thansettakij
พลวัตหนี้โลก 2026: ความท้าทายหากไทยไร้“กันชน”ทางการคลัง”

พลวัตหนี้โลก 2026: ความท้าทายหากไทยไร้“กันชน”ทางการคลัง”

18 ก.พ. 2569 | 05:55 น.
อัปเดตล่าสุด :18 ก.พ. 2569 | 06:20 น.

พลวัตหนี้โลก 2026: ความท้าทายหากไทยไร้“กันชน”ทางการคลัง” : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... ดร.วรมาศ ลิมป์ธีระกุล คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4176

KEY

POINTS

  • ปี 2026 เศรษฐกิจโลกเผชิญความท้าทายจาก "กำแพงหนี้" (Maturity Wall) ซึ่งหนี้จำนวนมากที่กู้ยืมในยุคดอกเบี้ยต่ำจะครบกำหนดชำระ ทำให้รัฐบาลทั่วโลกต้องรีไฟแนนซ์ด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น
  • หนี้สาธารณะไทยคาดว่า จะพุ่งแตะระดับ 69.78% ของ GDP ในปี 2571 ทำให้เหลือพื้นที่ว่างหรือ "กันชน" ทางการคลังเพียง 0.22% สำหรับรับมือวิกฤตการณ์ในอนาคต
  • สถานการณ์ของไทยมีความเปราะบางสูงกว่าประเทศมหาอำนาจ เนื่องจากไม่มีภูมิคุ้มกันเฉพาะตัว และยังเผชิญกับ "กับดักซ้อน" จากสังคมสูงวัยและปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจมหภาคในช่วงต้นปี 2026 กำลังยืนอยู่บนรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านระบอบเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกเรียกว่า "Regime Change" นี่คือจุดสิ้นสุดของทศวรรษแห่ง "เงินราคาถูก" หรือ ยุคดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ (Low Interest Rate Environment) ที่เคยขับเคลื่อนการเติบโตของโลกมาอย่างยาวนาน และเป็นการก้าวเข้าสู่ระบอบใหม่ ที่ต้นทุนทางการเงินพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

ข้อมูลล่าสุดจากรายงาน Global Debt Monitor ของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) ระบุชัดเจนว่า มูลค่าหนี้สินรวมทั่วโลก (Global Debt Stock) พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 346 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 310% ของ GDP โลก ตัวเลขมหาศาลนี้มิใช่เพียงสถิติในกระดาษ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วยหนี้ที่สูงกว่ารายได้ที่ผลิตได้จริงถึง 3 เท่าตัว

วิกฤตการณ์"หน้าผารีไฟแนนซ์"และกำแพงหนี้โลก

ความท้าทายในปี 2026 คือ ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "Maturity Wall" หรือ กำแพงหนี้ที่ครบกำหนดชำระพร้อมกัน ข้อมูลเชิงลึกระบุว่า หนี้สาธารณะทั่วโลกเกือบ 42% ที่ถูกกู้ยืมมาในช่วงอัตราดอกเบี้ยใกล้ศูนย์ (ระหว่างปี 2020-2022) กำลังจะครบกำหนดชำระภายในช่วงปี 2026 ถึง 2027

สถานการณ์นี้บีบให้รัฐบาลทั่วโลกต้องเผชิญกับ "Refinancing Cliff" หรือ หน้าผาการรีไฟแนนซ์ เนื่องจากต้องระดมทุนใหม่มา เพื่อชดเชยหนี้เก่าภายใต้อัตราดอกเบี้ยตลาดที่พุ่งสูงขึ้นเป็น 4% ถึง 6% เปรียบเทียบกับอัตราเดิมที่เคยจ่ายเพียง 0.5% ถึง 1.5%

แรงกดดันนี้ส่งผลโดยตรงต่อภาระดอกเบี้ยจ่ายที่กัดเซาะงบประมาณแผ่นดินอย่างรุนแรง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อจ่ายดอกเบี้ยพุ่งสูงถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี (Congressional Budget Office [CBO], 2025) ซึ่งเป็นมูลค่าที่มากกว่างบประมาณด้านการศึกษาและการวิจัยพื้นฐานของประเทศรวมกันหลายเท่าตัว สภาวะเช่นนี้ทำให้ "พื้นที่ว่างทางการคลัง" ของโลกหดตัวลงอย่างรวดเร็ว

ภูมิคุ้มกันของมหาอำนาจ: ทำไมยักษ์ใหญ่ถึงยังยืนอยู่ได้?

คำถามสำคัญที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาคือ เหตุใดประเทศอย่างญี่ปุ่น ที่มีหนี้สาธารณะสูงกว่า 230% ของ GDP หรือ สหรัฐฯ ที่มีหนี้แตะระดับ 128% จึงยังสามารถรักษาสถียรภาพทางการเงินไว้ได้โดยไม่เผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่น? คำตอบอยู่ที่สิ่งที่เรียกว่า "ภูมิคุ้มกันเฉพาะตัว" (Sovereign Immunities) ที่มหาอำนาจเหล่านี้สร้างขึ้น:

• สหรัฐอเมริกา (อภิสิทธิ์แห่งสกุลเงินสำรองหลัก): สหรัฐฯ ถือครองสิ่งที่เรียกว่า "Exorbitant Privilege" หรืออภิสิทธิ์เหนือระดับจากการที่เงินดอลลาร์เป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลก สหรัฐฯ สามารถกู้เงินในสกุลเงินที่ตนเอง "พิมพ์" ขึ้นมาได้เองผ่านธนาคารกลาง (Fed) 

นอกจากนี้ ในยามที่โลกเผชิญกับความไม่แน่นอน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงถูกมองเป็น "Safe Haven" หรือสินทรัพย์ปลอดภัยที่นักลงทุนทั่วโลกต้องวิ่งเข้าหา สร้างความต้องการถือครองพันธบัตรอย่างต่อเนื่องแม้หนี้จะสูงเพียงใดก็ตาม

• ญี่ปุ่น (การถือครองหนี้ภายในประเทศ): แม้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะสูงถึง 230% - 237% (ประมาณ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์) แต่หนี้กว่า 90% ถูกถือครองโดยคนในประเทศเอง ทั้งธนาคารกลาง (BoJ) สถาบันการเงิน และกองทุนบำนาญ ภาระดอกเบี้ยจึงเป็นการจ่ายเงินคืนสู่ระบบเศรษฐกิจภายใน ไม่เปราะบางต่อการไหลออกของเงินทุนต่างชาติกะทันหันเหมือนประเทศกำลังพัฒนา 

จีน (การจัดการเชิงโครงสร้างโดยรัฐ): จีนใช้โมเดลการจัดการหนี้ผ่านโครงการ "Debt Swap" มูลค่ากว่า 60 ล้านล้านหยวน เพื่อเปลี่ยนหนี้แฝงของรัฐบาลท้องถิ่น (LGFV) ที่มีดอกเบี้ยสูงและระยะสั้น ให้กลายเป็นพันธบัตรระยะยาวที่มีดอกเบี้ยต่ำลง ช่วยลดความเสี่ยงเชิงระบบ และรักษาเสถียรภาพทางการเงินภายใต้การกำกับของรัฐบาลกลางอย่างเบ็ดเสร็จ

บริบทประเทศไทย: เมื่อพื้นที่ทางการคลังเหลือเพียง 0.22%

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ความแตกต่างที่ชัดเจน คือ เราไม่มี "ภูมิคุ้มกัน" แบบมหาอำนาจข้างต้น ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนมกราคม 2569 ระบุว่า หนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 12.45 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.1% ของ GDP

แม้ตัวเลขนี้จะยังไม่เกินเพดานวินัยการเงินการคลังที่ 70% แต่จากการประมาณการในแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2570 – 2573) พบข้อเท็จจริงที่น่ากังวลว่า สัดส่วนหนี้จะพุ่งไปแตะจุดสูงสุดที่ 69.78% ในปี 2571

นั่นหมายความว่า ประเทศไทยจะเหลือพื้นที่ว่างทางการคลัง หรือ "กันชน" (Fiscal Buffer) เพียง 0.22% เท่านั้น สภาวะนี้ทำให้ประเทศไทยอยู่ในจุดที่อันตรายที่สุดจุดหนึ่งในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ เนื่องจากเราแทบไม่มีพื้นที่ทางกฎหมาย ในการกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจไม่คาดฝัน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือ การลงทุนขนาดใหญ่ที่จำเป็นต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

กับดักซ้อน: สังคมสูงวัยและหนี้ครัวเรือนฉุดรั้ง

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ของไทยวิกฤตกว่า ประเทศมหาอำนาจ คือการที่เราติดอยู่ใน "กับดักซ้อน" เชิงโครงสร้างที่ยากจะแก้ไขในระยะสั้น:

