
คลังหวั่นวิกฤตพลังงาน ซ้อนวิกฤตการคลัง โยนกองทุนน้ำมันพยุงราคา
คลังหวั่นวิกฤตพลังงาน ซ้อนวิกฤตการคลัง โยนกองทุนน้ำมันพยุงราคา ฝั่งกระทรวงพลังงานจ่อชงครม.ชุดใหม่ คลอดพ.ร.ก.ค้ำประกันเงินกู้ 1.5 แสนล้านบาท
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังกังวลว่าวิกฤตพลังงานอาจซ้อนทับวิกฤตการคลัง เนื่องจากเผชิญความท้าทายในการจัดเก็บรายได้
- เสนอให้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหลักในการพยุงราคาแทนการลดภาษีสรรพสามิต เพื่อไม่ให้กระทบรายได้ของรัฐโดยตรง
- รัฐบาลเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ให้กองทุนน้ำมันฯ วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่อง
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การพยุงราคาน้ำมัน ในช่วงที่เจอผลกระทบ จากสถานการณ์ตะวันออกกลางนั้น ประเทศไทยมีกลไกในการดูแล 2 ส่วน คือ กลไกการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคา แตกต่างจากหลายๆ ประเทศทั่วโลก ที่มีเพียงกลไกการลดภาษีเท่านั้น
ทั้งนี้ กลไกหลักที่จะนำมาใช้ในการพยุงราคาน้ำมัน ควรจะเป็นการใช้กองทุนน้ำมันเข้ามาอุดหนุนโดยตรง เนื่องจากขณะนี้กระทรวงการคลังมีความท้าทายในการจัดเก็บรายได้ โดยภาพรวมการจัดเก็บรายได้ 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ยังเป็นไปตามเป้าหมาย
แต่ช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณ 2569 มีความท้าทาย โดยเฉพาะการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล จากสถานการณ์เศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา ซึ่งผลประกอบการของธุรกิจสะท้อนจากปีที่ผ่านมาแล้ว
“กระทรวงการคลัง ก็เผชิญกับความท้าทายในการจัดเก็บรายได้ ซึ่งหากลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันแล้ว รายได้จากการจัดเก็บภาษีจะหายไปเลย ซึ่งอาจก่อให้เกิดวิกฤตการคลังซ้อนวิกฤตพลังงาน แต่หากใช้กลไกกองทุนน้ำมันเข้ามาพยุงราคา ช่วงนี้สถานะกองทุนอาจติดลบ แต่อนาคตหากสถานการณ์ราคาน้ำมันกลับเข้าสู่ภาวะปกติ กองทุนก็จะกลับมาเป็นบวก เช่นเดียวกันกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน”
ทั้งนี้ การใช้กลไกกองทุนน้ำมันพยุงราคาหน้าปั๊มสามารถดำเนินการได้เลยทันที ขณะที่การลดภาษีสรรพสามิตนั้น ยังต้องรอขั้นตอนในการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และยังต้องผ่านกระบวนการประกาศออกกฎเป็นกฎกระทรวง เพื่อให้มีผลบังคับใช้ ซึ่งมีระยะเวลาในการดำเนินการ
“หากขณะนั้นราคาน้ำมันโลกปรับเพิ่มสูงขึ้นอีก การลดภาษีสรรพสามิตก็จะไม่ตอบโจทย์การพยุงราคาหน้าปั๊มแล้ว ซึ่งกลไกการลดภาษีสรรพสามิตสามารถลดภาษีได้สูงสุดเพียง 6-7 บาท/ลิตรเท่านั้น ขณะที่กองทุนน้ำมันไม่มีเพดานดังกล่าว”
ส่วนข้อจำกัดในการกู้เงินของกองทุนน้ำมันนั้น กระทรวงพลังงานจะเป็นหน่วยงานที่เสนอครม. ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ 1.5 แสนล้านบาท เท่ากับช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน เชื่อว่าจะสามารถรองรับสถานการณ์ได้ ส่วนมีความจำเป็นจะขยายเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อรองรับวิกฤตดังกล่าวหรือไม่ ยืนยันว่า ยังมีพื้นที่ในการออกนโยบายรับมือวิกฤตกว่า 7 แสนล้านบาท
ก่อนหน้านี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงมาตรการดูแลราคาน้ำมันว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก กระทรวงพลังงานจะเสนอให้ออก ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อเสริมสภาพคล่องรับมือราคาน้ำมันโลกผันผวนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ระยะเวลา 1 ปี
สำหรับการดำเนินการออกพ.ร.ก.ดังกล่าว จะถูกบรรจุในสัดส่วนหนี้สาธารณะ หากกองทุนมีการเดินหน้ากู้เงิน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า รัฐยังมีพื้นที่การคลังในการรองรับวิกฤตครั้งหนี้ โดยปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 66%ต่อจีดีพี และหากนับรวมวงเงินค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมัน 1.5 แสนล้านบาทแล้ว ยังมีพื้นที่ดำเนินนโยบายได้ได้อีกกว่า 3 แสนล้านบาท
“จากการประเมินเบื้องต้น คาดว่าวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท จะสามารถรองรับวิกฤตพลังงาน จากสถานการณ์ตะวันออกกลางได้ ซึ่งช่วงวิกฤตรัฐเซีย-ยูเครน ในอดีตที่ผ่านมาก็ได้ออกพ.ร.ก.ค้ำประกันในวงเงิน 1.5 แสนล้านบาทเช่นเดียวกัน ขณะนั้นกองทุนน้ำมันติดลบกว่า 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งรองรับได้”







