thansettakij
ความท้าทายของรัฐบาลผสมภายใต้การจับตาเสถียรภาพการคลัง

ความท้าทายของรัฐบาลผสมภายใต้การจับตาเสถียรภาพการคลัง

13 ก.พ. 2569 | 23:30 น.

ความท้าทายของรัฐบาลผสมภายใต้การจับตาเสถียรภาพการคลัง : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,175

KEY

POINTS

  • รัฐบาลผสมเผชิญความท้าทายด้านเสถียรภาพการคลังอย่างหนัก จากการขาดดุลงบประมาณที่สูง และหนี้สาธารณะที่กำลังเข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP
  • การเป็นรัฐบาลผสมอาจทำให้การดำเนินนโยบายการคลังเพื่อลดการขาดดุลเป็นไปได้ยาก เนื่องจากเสี่ยงต่อการประนีประนอมด้วยนโยบายประชานิยมเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเมือง
  • ความล้มเหลวในการจัดการหนี้สาธารณะ อาจนำไปสู่การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นและกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน

การเลือกตั้งปี 2566 ส่งผลให้พรรคภูมิใจไทย ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น และมีสิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่เสียงที่ถล่มทลายก็ยังไม่มากพอที่จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ยังคงเป็นการบริหารประเทศภายใต้รัฐบาลผสมที่มีความหลากหลาย ยังคงสร้างความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ 

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามอง คือ ความท้าทายด้านการคลังที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญ โดยเฉพาะการเดินหน้าตามแผนการคลังระยะกลาง (ปีงบประมาณ 2569-2572) ที่มีเป้าหมายหลักคือ การลดการขาดดุลงบประมาณให้เหลือไม่เกิน 3% ของ GDP ภายในปี 2573 แต่ในความเป็นจริงงบประมาณปี 2569 ยังคงขาดดุลสูงถึง 4.4% ขณะที่หนี้สาธารณะกำลังพุ่งทะยานเข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP ในปี 2570

ทั้งนี้ พื้นที่ทางการคลังของไทยเหลือน้อยมาก ทำให้บริษัทจัดอันดับเครดิตต่างปรับมุมมองอันดับเครดิตของไทยเป็น ‘ลบ’ หลังจากรัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ได้ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ หลังการระบาดของโควิด-19 ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นจนอยู่ที่ประมาณ 60% ของ GDP ในปี 2568 และการใช้จ่ายในระยะสั้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ “คนละครึ่ง” และมาตรการช่วยเหลือ SMEs ที่อาจเป็นตัวเร่งการเพิ่มหนี้ในระยะยาวหาก ไม่มีการบริหารจัดการที่ดี 

แม้ว่า รัฐบาลผสมภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย จะมีเสถียรภาพทางการเมืองมากขึ้น จากการที่พรรคได้รับที่นั่งมากขึ้น แต่การจัดตั้งรัฐบาลผสม อาจทำให้การดำเนินนโยบายทางการคลังเป็นไปได้ยากขึ้น ขณะที่รัฐบาลชุดใหม่พยายามจะดำเนินการ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากการชะลอตัวของการเติบโตและภาคท่องเที่ยวที่ยังล่าช้า 

การใช้งบประมาณที่มีข้อจำกัดอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายที่จำเป็น เช่น โครงการสนับสนุนครัวเรือนและ SMEs ซึ่งถึงแม้จะช่วยเสริมอุปสงค์ในระยะสั้น แต่ก็อาจทำให้การปรับฐานะการคลังให้เข้าสู่สมดุลล่าช้าออกไป ซึ่งจะส่งผลให้สถานการณ์หนี้สาธารณะยังคงอยู่ในระดับสูง

ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุชัดเจนว่า อันดับเครดิต BBB+ ของไทยจะอยู่หรือไป ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหาร “สัดส่วนหนี้ต่อ GDP” ในระยะกลาง หากรัฐบาลผสมมุ่งเน้นแต่เสถียรภาพทางการเมืองระยะสั้น ด้วยการประนีประนอมนโยบายประชานิยม จนทำให้แผนการลดขาดดุลล่าช้าออกไป การปรับลดอันดับเครดิต จะเกิดขึ้นทันที 

ผลที่ตามมาคือ ต้นทุนการเงินของประเทศที่พุ่งสูงขึ้น และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่อาจพังทลาย หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าทำนโยบายแบบ “แจกวันนี้ จ่ายวันหน้า” โดยไม่มีแผนการสร้างรายได้ที่ชัดเจน เราอาจเห็นประเทศไทยหลุดจากกลุ่มประเทศที่น่าลงทุนในสายตาโลก

บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 45  ฉบับที่ 4,175 วันที่ 15 -18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569