•หน้าผาประชากร (Aged Before Rich): ไทยก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์" (Complete-Aged Society) อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปถึง 20.7% หรือประมาณ 14 ล้านคน ส่งผลให้รายจ่ายด้านสวัสดิการและสาธารณสุข (เบี้ยยังชีพและกองทุนบัตรทอง) พุ่งสูงขึ้นถึง 5.95 แสนล้านบาทต่อปี

ในขณะที่ "ฐานภาษี" แคบลงเรื่อยๆ จากวัยแรงงานที่ลดลง เรากำลังเผชิญกับสภาวะ "แก่ก่อนรวย" ซึ่งต่างจากญี่ปุ่นที่เข้าสู่สังคมสูงวัยในขณะที่เป็นประเทศรายได้สูงแล้ว

•เบรกมือหนี้ครัวเรือน: หนี้ครัวเรือนไทยยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 86.8% ของ GDP หรือประมาณ 16.32 ล้านล้านบาท ภาวะนี้ส่งผลให้ประสิทธิภาพของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจลดลงอย่างมาก เนื่องจากข้อจำกัดในการบริโภคของภาคครัวเรือน เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยจึงทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ

ทางออกเชิงยุทธศาสตร์: การปฏิรูปและวินัยที่เข้มงวด

ภายใต้โครงสร้างงบประมาณปี 2569 ที่รายจ่ายกว่า 77% เป็นรายจ่ายประจำ และมีภาระชำระหนี้ (เงินต้นและดอกเบี้ย) สูงถึง 503,060 ล้านบาท (หรือ 13-14% ของงบรวม) ทางรอดของประเทศไทยจำเป็นต้องอาศัยการ ผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง:

1.การปฏิรูปรายได้ (Revenue Reform): การขยายฐานภาษีเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ รายงานของ OECD (2025) เสนอให้ไทยพิจารณาทยอยปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% เพื่อสร้างแหล่งรายได้ที่ยั่งยืนมาดูแลสวัสดิการสังคมสูงวัย

2.การยกระดับนวัตกรรม (Value Creation): รัฐต้องเร่งส่งเสริมการลงทุนด้าน R&D จากปัจจุบันที่ 1.33% ให้ถึงเป้าหมาย 2.0% ของ GDP เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจากผู้รับจ้างผลิตเป็นการสร้างนวัตกรรมที่มีมูลค่าสูงและสร้างรายได้ใหม่เข้าสู่ประเทศ

3.ความเป็นธรรมข้ามรุ่น (Intergenerational Equity): การก่อหนี้ใหม่ต้องถูกใช้อย่างคุ้มค่าในการลงทุนที่สร้างผลิตภาพ (Productive Investment) เพื่อให้มั่นใจว่าคนรุ่นหลังจะมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงพอจะแบกรับภาระหนี้ที่ส่งต่อลงไปได้

บทเรียนสำคัญของปี 2569 คือ การรักษา “เข็มทิศทางการคลัง” ให้เที่ยงตรงเพื่ออนาคตของคนรุ่นถัดไป ความท้าทายที่บีบคั้นในวันนี้คือโอกาสครั้งสำคัญในการผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้างภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งจากภายใน 

หากเรากล้าตัดสินใจปฏิรูปอย่างจริงจังในวันนี้ เราย่อมสามารถเปลี่ยนภาระแห่งอดีตให้กลายเป็นฐานรากที่มั่นคง เพื่อส่งต่อประเทศไทยที่มีขีดความสามารถ มีความยืดหยุ่น และมีพื้นที่เพียงพอให้เยาวชนรุ่นหลังได้เติบโต และสานต่อความฝันของพวกเขาได้อย่างยั่งยืนบนผืนแผ่นดินที่เต็มไปด้วยโอกาสอีกครั้ง


อ้างอิง (References)

•Congressional Budget Office (2025). The Budget and Economic Outlook: 2025 to 2035.

•Institute of International Finance (2025). Global Debt Monitor: December 2025.

•International Monetary Fund (2024). The Dollar’s Role as the World’s Reserve Currency.

•Organisation for Economic Co-operation and Development (2025). OECD Economic Surveys: Thailand 2025.

•คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ (2568). แผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2570 – 2573).

•ธนาคารแห่งประเทศไทย (2568). สถิติเศรษฐกิจและการเงิน: หนี้ครัวเรือน.

•สถาบันบริหารหนี้สาธารณะ (2569). รายงานสถานะหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 31 มกราคม 2569