thansettakij
thansettakij
รัฐบาลเตรียมฉีดยาแรง จ่อลอยตัวดีเซลหลังสงกรานต์ สกัดวิกฤตน้ำมันลามคลัง

รัฐบาลเตรียมฉีดยาแรง จ่อลอยตัวดีเซลหลังสงกรานต์ สกัดวิกฤตน้ำมันลามคลัง

03 เม.ย. 69 | 02:30 น.
อัปเดตล่าสุด :03 เม.ย. 69 | 02:58 น.

รัฐบาลเตรียมฉีดยาแรง! จ่อลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลหลังสงกรานต์ หลังยอดใช้พุ่ง 100 ล้านลิตร/วัน เร่งรื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน-หั่นเงินอุดหนุนกองทุนฯ สกัดวิกฤตการคลังลาม

3 มีนาคม 2564 วิกฤตราคาน้ำมันที่ลุกลามจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังก้าวข้ามจากวิกฤตพลังงานสู่วิกฤตการคลังอย่างเต็มรูปแบบ เมื่อข้อมูลล่าสุดของกระทรวงพลังงานชี้ให้เห็นภาพที่น่าตกใจว่า แม้ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงจนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ทยอยปรับลดการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล ลิตรละ 24.25 บาทลงมาเหลือ 17.78 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาล่าสุด ณ วันที่ 2 มี.ค. 2569 ทะลุไปถึง 44.24 บาทต่อลิตร แต่ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลในประเทศกลับไม่ลดลง

ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลที่เคยอยู่ที่ระดับปกติราว 67 ล้านลิตรต่อวัน กลับพุ่งทะยานขึ้นไปสูงถึง 80-100 ล้านลิตรต่อวันในช่วงวิกฤต สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมที่เรียกได้ว่ากักตุน และใช้กันอย่างฟุ่มเฟือย เพราะรู้ว่ารัฐบาลยังอุดหนุนราคาอยู่ ยิ่งทำให้ภาระหนี้ของ กองทุนน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงล่าสุด ณ วันที่ 1 เมษายน 2569 ติดลบไปแล้วถึง 42,148 ล้านบาท และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน

ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 78.73 ล้านลิตร แต่จำหน่าย 82.54 ล้านลิตร

ทยอยลดเงินอุดหนุนราคาน้ำมันต่อเนื่อง

แหล่งข่าวระดับสูงในรัฐบาลเปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า นโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันแบบถ้วนหน้าที่ใช้อยู่นี้กำลังเดินมาถึงจุดสิ้นสุด รัฐบาลกำลังเตรียม “ฉีดยาแรง” ด้วยการทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมัน ด้วยการลดเงินอุดหนุนจากกองทุนอย่างต่อเนื่อง และในที่สุดอาจเดินหน้าสู่การลอยตัวราคาน้ำมัน โดยมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะใช้มาตรการนี้หลังเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง

ย้อนกลับไปในช่วงต้นของวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รัฐบาลอัดฉีดเงินอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อไม่ให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ต่อเมื่อปริมาณการใช้น้ำมันพุ่งสูงขึ้นผิดปกติ ภาระที่กองทุนต้องแบกรับก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

ณ วันที่ 2 มีนาคม 2569 กองทุนน้ำมันต้องจ่ายเงินชดเชยราคาน้ำมันดีเซลสูงถึง 17.78 บาทต่อลิตร เมื่อนำมาคูณกับปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลที่พุ่งขึ้นไป 80-100 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งสูงกว่าระดับปกติถึง 20-50% กองทุนมีภาระการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลต่อวันสูงถึง 1,400-1,778 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระที่สูงมากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ลดภาษีสรรพสามิตกระทบฐานะการคลัง

ขณะที่อีกทางเลือกหนึ่งที่มีการเสนอให้ลดอัตราภาษีสรรพสามิต กระทรวงการคลังประเมินว่าจะสูญเสียรายได้ภาษีที่จำเป็นอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังชะลอตัว โดยกลไกการลดภาษีสรรพสามิตสามารถลดได้สูงสุดเพียง 6-7 บาทต่อลิตรเท่านั้น และยังต้องรอกระบวนการเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและการออกกฎกระทรวงเพื่อให้มีผลบังคับใช้ ซึ่งในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นเร็วกว่ากระบวนการออกกฎหมาย วิธีนี้อาจไม่ทันการณ์และไม่ตอบโจทย์ที่แท้จริง

หากลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน รายได้จากการจัดเก็บภาษีจะหายไปเลย ซึ่งอาจก่อให้เกิดวิกฤตการคลังซ้อนวิกฤตพลังงาน แต่หากใช้กลไกกองทุนน้ำมันเข้ามาพยุงราคา แม้ขณะนี้สถานะกองทุนอาจติดลบ แต่อนาคตหากสถานการณ์ราคาน้ำมันกลับเข้าสู่ภาวะปกติ กองทุนก็จะกลับมาเป็นบวกได้ เช่นเดียวกันกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ผ่านมา

ผลกระทบราคาน้ำมัน ต่อเศรษฐกิจและสถานการณ์ด้านการคลัง

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลทุก 1 บาทต่อลิตร จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ราว 2 พันล้านบาทต่อเดือน ซึ่งยอมรับว่า อาจกระทบต่อเป้าหมายการจัดเก็บรายได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) อยู่ระหว่างเร่งประเมินสถานการณ์

แหล่งข่าวกล่าวว่า การจัดเก็บรายได้จากภาษีน้ำมันทั้งปีประมาณ 2 แสนล้านบาทถูกนับรวมเป็นรายได้ของกรมสรรพสามิตในปีงบประมาณปี 2569 ไว้แล้ว หากรายได้ส่วนนี้หายไปก็จะกระทบต่อการจัดเก็บรายได้รัฐบาลไปด้วย แล้วจะหารายได้จากส่วนไหนมาชดเชย เพราะวงเงินที่สามารถกู้ได้สูงสุดในกรอบงบประมาณปี 2569 เหลือเพียง 17,080 ล้านบาทเท่านั้น

ในปีงบประมาณ 2569 ฐานะการคลังของไทยกำลังถูกกดดันจากหลายทิศทางพร้อมกัน เพราะเดิมประมาณการว่าจีดีพีในปี 2569 ขยายตัวเพียง 1.7% แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นคาดว่าจีดีพีจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งขึ้นไปถึง 128.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก็สูงกว่าสมมติฐานราคาน้ำมันดิบที่ 63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลที่ประมาณการไว้ ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ

ขณะที่การจัดเก็บรายได้ แม้ในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ยังเป็นไปตามเป้าหมาย แต่ช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณกลับเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก โดยเฉพาะการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากผลประกอบการของธุรกิจในปีก่อนหน้าที่ชะลอตัวลง

ส่วนรายจ่าย กระทรวงการคลังยังต้องแบกรับภาระการค้ำประกันเงินกู้ให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงวงเงิน 150,000 ล้านบาท ผ่านการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ซึ่งจะส่งผลให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นทันที

ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 66% ต่อจีดีพี และหากนับรวมวงเงินค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมัน 150,000 ล้านบาทแล้ว ช่องว่างทางการคลังที่เหลืออยู่จะลดลงจากประมาณ 300,000 ล้านบาท เหลือเพียง 150,000 ล้านบาท และเมื่อจีดีพีโตต่ำกว่าเป้าหมาย ช่องว่างทางการคลังก็จะหดแคบลงไปอีก

ชง ‘เอกนิติ’ ขยายเพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพี

ทั้งนี้หากพิจารณาจากแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570-2573 ที่มีเป้าหมายลดระดับการขาดดุลลงอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพหนี้สาธารณะ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเครดิตของประเทศ ในแผนระบุว่า จีดีพีจะเพิ่มจาก 19.37 ล้านล้านบาทในปี 2569 เป็น 20.05 ล้านล้านบาทในปี 2570 หรือเติบโต 3.5%

โดยในปีงบประมาณ 2570 มีกรอบวงเงินรายจ่ายอยู่ที่ 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,400 ล้านบาทจากปี 2569 ที่ตั้งไว้ 3,780,600 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ขณะที่ประมาณการจัดเก็บรายได้สุทธิอยู่ที่ 3,000,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79,400 ล้านบาทจากรายได้สุทธิที่ประเมินไว้ในปี 2569 ที่ 2,920,600 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.7% ทำให้ยังคงต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 788,000 ล้านบาท คิดเป็น 3.9% ของจีดีพี

