
ผู้ว่า ธปท. กางโรดแมปผ่าทางตันเศรษฐกิจไทย ดันจีดีพีโตศักยภาพ 4%
'วิทัย รัตนากร' ผู้ว่า ธปท. กางโรดแมปผ่าทางตันเศรษฐกิจไทย ดันจีดีพีโตศักยภาพ 4% ชูมาตรการเฉพาะจุดแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ปรับสมดุลนโยบายระยะสั้น-ยาว
KEY
POINTS
- ผู้ว่าการ ธปท. ชี้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพเนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้าง พร้อมวางเป้าหมายผลักดันศักยภาพการเติบโตของจีดีพีให้ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 3.5-4%
- การจะบรรลุเป้าหมายต้องอาศัยการลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพ ควบคู่กับการดำเนินนโยบายที่สมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นกับการปฏิรูปโครงสร้างระยะยาว
- ธปท. ปรับบทบาทโดยหันมาใช้มาตรการเชิงรุกเฉพาะจุดเพื่อแก้ปัญหาโดยตรง เช่น การแก้หนี้เสียรายย่อย การค้ำประกันสินเชื่อ SME และการปฏิรูปค่าธรรมเนียมธนาคาร
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “ไทยมองไทย” ภายในงานสัมมนา “Posttoday Thailand Economic Drives 2026” จัดโดยโพสต์ทูเดย์ ว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยมีอยู่มาก แต่เชื่อว่ายังอยู่ในจุดที่มีโอกาสปรับตัวให้ดีขึ้นได้ โดยปัญหาหลัก คือการที่เศรษฐกิจโตต่ำต่อเนื่อง จากที่เคยเติบโตในระดับ 8% ลดลงมาเหลือเพียง 2% กว่าในปัจจุบัน ทั้งนี้
คาดการณ์ว่า GDP ของไทยในปี 2569 อาจเติบโตอยู่ที่ประมาณ 1.9% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าระดับศักยภาพ (Potential GDP) ที่ควรจะอยู่ที่ 2.7% แม้ว่าตัวเลขในไตรมาส 4 ของปี 2568 จะขยายตัวได้ 2.5% จนทำให้ตลาดประหลาดใจก็ตาม
เร่งปรับโครงสร้าง-อัพเกรดศักยภาพจาก 2.7% สู่ 4%
นายวิทัยชี้ให้เห็นว่า ปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยคือปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตลดลงจากในอดีตที่เคยสูงถึง 8% จนปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 2.7% เท่านั้น การจะขยายศักยภาพให้ไปถึงระดับ 3.5-4% ได้นั้น จำเป็นต้องมีการลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขัน
ย้ำต้องสมดุล “นโยบายระยะสั้น-ระยะยาว”
นายวิทัย กล่าวว่า การจะทำให้เศรษฐกิจโตตามเป้าหมายได้นั้น นโยบายการเงินและนโยบายการคลังต้องทำงานสอดประสานกัน โดยไม่สามารถเลือกทำเพียงด้านใดด้านหนึ่งได้ ต้องมีการกระตุ้นระยะสั้น เพื่อพยุงการบริโภคควบคู่ไปกับการปฏิรูปในระยะยาว เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันลงมือทำอย่างจริงจัง ศักยภาพเศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 3.5-4% อย่างแน่นอน
“เสถียรภาพและเศรษฐกิจต้องเดินไปด้วยกัน แบงก์ชาติไม่สามารถดูเฉพาะเสถียรภาพโดยไม่สนการเติบโตได้ เพราะเศรษฐกิจที่โตต่ำเกินไปจะส่งผลเสียต่อเสถียรภาพในที่สุด”
ปรับบทบาทแบงก์ชาติ ชูมาตรการเฉพาะจุดแทนดอกเบี้ย
นายวิทัย กล่าวว่า ดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขัน ผลิตภาพ (Productivity) หรือปัญหาสังคมสูงวัย แบงก์ชาติจึงหันมาใช้มาตรการเชิงรุกในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ดังนี้
1. การแก้หนี้เสีย (NPL) รายย่อย
มีการโอนพอร์ต NPL ที่มียอดหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท จำนวน 1.1 ล้านบัญชี ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) ภายใต้การดูแลของแบงก์ชาติ เพื่อปรับบทบาทให้เน้นการช่วยเหลือคนมากกว่ากำไร ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี หวังว่าจะช่วยประชาชนได้กว่า 3-5 แสนคน
2. อุ้มเอสเอ็มอีผ่านกลไกค้ำประกัน หรือเอสเอ็มอีเครดิตการันตี
จัดตั้งกองทุนแสนล้านบาทเพื่อช่วยลดต้นทุนเครดิต (Credit Cost) ให้กับเอสเอ็มอี หลังจากพบว่าสินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบต่อเนื่องมาถึง 14 ไตรมาส และอยู่ระหว่างเตรียมโครงการช่วยสินเชื่อเอสเอ็มอีที่ติดลบเพิ่มเติม
3. คุมเข้มการค้าทองคำผ่านแอปพลิเคชัน
แบงก์ชาติเริ่มเข้าไปกำกับดูแลธุรกรรมซื้อขายทองคำผ่านแอป เพื่อลดผลกระทบต่อค่าเงินบาท และป้องกันปัญหาทุนเทา โดยตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมนี้ ผู้ที่ซื้อขายเกิน 50 ล้านบาทต่อวันจะถูกจำกัด และข้อมูลผู้ซื้อขายเกิน 20 ล้านบาทจะถูกรายงานต่อแบงก์ชาติ
4 ปฏิรูปค่าธรรมเนียมธนาคาร สร้างมาตรฐานใหม่
สำหรับค่าธรรมเนียมที่ไม่มีความชัดเจน เช่น ค่าขอ Statement หรือค่าปรับการปิดยอดเงินกู้ก่อนกำหนด (Prepayment Fee) เพื่อลดภาระให้รายย่อยและประชาชน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับสถาบันการเงิน คาดว่าจะได้ข้อสรุปใน 2 เดือน

