ไทยเสี่ยง Stagflation จากวิกฤตพลังงาน-สงครามตะวันออกกลาง
นักเศรษฐศาสตร์ เตือน สงครามตะวันออกกลาง ดันราคาพลังงานโลกพุ่ง เสี่ยงกดเศรษฐกิจโลกสู่ภาวะ Stagflation แต่ไทยอาจไม่เข้าเงื่อนไขเต็มรูปแบบเพราะเงินเฟ้อต่ำ
ภาวะเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความกังวลใหม่ที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด คือภาวะ “Stagflation” ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เศรษฐกิจชะลอตัวหรือไม่เติบโต ขณะเดียวกันระดับราคาสินค้าและบริการกลับปรับตัวสูงขึ้น
บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist ศูนย์วิจัยกสิกรไทย อธิบายภายในรายการ 'ฐานทอล์ค' ทางเนชั่นทีวี 22 ว่า 'Stagflation' เกิดจากการรวมกันของคำว่า Stagnation (เศรษฐกิจชะลอตัว) และ Inflation (เงินเฟ้อ) โดยภาวะนี้เคยเกิดขึ้นครั้งสำคัญในช่วงทศวรรษ 1970
จุดเริ่มต้นสำคัญมาจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสงคราม Yom Kippur (ยมคิปปูร์) ปี 1973 ซึ่งทำให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางประกาศระงับการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศตะวันตก ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงจากประมาณ 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นราว 12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในเวลาไม่นาน
"เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็น Oil Shock ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเผชิญเงินเฟ้อสูงพร้อมกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว"
สงครามป่วนเส้นทางพลังงานโลก
ในสถานการณ์ปัจจุบัน นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากเริ่มเปรียบเทียบสถานการณ์กับวิกฤตในอดีต โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจกระทบเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก
"หนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญคือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 20% ของการค้าพลังงานโลก"
แม้ปัจจุบันเส้นทางดังกล่าวยังไม่ถูกปิดอย่างเป็นทางการ แต่ความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งทำให้เรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านพื้นที่ ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งและค่าประกันภัยเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยค่าระวางเรือในบางเส้นทางเพิ่มขึ้นถึง 3–5 เท่า
นอกจากนี้ ความเสี่ยงยังขยายไปสู่ตลาดก๊าซธรรมชาติ หลังเกิดเหตุโจมตีพื้นที่ผลิตพลังงานในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วถึงประมาณสองเท่า
"หากราคาก๊าซธรรมชาติปรับตัวสูงต่อเนื่อง จะกระทบต้นทุนการผลิตปุ๋ย และอาจลุกลามไปสู่ราคาอาหารโลกในระยะถัดไป"
ไทยไม่ Stagflation แต่เปราะบาง
แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่บุรินทร์มองว่าประเทศไทยอาจไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation เต็มรูปแบบ เนื่องจากเงินเฟ้อของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ
ในช่วงที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้อไทยอยู่ในระดับต่ำและบางช่วงติดลบต่อเนื่อง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากไม่มีเหตุการณ์ด้านพลังงาน เงินเฟ้อไทยในปีนี้อาจเฉลี่ยเพียงประมาณ 0.4%
อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นไปยืนที่ระดับประมาณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตลอดทั้งปี ก็อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อไทยเพิ่มขึ้นราว 1% แต่ยังถือว่าอยู่ในกรอบที่บริหารจัดการได้
โครงสร้างพลังงานไทย จุดอ่อนสำคัญ
แม้ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจะไม่สูงนัก แต่จุดเปราะบางของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่โครงสร้างพลังงาน เนื่องจากประเทศไทยยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง คิดเป็นประมาณสามในสี่ของพลังงานทั้งหมด
ขณะที่พลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานชีวมวล ยังมีสัดส่วนค่อนข้างต่ำ ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจำนวนมาก โดยมีส่วนหนึ่งต้องผ่านเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้น หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงจนกระทบการขนส่งพลังงาน อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ
สถานการณ์ครั้งนี้จึงถือเป็น Wake‑up Call ให้ประเทศไทยต้องเร่งกระจายแหล่งพลังงานและเพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือก
ไทยวิกฤติเชิงโครงสร้าง
บุรินทร์มองว่า ปัญหาที่ไทยเผชิญในปัจจุบันไม่ใช่เพียงผลกระทบจากวิกฤตภายนอกเท่านั้น แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ กำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ สังคมผู้สูงอายุ ปัญหาคุณภาพการศึกษา และศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลง
"มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น การอัดงบประมาณ หรือการลดดอกเบี้ย อาจช่วยบรรเทาผลกระทบได้ในบางช่วง แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้"
ดอกเบี้ยลดได้ แต่ไม่ใช่คำตอบ
สำหรับนโยบายการเงิน มองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินยังมีพื้นที่ในการลดดอกเบี้ยได้ แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายเคยปรับลดลงอย่างมากในช่วงวิกฤตโควิด
อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ยอาจช่วยลดภาระหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ แต่ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างยั่งยืน เพราะปัญหาหลักยังเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ

