thansettakij
‘สมุดพกผู้รับเหมา’ ยาแรงรับปี 69  สกัดโศกนาฏกรรมก่อสร้าง หรือแค่เสือกระดาษ?

‘สมุดพกผู้รับเหมา’ ยาแรงรับปี 69  สกัดโศกนาฏกรรมก่อสร้าง หรือแค่เสือกระดาษ?

01 ก.พ. 2569 | 05:47 น.
อัปเดตล่าสุด :01 ก.พ. 2569 | 07:37 น.

'สมุดพกผู้รับเหมา' ยาแรงหรือแค่เสือกระดาษ เจาะลึกกฎกระทรวงใหม่ ตัดสิทธิผู้รับเหมาไร้ธรรมาภิบาล แบนสูงสุด 10 ปี เซ่น ปมโศกนาฏกรรมก่อสร้างซ้ำซาก จับตาบทพิสูจน์รัฐกล้าใช้จริงหรือแค่การวัวหายล้อมคอก?

จากเหตุการณ์เครนรถไฟความเร็วสูงถล่มที่โคราช สู่โศกนาฏกรรมพระราม 2 ที่ยังไม่จบสิ้น บทพิสูจน์ความจริงจังของภาครัฐผ่านกฎกระทรวงฉบับใหม่ ภายใต้ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ ที่เปลี่ยนสถานะจาก “มาตรการขอความร่วมมือ” สู่ “บทลงโทษทางกฎหมาย” ที่พร้อมจะตัดสิทธิผู้รับเหมาขาดธรรมาภิบาลออกจากตลาดวงเงินหมื่นล้าน

โศกนาฏกรรมต่อเนื่องในช่วงต้นปี 2569 ที่พรากชีวิตรวมกว่า 34 ราย กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ “สมุดพกผู้รับเหมา”  ซึ่งถูกดองเค็มในขั้นตอนพิจารณานานกว่า 3 ปี ถูกประกาศใช้อย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 27 มกราคม 2569 นี้ ท่ามกลางคำถามว่า “นี่คือการวัวหายล้อมคอก หรือการรื้อโครงสร้างใหม่”

“สมุดพกผู้รับเหมา” คือ แนวคิดที่พยายามเปลี่ยนการลงโทษจากรายสัญญา ไปสู่การประเมินพฤติกรรมและความน่าเชื่อถือของผู้รับเหมาในเชิงระบบ มาตรการดังกล่าวถูกผลักดันมาตั้งแต่ปลายปี 2566 หลังเกิดอุบัติเหตุหลายครั้งในโครงการรถไฟฟ้าและโครงการก่อสร้างบนถนนพระราม 2 ที่ยืดเยื้อยาวนานจนถูกขนานนามว่า “ถนนเจ็ดชั่วโคตร” 

‘สมุดพกผู้รับเหมา’ ยาแรงรับปี 69  สกัดโศกนาฏกรรมก่อสร้าง หรือแค่เสือกระดาษ?

อย่างไรก็ตาม กว่ามาตรการจะขยับจากแนวคิดสู่การบังคับใช้จริง ต้องใช้เวลานานกว่า 3 ปี กระทั่งเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผู้มีสิทธิขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ ฉบับที่ 2

ซึ่งถือเป็นกฎหมายลูกสำคัญของ “สมุดพกผู้รับเหมา” ภายใต้ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ถูกออกแบบมาเพื่ออุดช่องโหว่การควบคุมคุณภาพและพฤติกรรมผู้รับเหมาภาครัฐ

โดยมีสาระสำคัญ 4 ประการ 

  1. กำหนดให้กรมบัญชีกลางตรวจสอบคุณสมบัติผู้ประกอบการเชิงรุกทุก 3 ปี ไม่ใช่เพียงรับขึ้นทะเบียนแล้วสิ้นสุด หากพบว่า ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม เช่น ปัญหาสถานะทางการเงิน หรือฝ่าฝืนเงื่อนไขสำคัญ สามารถเพิกถอนรายชื่อออกจากทะเบียนได้ทันที 
  2. จัดทำระบบปรับลดระดับชั้นผู้ประกอบการ หากถูกสั่งระงับการยื่นข้อเสนอหรือทำสัญญากับรัฐตามกฎหมาย การลดชั้นจะจำกัดสิทธิการรับงาน โดยเฉพาะโครงการมูลค่าสูง ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถขอกลับคืนระดับชั้นเดิมได้เมื่อพ้นระยะเวลาลงโทษและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด 
  3. เพิ่มบทลงโทษรุนแรงในกรณีทุจริตหรือประมาทเลินเล่อร้ายแรง หากยื่นเอกสารเท็จหรือทุจริตในการขึ้นทะเบียน จะถูกเพิกถอนรายชื่อทันที ขณะที่กรณีดำเนินงานไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ หรือประมาทจนมีผู้เสียชีวิต ก็เข้าข่ายถูกเพิกถอนเช่นกัน 
  4. กำหนดระยะเวลาการถูกเพิกถอนและเงื่อนไขการกลับเข้าสู่ระบบอย่างชัดเจน โดยผู้ที่ขาดคุณสมบัติทั่วไปหรือประมาทจนมีผู้เสียชีวิต ต้องรอ 2 ปีจึงยื่นขอขึ้นทะเบียนใหม่ได้ ส่วนกรณีทุจริตหรือยื่นเอกสารเท็จ จะถูกแบนยาวถึง 10 ปี 

