
“คนละครึ่งพลัส”มาแน่ นายกฯลั่นหลัง 30 เม.ย. วงเงิน 2,000 บาท
นายกฯ อนุทิน ลั่น“คนละครึ่งพลัส” ได้แน่ หลัง 30 เม.ย.นี้ วงเงิน 2,000 บาทต่อคนเท่าเดิม แต่ครอบคลุมประชาชนมากขึ้น พร้อมเปิดช่องอาจทำบ่อยขึ้นตามงบประมาณ
KEY
POINTS
- นายกรัฐมนตรียืนยันโครงการ “คนละครึ่งพลัส” จะเริ่มดำเนินการหลังวันที่ 30 เมษายน
- ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับวงเงินสนับสนุนคนละ 2,000 บาท และจะมีการปรับรูปแบบให้ครอบคลุมประชาชนมากขึ้น
- นายกฯ ชี้แจงว่า อาจไม่มีการเพิ่มวงเงินต่อครั้ง แต่สามารถเพิ่มความถี่ของโครงการได้ในอนาคต ขึ้นอยู่กับงบประมาณ
วันที่ 4 เมษายน 2569 ที่ห้างโลตัส บางกะปิ กทม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามการจำหน่ายสินค้าในโครงการ “ไทยช่วยไทย” และได้พบปะพูดคุยกับประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อสินค้าในพื้นที่
ระหว่างการพูดคุย มีประชาชนสอบถามถึงความคืบหน้าของโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ว่าจะเริ่มดำเนินการเมื่อใด โดยนายกรัฐมนตรีตอบว่า โครงการดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการ หลังวันที่ 30 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
นายกรัฐมนตรีระบุว่า โครงการคนละครึ่งพลัสในรอบใหม่นี้ จะให้วงเงินสนับสนุน 2,000 บาทต่อคนเท่าเดิม แต่จะมีการปรับรูปแบบให้ ครอบคลุมประชาชนมากขึ้น
เมื่อประชาชนถามต่อว่าสามารถดำเนินการได้ทันทีหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบว่า “ได้เลย” หลังจากขั้นตอนนโยบายมีความชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ประชาชนบางส่วนสะท้อนต่อผู้นำรัฐบาลว่า ขณะนี้เศรษฐกิจยังไม่ดีและอยากให้เพิ่มวงเงินมากกว่านี้ อีกทั้งรอโครงการมานานแล้ว ทำให้นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า ภายหลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว จะเริ่มดำเนินการตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
เมื่อสอบถามเพิ่มเติมว่ามีโอกาสเพิ่มวงเงินมากกว่า 2,000 บาทหรือไม่ นายกฯ อนุทิน ตอบว่า อาจไม่เพิ่มวงเงินต่อครั้ง แต่สามารถเพิ่มความถี่ของโครงการได้ โดยขึ้นอยู่กับงบประมาณ หรือ เม็ดเงินที่รัฐบาลมีในช่วงเวลานั้น พร้อมระบุว่า โครงการลักษณะนี้จะดำเนินการ เป็นช่วง ๆ ตามสถานการณ์เศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกระแสข่าวก่อนหน้านี้ที่ระบุว่ารัฐบาลอาจมีมาตรการแจกเงินเดือนละ 200 บาท เป็นเวลา 10 เดือน ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส นายกฯ ได้ย้อนถามว่า “เอาข่าวมาจากไหน” ก่อนย้ำว่า รูปแบบโครงการคนละครึ่ง จะดำเนินการเป็นช่วง ๆ ไม่ใช่ลักษณะการแจกเงินรายเดือน
ทั้งนี้ โครงการ “คนละครึ่ง” ถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่รัฐบาลใช้เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ และช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย โดยรัฐร่วมจ่ายค่าสินค้าบางส่วนให้กับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความนิยมอย่างมากจากทั้งผู้บริโภคและร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ






