
รัฐบาลใหม่รับโจทย์โหด การคลังตึงตัว สงครามกดดัน เครดิตเรตติ้งจับตาหนี้ไทย
การคลังไทยเผชิญแรงกดดันหนักจากการขาดดุลงบประมาณพุ่ง สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจ ขณะที่บริษัทจัดอันดับเครดิตเตือนรัฐบาลไทยไม่สามารถเพิ่มขาดดุลได้อีก เสี่ยงกระทบอันดับเครดิตประเทศ และต้นทุนการกู้ยืมในอนาคต
สถานะการคลังไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งในช่วงปี 2569 เมื่อแรงกดดันจากหลายด้านกำลังมาบรรจบกัน ทั้งภาระการขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เศรษฐกิจโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลาง รวมถึงโจทย์เชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ
สิ่งเหล่านี้ ทำให้รัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศต้องเผชิญกับความท้าทายทางการคลังที่ซับซ้อนและหนักหน่วงมากกว่าหลายช่วงเวลาในอดีต
ในช่วงที่ผ่านมา สัญญาณเตือนจากสถาบันจัดอันดับเครดิตเริ่มชัดเจนมากขึ้น หลายฝ่ายมองว่าไทยมี “พื้นที่ทางการคลัง” เหลือไม่มาก หลังจากใช้นโยบายการคลังเชิงขยายต่อเนื่องเพื่อประคองเศรษฐกิจในช่วงโควิดและหลังโควิด ส่งผลให้การขาดดุลงบประมาณยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้จะยังไม่เกินกรอบเพดานที่กำหนดไว้
แรงกดดันดังกล่าวทำให้รัฐบาลต้องส่งสัญญาณด้านวินัยการคลังอย่างจริงจัง ผ่านการประกาศ แผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework: MTFF) ปีงบประมาณ 2570–2573 ซึ่งตั้งเป้าหมายสำคัญไว้ชัดเจน ได้แก่
- ลดการขาดดุลงบประมาณให้ต่ำกว่า 3% ของ GDP ภายในปี 2572
- ควบคุมระดับ หนี้สาธารณะไม่เกิน 70% ของ GDP
- เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ภาครัฐผ่าน ระบบดิจิทัลและการขยายฐานภาษี
- ควบคุมการเติบโตของ รายจ่ายประจำของภาครัฐ
การกำหนดกรอบ MTFF ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือบริหารงบประมาณ แต่เป็น “สัญญาณเชิงนโยบาย” ที่รัฐบาลต้องการส่งไปยังตลาดการเงินและบริษัทจัดอันดับเครดิต เพื่อยืนยันว่าไทยยังคงรักษาวินัยทางการคลัง และมีแผนบริหารหนี้ในระยะกลางอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ในจังหวะที่ไทยกำลังพยายามฟื้นความเชื่อมั่นด้านการคลัง โลกกลับเผชิญแรงกระแทกใหม่จาก ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งนำไปสู่สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง และการปิดเส้นทางเดินเรือใน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก
เหตุการณ์ดังกล่าวกำลังสร้างความเสี่ยงต่อราคาพลังงานในตลาดโลก เนื่องจากน้ำมันประมาณ 20% ของอุปทานโลกต้องผ่านเส้นทางนี้ หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง ทั้งในด้านต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และค่าครองชีพของประชาชน
ในสถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศจะต้องเผชิญโจทย์ที่ยากยิ่ง นั่นคือการ สร้างสมดุลระหว่างการดูแลเศรษฐกิจระยะสั้นกับการรักษาวินัยการคลังระยะกลาง
หากราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลอาจจำเป็นต้องออกมาตรการช่วยเหลือประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการตรึงราคาพลังงาน การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือการอุดหนุนค่าครองชีพ ซึ่งล้วนเพิ่มภาระงบประมาณของรัฐ ขณะที่รายได้ภาษีอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
ปัญหานี้ทำให้รัฐบาลต้องเดินบนเส้นทางที่แคบลงกว่าเดิม เพราะหากใช้นโยบายการคลังเชิงขยายมากเกินไป อาจทำให้ เป้าหมายลดการขาดดุลต่ำกว่า 3% ของ GDP ภายในปี 2572 หลุดกรอบ และอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของบริษัทจัดอันดับเครดิต
ในอีกด้านหนึ่ง หากรัฐบาลยึดวินัยการคลังอย่างเข้มงวดเกินไป และลดการใช้จ่ายเพื่อรักษากรอบงบประมาณ ก็อาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวมากขึ้น และกระทบต่อกำลังซื้อภายในประเทศ
ดังนั้น ยุทธศาสตร์การคลังของรัฐบาลใหม่จึงต้องเน้น “คุณภาพของการใช้จ่าย” มากกว่าปริมาณการใช้จ่าย โดยมุ่งเน้นงบลงทุนที่สร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีดิจิทัล และอุตสาหกรรมอนาคต ขณะเดียวกันต้องเร่ง เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ภาครัฐ เพื่อลดการพึ่งพาการกู้เงิน
อีกโจทย์สำคัญคือ การปฏิรูประบบรายจ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะการควบคุม รายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงสร้างงบประมาณของไทยขาดความยืดหยุ่น
ท้ายที่สุด ความท้าทายทางการคลังของไทยในช่วงต่อจากนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเลขงบประมาณ แต่เป็นเรื่องของ ความเชื่อมั่นในสายตาของตลาดการเงินโลก หากรัฐบาลสามารถรักษาสมดุลระหว่างการดูแลเศรษฐกิจและการรักษาวินัยการคลังได้อย่างเหมาะสม ไทยก็ยังมีโอกาสรักษาอันดับเครดิตและเสถียรภาพทางการคลังไว้ได้
แต่หากความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลกยืดเยื้อ และนโยบายการคลังไม่สามารถควบคุมการขาดดุลได้ตามกรอบ MTFF ที่วางไว้ ความเสี่ยงต่ออันดับเครดิตของประเทศก็อาจกลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในช่วงหลายปีข้างหน้า