แต่ตัวเลขทั้งหมดนี้ถูกตั้งสมมติฐานบนราคาน้ำมันดิบที่ 63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งห่างจากความเป็นจริงในปัจจุบันที่ 128.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากวิกฤตยืดเยื้อและจีดีพีขยายตัวต่ำกว่าเป้า รัฐบาลจึงอยู่ระหว่างพิจารณาขยายกรอบสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจากเพดาน 70% เป็น 75% ตามกรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามมาตรา 50 เพื่อให้มีพื้นที่ทางการคลังเพิ่มขึ้นรองรับวิกฤต

ขณะที่กรอบอื่นๆ ทั้งสัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ประจำปีไม่เกิน 50% สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะทั้งหมดไม่เกิน 10% และสัดส่วนภาระหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อรายได้จากการส่งออกไม่เกิน 5% ยังคงเดิม

อย่างไรก็ตามขยายกรอบสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจากเพดาน 70% เป็น 75% ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่

รัฐบาลเตรียมฉีดยาแรง จ่อลอยตัวดีเซลหลังสงกรานต์ สกัดวิกฤตน้ำมันลามคลัง

เร่งรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันคุมเพดานค่าการกลั่น

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงาน ไปศึกษาปรับปรุงโครงสร้างการคำนวณราคาราคาขายส่งน้ำมันหน้าโรงกลั่น ทั้งค่าการกลั่น และค่าการตลาด เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยมีเป้าหมายหลักในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และเตรียมนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกในวันที่ 6 เมษายนนี้

ทั้งนี้ จากการประชุม พบว่า สูตรการคำนวณราคาน้ำมันในปัจจุบันอาจสูงเกินความเป็นจริง โดยเฉพาะในส่วนของค่าขนส่ง (Freight) และค่าประกันภัย (Insurance) ที่ถูกนำมาคำนวณรวมในราคาขายส่ง ทั้งที่ในทางปฏิบัติปัจจุบันต้นทุนส่วนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริงในบางกรณี จึงมีมติให้กระทรวงพลังงานปรับปรุงตัวเลขโดยตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ออก ซึ่งจะส่งผลให้ค่าการกลั่นลดลงทันที

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังสั่งการให้ศึกษารายละเอียดของ War Premium หรือส่วนต่างราคาน้ำมันในช่วงสงคราม แม้ตลาดโลกจะมีการอ้างถึงค่าความเสี่ยงนี้ แต่พบว่าโรงกลั่นไทยได้ปรับตัวไปจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากตะวันออกกลางแล้ว คตร. จึงมอบหมายให้กระทรวงพลังงานตรวจสอบต้นทุนที่แท้จริงว่าควรจะเป็นเท่าใด ซึ่งจะได้นำมาคำนวณในค่าการกลั่น และรวมถึงการคำนวณค่าการตลาดที่เหมาะสมด้วย เพื่อไม่ให้เป็นการผลักภาระที่เกินจริงไปสู่ผู้บริโภค

ขณะเดียวกัน ในช่วงวิกฤตที่ต้นทุนสูงขึ้น คตร. ก็ได้มีการหารือถึงการพิจารณาการนำระบบ Ceiling and Floor (การกำหนดเพดานราคาสูงสุดและต่ำสุด) มาใช้กำกับดูแลค่าการกลั่น เพื่อป้องกันกำไรที่เกินควร (Windfall Profit) และสร้างระบบที่เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่กระทรวงพลังงานศึกษา อย่างไรก็ตามจะต้องได้ข้อมูลเบื้องต้นเพื่อมากำหนดเพดานต่อไป

ลอยตัวราคาพร้อมมาตรการช่วย 5 กลุ่ม

สัญญาณจากทั้งกระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานบ่งชี้ตรงกันว่า เป้าหมายของรัฐบาลคือการทยอยลดเงินอุดหนุนและปล่อยให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น โดยตั้งเป้าว่าจะเริ่มใช้มาตรการนี้อย่างจริงจังหลังเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งอาจมีการประกาศมาตรการรับมือวิกฤตน้ำมันระยะที่ 3 ควบคู่กันด้วย

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่าก่อนจะถึงจุดลอยตัวอย่างสมบูรณ์ จะมีมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด 5 กลุ่ม เพื่อป้องกันไม่ให้การปรับโครงสร้างราคากลายเป็นการซ้ำเติมคนที่ไม่มีทางเลือก ประกอบด้วย 1. กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน 2. กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ 3. กลุ่มเกษตรกร 4. กลุ่มชาวประมง 5. กลุ่มผู้รับเหมาภาครัฐและผู้ประกอบการอุตสาหกรรม