
กุนซือเอกนิติ ฉายภาพแก้วิกฤติน้ำมันแพง ฝ่าวิกฤตการคลัง
กุนซือเอกนิติ ฉายภาพแก้วิกฤติน้ำมันแพง ฝ่าวิกฤตการคลัง เตือนรัฐบาลต้องป้องกันไม่ให้วิกฤตพลังงานลุกลามเป็นวิกฤตการคลัง
KEY
POINTS
- เตือนรัฐบาลต้องป้องกันไม่ให้วิกฤตพลังงานลุกลามเป็นวิกฤตการคลัง ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือและทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศสูงขึ้น
- เสนอให้ยกเลิกมาตรการช่วยเหลือแบบเหวี่ยงแห และเปลี่ยนไปใช้นโยบายช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย และปรับขึ้นราคาน้ำมันแบบขั้นบันไดตามตารางเวลาที่ชัดเจน
- การขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็นดาบสองคม ต้องทำเมื่อจำเป็น ควบคู่กับการสื่อสารที่ชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในวินัยการคลัง
ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ และงบประมาณภาครัฐ การบริหารจัดการวิกฤตในครั้งนี้จึงต้องเป็นไปโดยละเอียดรอบคอบ เพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดของประเทศไทย อาทิ เพดานหนี้สาธารณะ อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ วินัยการเงินการคลัง หรือ สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น
ฐานเศรษฐกิจ สัมภาษณ์พิเศษ ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ขับเคลื่อนความรับผิดชอบทางการคลัง ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมกุนซือของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
“ต้องไม่ให้เป็นวิกฤต ซ้อนวิกฤต ก็คือต้องป้องกันไม่ให้วิกฤตพลังงานลุกลามเป็น วิกฤตการณ์ทางการคลัง ของประเทศในอนาคต” ศ.ดร.อธิภัทรกล่าว
ความเสี่ยง "วิกฤติซ้อนวิกฤติ"
ศ.ดร.อธิภัทร ให้มุมมองว่าในปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติพลังงาน ซึ่งสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิด "วิกฤติซ้อนวิกฤติ" โดยมีวิกฤติการคลังตามมา
ปัจจุบันสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง Fitch และ Moody’s ได้ปรับลดแนวโน้ม (Outlook) ของไทยเป็นลบ (Negative) ซึ่งหมายความว่ามีโอกาสที่จะถูกปรับลดอันดับเครดิตในปีนี้ หากรัฐบาลยังคงแบกรับภาระการอุดหนุนราคาพลังงาน และการขาดดุลการคลังที่อยู่ในระดับสูง 4-5% ต่อ GDP ต่อไป ซึ่งจะส่งผลลบต่อฐานะการคลังในระยะยาวอย่างแน่นอน
หากอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศไทยถูกปรับลดลง จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชน ทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายในการกู้เงินแพงขึ้น เมื่อรัฐบาลมีภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายสูงขึ้น จะส่งผลให้การจัดสรรงบประมาณเพื่อนำไปทำโครงการพัฒนาต่าง ๆ ทำได้ยากลำบากและจำกัดมากขึ้น
กรณีหากไทยถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนตัวเลขสถานะจาก BBB+ เป็น BBB เท่านั้น แต่เป็นภาระทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจริง ซึ่งจะกระทบไปถึงต้นทุนการกู้ยืมเงินของภาคเอกชน เพราะโดยปกติแล้วเวลาที่ภาคเอกชนกู้ยืมเงิน ต้นทุนดอกเบี้ยจะถูกอ้างอิง (Benchmark) กับอัตราดอกเบี้ยที่รัฐบาลจ่าย
ผลกระทบทั้งหมดนี้มีความเชื่อมโยงกัน เมื่อต้นทุนการกู้ยืมของทั้งรัฐและเอกชนเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ ต้นทุนค่าครองชีพของทั้งระบบเศรษฐกิจแพงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้ชีวิตของคนทั่วไป
ลดสรรพสามิตน้ำมัน = เหวี่ยงแห
ศ.ดร.อธิภัทรกล่าวว่า การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ถือเป็นการช่วยเหลือแบบเหวี่ยงแหที่ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะผู้ที่ได้รับประโยชน์ไม่ใช่แค่คนรายได้น้อย แต่รวมไปถึงคนรายได้สูงที่ใช้รถหรูเครื่องยนต์ดีเซลด้วย
รัฐบาลควรใช้เงินเพื่อเยียวยาเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย (Targeted Policy) จะเป็นโมเดลที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากกว่า โดยต้องวางลำดับความสำคัญให้ชัดเจนว่ากลุ่มใดควรได้รับความช่วยเหลือเป็นอันดับต้นๆ เช่นกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย ควรได้รับความช่วยเหลือมากที่สุดและเป็นกลุ่มแรก
สำหรับกลุ่มรายได้ปานกลางและภาคเอกชน หากรัฐบาลมีทรัพยากรเพียงพอ จึงค่อยพิจารณาขยายความช่วยเหลือไปยังกลุ่มคนชั้นกลาง หรือภาคเอกชนในเซกเตอร์และขนาดที่จำเป็น โดยต้องวางแผนเป็นเฟสให้ชัดเจน
ปรับราคาน้ำมันแบบขั้นบันได
ศ.ดร.อธิภัทร ให้ความเห็นเกี่ยวกับการแก้ปัญหาน้ำมันแพงอย่างเป็นระบบว่า รัฐบาลควรปรับราคาแบบขั้นบันได โดยวางตารางการปรับขึ้นราคาให้ชัดเจน เช่น ขึ้นทีละ 50 สตางค์ หรือ 1 บาท ตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อให้ภาคเอกชนและประชาชนสามารถวางแผนล่วงหน้าได้ แทนที่จะพยุงราคาไว้จนรับไม่ไหวแล้วปรับขึ้นพรวดเดียวจนสร้างความตื่นตระหนก
อีกประการที่สำคัญคือ การสื่อสารที่ชัดเจน ต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่านี่คือวิกฤติพลังงานโลกที่รุนแรง อาจหนักกว่าช่วงโควิด ทุกคนต้องเตรียมรับภาระราคาที่เพิ่มขึ้น และในอนาคตอาจไม่ได้กังวลแค่เรื่องราคา แต่อาจกังวลเรื่องปริมาณน้ำมันว่าจะมีเพียงพอหรือไม่
"การพยุงราคาในระยะยาวเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤติการคลัง เนื่องจากรัฐบาลมีทรัพยากรจำกัด" ศ.ดร.อธิภัทรกล่าวย้ำ
การปรับราคาให้สะท้อนความเป็นจริงมากขึ้นช่วยลดภาระการขาดดุลการคลัง และยังแก้ไขแรงจูงใจที่ผิด เพราะการพยุงราคาโดยเฉพาะดีเซล เกิดจากการชดเชยข้ามกลุ่ม (Cross-subsidy) จากผู้ใช้เบนซิน ซึ่งนอกจากจะไม่เป็นธรรมแล้ว ยังทำให้คนไม่ปรับตัวไปใช้พลังงานที่สะอาดกว่าเพราะน้ำมันดีเซลถูกอุดหนุนจนราคาต่ำกว่าความเป็นจริง
"ดาบสองคม" ขยายหนี้สาธารณะ
ศ.ดร.อธิภัทร เตือนว่าการขยายเพดานหนี้เป็น "ดาบสองคม" เพราะหากดำเนินการโดยไม่มีการสื่อสารที่สร้างความเชื่อมั่นได้เพียงพอ จะส่งสัญญาณว่าวินัยการคลังของประเทศเริ่มหลวมลง ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)
ดังนั้นการขยายเพดานหนี้สาธารณะต้องทำเมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น เพื่อให้มีงบประมาณเพียงพอในการรับมือกับสถานการณ์ที่ขยายตัว แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการขยายเพดานหนี้ต้องทำควบคู่ไปกับ การสื่อสารให้ชัดเจนต่อนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating Agency) เพื่ออธิบายว่าแม้จะมีการขยายเพดานหนี้ออกไป แต่รัฐบาลจะยังคงรักษาและ แสดงให้เห็นถึงวินัยการคลัง ได้อย่างไร
รัฐบาลจึงต้องรักษาสมดุลให้ดีระหว่างการขยายเพดานเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากับการรักษาสถานะการคลังในระยะยาว






