทบค่าครองชีพของประชาชนอย่างหนัก
- ปัญหาของแพงได้ลุกลามบั่นทอนศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ถือเป็นความท้าทายสำคัญในการบริหารจัดการวิกฤติ
*** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,188 ระหว่างวันที่ 2-4 เม.ย.2569 โดย...กาแฟขม
*** คลอดแล้ว “ครม.อนุทิน 2” หลังจากนี้นายกรัฐมนตรี ต้องนำครม.ชุดใหม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฎิญาณก่อนปฎิบัติหน้าที่ ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเข้าสู่โหมดแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ที่คาดว่าจะมีขึ้นวันที่ 9-10 เม.ย. หลังจากนั้นครม.ชุดใหม่ เริ่มปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังทันที ฟังนายกฯ ว่าเตรียมการไว้ทั้งหมดแล้ว ทั้งในด้านการจัดทำนโยบายที่พร้อม 100% ในวัน 2 วันนี้ พร้อมเสนอให้สมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายวิพากษ์ วิจารณ์กัน
*** ครม.อนุทิน 2 ถูกจับตามองตั้งแต่ต้นมือ ไม่เหมือน ครม.อนุทิน 1 คราวนี้เริ่มต้นจากวิกฤติซ้อนวิกฤติ แต่เดิมเศรษฐกิจกระท่อนกระแท่นอยู่แล้ว เจอวิกฤติสงครามสหรัฐ อิสราเอล-อิหร่าน ยืดเยื้อมาร่วมเดือน และยากจะคาดเดาจบลงเมื่อไหร่ สงครามนำไปสู่วิกฤติพลังงาน นํ้ามัน ที่ไทยต้องพึ่งพิงนำเข้านํ้ามันดิบสูงมากร่วม 90-92%
เมื่อเกิดอาการช็อต ราคาจึงพุ่งสูงลิ่ว เกิดการเก็งกำไร กักตุน ไม่ปล่อยของ ทำให้นํ้ามันหายไปจากตลาด หลังรัฐบาลตรึงราคาในช่วงต้น ก่อนปรับราคาพรวดพราดกลางดึก เหมือนเสกได้ นํ้ามันมาพรึ่บเช่นกัน การขึ้นราคาโดยฐานสต็อกเดิม จึงเป็นคำถามเซ็งแซ่ทั่วพารา ส่วนต่างไหลไปเข้ากระเป๋าใคร ทิศทางการไหลของนํ้ามัน รัฐบาลบริหารจัดการอย่างไร ทุกหยดที่เดินทางรัฐบาลต้องรู้มิใช่หรือ
*** เมื่อนํ้ามันเป็นต้นทุนของสินค้า ชาวประมงต้องออกหาปลา เรือประมงต้องใช้นํ้ามัน ต้องขึ้นราคาปลา บริการขนส่งดิลิเวอรี่ขึ้นราคา สินค้าอุปโภค บริโภคใช้หีบห่อพลาสติก ต้องใช้ผลิตภัณท์ห่อหุ้มอันเป็นบายโปรดัคส์จากนํ้ามันที่แพงขึ้น ต้องขึ้นราคา สินค้าเกษตรชาวนาต้องใช้นํ้ามันวิดนํ้าเข้านา ก็ต้องขึ้นราคา
สารตั้งต้นปุ๋ย ยา เคมีภัณฑ์ทำมาจาก บายโปรดัคส์นํ้ามัน เริ่มขาดแคลนแล้ว ของกินอาหารสำเร็จรูปปรุงสุก ปรุงสำเร็จต้องใช้แก๊ซ ใช้ไฟต้องขึ้นราคา ของแพงรอบนี้ จึงไม่ได้แค่กัดกระเป๋า แต่กำลังกิน “ศรัทธา” ค่าครองชีพไต่ขึ้นทุกวัน แต่รายได้ประชาชนไต่ไม่ทัน ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่เศรษฐกิจตึงตัว แต่เป็นความเชื่อมั่นที่ถดถอย
