
เคาะแน่! 11 เม.ย. นี้ อนุทิน ประชุม ครม. นัดพิเศษ ลุยมาตรการแก้ "น้ำมันแพง" หลังแถลงนโยบาย
รัฐบาลอนุทินเตรียมนัดประชุม ครม.นัดพิเศษ 11 เม.ย. พิจารณามาตรการเร่งด่วนแก้วิกฤตน้ำมันแพง ลุย คนละครึ่ง พลัส เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการเป็น 400 บาท และ Soft Loan SME 1 หมื่นล้าน รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน หลังแถลงนโยบาย "Thailand 10 Plus" ต่อรัฐสภา 9-10 เม.ย.
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นัดประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษในวันที่ 11 เมษายน 2569 เพื่อพิจารณามาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาราคาพลังงานและบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน ภายหลังจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 9-10 เมษายน
ไทม์ไลน์ ครม.อนุทิน 2 ก่อนเปิดประชุม ครม.นัดพิเศษ
ในวันที่ 6 เมษายน 2569 เวลา 19.00 น. นายอนุทิน จะนำคณะรัฐมนตรี เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต
ภายหลังคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ถวายสัตย์ฯ จะมีการประชุม ครม. นัดพิเศษทันทีในเวลา 20.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรับรองร่างนโยบายที่จะนำไปแถลงต่อรัฐสภาระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน
เมื่อผ่านขั้นตอนดังกล่าวแล้ว รัฐมนตรีทุกคนจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นทางการ จากนั้นวันที่ 11 เมษายน จะมีการประชุม ครม. นัดพิเศษอีกครั้งเพื่อพิจารณามาตรการเร่งด่วนด้านพลังงานและเศรษฐกิจโดยเฉพาะ
กรอบนโยบายรัฐบาล "Thailand 10 Plus" ตั้งเป้า GDP โต 3%
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า คำแถลงนโยบายต่อรัฐสภามีความยาว19 หน้า
โดยชูประเด็นวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นโจทย์เร่งด่วน พร้อมวางกรอบนโยบายระยะยาวปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมไทยทุกมิติ
รับมือวิกฤตพลังงานโลก
คำแถลงนโยบายรัฐบาลระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้การผลิตและขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติชะงักงัน ราคาพลังงานมีแนวโน้มพุ่งสูงและกระทบค่าครองชีพคนไทย รัฐบาลจึงเตรียมมาตรการเยียวยากลุ่มเปราะบาง หารือผู้ประกอบการวางแผนนำเข้า-ส่งออก และจูงใจให้บริษัทต่างชาติตั้งสำนักงานใหญ่ในไทยเพื่อพลิกวิกฤตเป็นโอกาส
เศรษฐกิจและการค้า
รัฐบาลจะแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนแบบเบ็ดเสร็จ ลดรายจ่ายประจำวันด้านพลังงานและน้ำดื่ม ส่งเสริม SMEs เข้าถึงสินเชื่อและตลาด พร้อมพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในอุตสาหกรรม AI ดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด และการแพทย์ เพื่อดึงไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ด้านการค้า จะกระจายตลาดส่งออก ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571
เกษตรและท่องเที่ยว
ภาคเกษตรมุ่งสู่ "เกษตรแม่นยำ" ด้วย AI และเทคโนโลยีชีวภาพ ยกระดับสหกรณ์การเกษตรและสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตอกย้ำไทยเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลก ส่วนการท่องเที่ยวตั้งเป้าให้ไทยเป็นจุดหมาย 365 วัน เน้นคุณภาพแทนปริมาณ และยกระดับความปลอดภัยนักท่องเที่ยว
ความมั่นคงและต่างประเทศ
รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี เร่งศึกษายกเลิก MOU 2544 พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ปราบปรามยาเสพติด สแกมเมอร์ และการพนันผิดกฎหมายอย่างเข้มข้น พร้อมจัดตั้งทหารอาสา 100,000 อัตรา เพื่อเป็นฐานปรับระบบเกณฑ์ทหารสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว
สังคมและสิ่งแวดล้อม
ด้านการศึกษา รัฐบาลชู "เรียนฟรีมีจริง" ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ฟรีและปรับหลักสูตรให้สอดรับตลาดแรงงาน ด้านสาธารณสุขมุ่งให้คนไทย "รักษาทุกที่ได้ทันที" ด้วยการเชื่อมข้อมูลสุขภาพและขยายการแพทย์ทางไกล ส่วนสิ่งแวดล้อม ยืนยันเป้า Net Zero ปี 2593 ผ่านพลังงานสะอาด ตลาดคาร์บอนเครดิต และโซลาร์ฟาร์มชุมชน
ปฏิรูปราชการ
รัฐบาลจะผลักดัน Super License ให้บังคับใช้ใน 180 วัน ออก Omnibus Law แก้กฎหมายล้าสมัยใน 1 ปี ยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็น และใช้ AI ตรวจจับการทุจริตในระบบราชการ โดยปรับบทบาทภาครัฐจาก "ผู้ควบคุม" สู่ "ผู้อำนวยความสะดวก"
นายอนุทินปิดท้ายด้วยการประกาศเป้าหมายว่า รัฐบาลจะขับเคลื่อนให้ "ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย"
คนละครึ่ง พลัส มาตรการเร่งด่วน รอ ครม.11 เม.ย. อนุมัติ
ส่วนการประชุมครม.นัดพิเศษในวันที่ 11 เมษายน จะมีการพิจารณาการออก พ.ร.ก.กู้เงินชดเชยกองทุนน้ำมัน พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 การจัดทำงบประมาณปี 257 และรายละเอียดมาตรการบรรเทาผลกระทบประชาชนเฉพาะกลุ่ม ที่ครม. ได้เห็นชอบในหลักการไปก่อนหน้านี้ ได้แก่ โครงการ "คนละครึ่ง พลัส" โดยคงวงเงินสนับสนุนที่ 2,000 บาทต่อคนเท่าเดิม แต่จะปรับรูปแบบให้ครอบคลุมประชาชนมากขึ้น รวมถึงการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จาก 300 บาท เป็น 400 บาทต่อคนต่อเดือน
นอกจากนั้นยังมี มาตรการช่วยเหลือกลุ่มขนส่ง ครอบคลุมรถบรรทุก รถโดยสาร และรถจักรยานยนต์รับจ้าง มาตรการช่วยเหลือภาคเกษตรกร ลดต้นทุนค่าปุ๋ย มาตรการช่วยเหลือภาคประมง สนับสนุนการใช้น้ำมัน B20 มาตรการ ดูแลคู่สัญญากับภาครัฐ ขยายระยะเวลาตรวจรับงานให้ผู้รับเหมาก่อสร้างที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำมัน พร้อมเร่งรัดการชดเชยค่า K เพื่อเสริมสภาพคล่อง และมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) สำหรับ SME ธนาคารออมสินเตรียมวงเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อยตลอดซัพพลายเชนที่ได้รับผลกระทบ
ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาการปรับปรุงโครงสร้างการคำนวณราคาขายส่งน้ำมันหน้าโรงกลั่น ทั้งค่าการกลั่นและค่าการตลาด ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง.