สำหรับคำถามสำคัญคือ “สมุดพกผู้รับเหมา” จะเป็นกลไกแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริงหรือไม่ โดยในเชิงหลักการ “สมุดพกผู้รับเหมา” ถือเป็นการเปลี่ยนแนวคิดจาก การลงโทษรายสัญญา ไปสู่ การประเมินความน่าเชื่อถือเชิงระบบ ซึ่งช่วยลดโอกาสที่ผู้รับเหมาซึ่งมีพฤติกรรมเสี่ยงจะวนกลับมารับงานรัฐซ้ำ 

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลของมาตรการยังขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยสำคัญ 

  1. ความเข้มข้นในการบังคับใช้ หากเจ้าของโครงการหรือหน่วยงานควบคุมงานไม่รายงานความผิด หรือหลีกเลี่ยงการบันทึกคะแนนลบ สมุดพกก็อาจกลายเป็นเพียงฐานข้อมูลที่ไม่สะท้อนความจริง 
  2. ความเป็นอิสระของการประเมิน การตัดสินว่าความผิดเข้าข่าย “ประมาทร้ายแรง” หรือไม่ ต้องอาศัยการสอบสวนที่โปร่งใส หากยังผูกอยู่กับหน่วยงานต้นสังกัดเดียวกัน อาจเกิดแรงกดดันทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ 
  3. การไม่ใช้ย้อนหลัง กฎกระทรวงไม่มีผลย้อนหลังกับสัญญาเดิม ทำให้ผู้รับเหมาที่มีประวัติเสี่ยงในโครงการก่อนหน้า อาจยังไม่ถูกสะท้อนพฤติกรรมในช่วงเปลี่ยนผ่าน  

ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนหน้านี้ รัฐยังมีเครื่องมืออย่างการขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ผู้รับเหมาตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ แต่ในทางปฏิบัติ กลไกดังกล่าวแทบไม่ถูกใช้ในกรณีอุบัติเหตุร้ายแรง เนื่องจากการเสนอแบล็กลิสต์ต้องเริ่มจากหน่วยงานเจ้าของโครงการ ซึ่งที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เสนอเรื่องเฉพาะกรณีทิ้งงานหรือไม่ลงนามสัญญาเท่านั้น 

นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า การขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ผู้รับเหมาที่เกิดอุบัติเหตุ ตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ปัจจุบันกรมบัญชีกลางมีอำนาจประกาศรายชื่อผู้ทิ้งงานได้ภายใต้เงื่อนไข 6 รายการ  

นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ กรมบัญชีกลาง ไม่สามารถประกาศแบล็กลิสต์เองได้โดยพลการ ขั้นตอนที่ถูกต้องคือ หน่วยงานเจ้าของโครงการที่เป็นคู่สัญญาต้องเป็นผู้พิจารณาและเสนอเรื่องมายังกระทรวงการคลัง  

“ที่ผ่านมายังไม่มีหน่วยงานราชการใดเสนอเรื่องให้แบล็กลิสต์ผู้รับเหมาในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรุนแรงหรือมีผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่ที่มีการส่งเรื่องมาเป็นปกติคือ กรณีผู้รับเหมาทิ้งงานหรือไม่ยอมมาเซ็นสัญญาเท่านั้น” 

นางแพตริเซียระบุว่า ในความเป็นจริง มาตรา 109 ของ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ ได้เปิดช่องให้หน่วยงานรัฐสามารถสั่งทิ้งงานได้ หากผู้รับเหมาไม่ปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งครอบคลุมถึงประเด็นความปลอดภัยหากมีการระบุเงื่อนไขไว้ในสัญญาจ้าง รวมถึงเรื่องการทำสัญญารับเหมาช่วง ว่ามีการปฏิบัติตามกฎหรือไม่ 

“สัญญาภาคราชการมีความเข้มงวดมาก หากหน่วยงานระบุเงื่อนไขด้านระบบความปลอดภัยไว้ในสัญญา แล้วผู้รับเหมาไม่ปฏิบัติตามจนเกิดเหตุ ก็สามารถใช้เป็นเหตุในการเสนอ Blacklist ได้ทันที” 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “สมุดพกผู้รับเหมา” ถูกออกแบบมาดีเพียงใด แต่คือรัฐจะกล้าใช้ กล้าเอาผิด และกล้าตัดวงจรความเสี่ยงเชิงโครงสร้างได้จริงหรือไม่ ก่อนที่โศกนาฏกรรมจากโครงการก่อสร้างภาครัฐจะกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย 

 

หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,170 วันที่ 29 - 31 มกราคม พ.ศ. 2569