*** บังเอิญจังหวะเลวร้ายวิกฤติศรัทธามาพร้อมวิกฤติของแพง ไม่ทันจัดทัพนิ่ง ความเชื่อมั่นก็สั่นไหว ไม่ทันโชว์ผลงาน กลับถูกตั้งคำถาม “เอาอยู่จริงหรือ?” เป็นจุดตัดอันตราย หาก “เงินเฟ้อ” แก้ได้ด้วยเครื่องมือเศรษฐกิจ แต่ “ศรัทธา” แก้ด้วยความน่าเชื่อถือ แต่วันนี้ 2 อย่างกำลังพร่องพร้อมกัน
มาตรการที่ปล่อยออกมา ยังเป็นภาพเดิมๆ ตรึงราคา ขอความร่วมมือ ตั้งวอร์รูม เหมือนกำลังซื้อเวลา จะทำไปเพื่อ.. ถ้าโครงสร้างยังเหมือนเดิม ต้นทุนยังสูง การแข่งขันยังบิดเบี้ยว อำนาจตลาดยังกระจุก ทุกครั้งที่ราคาขยับ ศรัทธาจะลดลงอีกหนึ่งขั้น เข้าสู่วงจรอันตราย ของแพง คนไม่เชื่อรัฐ คุมอะไรไม่ได้ ของแพงซํ้า ถ้าไม่ตัดวงจรนี้ รัฐบาลจะเข้าสู่ “ภาวะไร้อำนาจโดยพฤตินัย” แม้จะมีอำนาจตามกฎหมายเต็มมือก็ตาม
*** เวลาวิกฤติข้าวของขึ้นราคา บทบาทของกระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าภายใน อธิบดี วิทยากร มณีเนตร แม่งานหลักต้องไม่ใช่แค่ “ผู้เฝ้าราคา” แต่ต้องเป็น “ผู้จัดระเบียบตลาด” เลิกทำงานเชิงรับ แล้วขยับเป็นเชิงรุก ไม่ใช่แค่ตรวจสต๊อก แต่ต้องตรวจ “โครงสร้างกำไร”
ไม่ใช่แค่ขอความร่วมมือ แต่ต้อง “บังคับใช้กติกา” ไม่ใช่แค่กดราคาปลายทาง แต่ต้อง “กดต้นทุนที่บิดเบือน” ถ้าพบการฮั้วต้องชน ถ้าพบการกักตุนต้องฟัน ถ้าพบอำนาจเหนือตลาด ต้องจัดการจริงไม่ใช่แค่แถลง ในเกมนี้ความกล้า สำคัญพอๆ กับนโยบาย
*** บริหารวิกฤติเรียกคืนศรัทธาต้องรีเซ็ตวิธีคิด ต้องยอมรับความจริงก่อนว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ระยะสั้น ใช้กฎหมายที่มีเต็มกำลัง ไม่ใช่ครึ่งๆกลางๆ สร้างทีมที่คนเชื่อ ไม่ใช่แค่การเมืองลงตัว หรือเป็นภาพลักษณ์ดีกลายเป็นการเมืองจ๋าไปซะแล้ว
เลิกบริหารแบบเกรงใจ แล้วหันมาบริหารแบบ “รับผิดชอบต่อประชาชน” ที่ต้องการผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากกว่าคำอธิบายยาวๆ ราคาต้องนิ่ง ของต้องมี รัฐต้อง “เอาจริง” ถ้าทำได้ ศรัทธาจะค่อยๆ กลับมา แต่ถ้ายังปล่อยให้ของแพง วิ่งนำหน้ามาตรการ ปล่อยให้ข่าวลือ วิ่งนำหน้าความจริง ปล่อยให้การเมืองวิ่งนำหน้าประสิทธิภาพ ก็อาจเดินไปสู่ทางตัน เสียอำนาจการนำ ถึงวันนั้นต่อให้มีเก้าอี้ก็อาจไม่มีแรงนั่ง เพราะคนทั้งประเทศจะลุกขึ้นยืน ไม่เชื่อแล้ว






