

จากเหตุการณ์เครนรถไฟความเร็วสูงถล่มที่โคราช สู่โศกนาฏกรรมพระราม 2 ที่ยังไม่จบสิ้น บทพิสูจน์ความจริงจังของภาครัฐผ่านกฎกระทรวงฉบับใหม่ ภายใต้ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ ที่เปลี่ยนสถานะจาก “มาตรการขอความร่วมมือ” สู่ “บทลงโทษทางกฎหมาย” ที่พร้อมจะตัดสิทธิผู้รับเหมาขาดธรรมาภิบาลออกจากตลาดวงเงินหมื่นล้าน
โศกนาฏกรรมต่อเนื่องในช่วงต้นปี 2569 ที่พรากชีวิตรวมกว่า 34 ราย กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ “สมุดพกผู้รับเหมา” ซึ่งถูกดองเค็มในขั้นตอนพิจารณานานกว่า 3 ปี ถูกประกาศใช้อย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 27 มกราคม 2569 นี้ ท่ามกลางคำถามว่า “นี่คือการวัวหายล้อมคอก หรือการรื้อโครงสร้างใหม่”
“สมุดพกผู้รับเหมา” คือ แนวคิดที่พยายามเปลี่ยนการลงโทษจากรายสัญญา ไปสู่การประเมินพฤติกรรมและความน่าเชื่อถือของผู้รับเหมาในเชิงระบบ มาตรการดังกล่าวถูกผลักดันมาตั้งแต่ปลายปี 2566 หลังเกิดอุบัติเหตุหลายครั้งในโครงการรถไฟฟ้าและโครงการก่อสร้างบนถนนพระราม 2 ที่ยืดเยื้อยาวนานจนถูกขนานนามว่า “ถนนเจ็ดชั่วโคตร”
อย่างไรก็ตาม กว่ามาตรการจะขยับจากแนวคิดสู่การบังคับใช้จริง ต้องใช้เวลานานกว่า 3 ปี กระทั่งเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผู้มีสิทธิขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ ฉบับที่ 2
ซึ่งถือเป็นกฎหมายลูกสำคัญของ “สมุดพกผู้รับเหมา” ภายใต้ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ถูกออกแบบมาเพื่ออุดช่องโหว่การควบคุมคุณภาพและพฤติกรรมผู้รับเหมาภาครัฐ
โดยมีสาระสำคัญ 4 ประการ
สำหรับคำถามสำคัญคือ “สมุดพกผู้รับเหมา” จะเป็นกลไกแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริงหรือไม่ โดยในเชิงหลักการ “สมุดพกผู้รับเหมา” ถือเป็นการเปลี่ยนแนวคิดจาก การลงโทษรายสัญญา ไปสู่ การประเมินความน่าเชื่อถือเชิงระบบ ซึ่งช่วยลดโอกาสที่ผู้รับเหมาซึ่งมีพฤติกรรมเสี่ยงจะวนกลับมารับงานรัฐซ้ำ
อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลของมาตรการยังขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยสำคัญ
ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนหน้านี้ รัฐยังมีเครื่องมืออย่างการขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ผู้รับเหมาตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ แต่ในทางปฏิบัติ กลไกดังกล่าวแทบไม่ถูกใช้ในกรณีอุบัติเหตุร้ายแรง เนื่องจากการเสนอแบล็กลิสต์ต้องเริ่มจากหน่วยงานเจ้าของโครงการ ซึ่งที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เสนอเรื่องเฉพาะกรณีทิ้งงานหรือไม่ลงนามสัญญาเท่านั้น
นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า การขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ผู้รับเหมาที่เกิดอุบัติเหตุ ตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ปัจจุบันกรมบัญชีกลางมีอำนาจประกาศรายชื่อผู้ทิ้งงานได้ภายใต้เงื่อนไข 6 รายการ
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ กรมบัญชีกลาง ไม่สามารถประกาศแบล็กลิสต์เองได้โดยพลการ ขั้นตอนที่ถูกต้องคือ หน่วยงานเจ้าของโครงการที่เป็นคู่สัญญาต้องเป็นผู้พิจารณาและเสนอเรื่องมายังกระทรวงการคลัง
“ที่ผ่านมายังไม่มีหน่วยงานราชการใดเสนอเรื่องให้แบล็กลิสต์ผู้รับเหมาในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรุนแรงหรือมีผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่ที่มีการส่งเรื่องมาเป็นปกติคือ กรณีผู้รับเหมาทิ้งงานหรือไม่ยอมมาเซ็นสัญญาเท่านั้น”
นางแพตริเซียระบุว่า ในความเป็นจริง มาตรา 109 ของ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ ได้เปิดช่องให้หน่วยงานรัฐสามารถสั่งทิ้งงานได้ หากผู้รับเหมาไม่ปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งครอบคลุมถึงประเด็นความปลอดภัยหากมีการระบุเงื่อนไขไว้ในสัญญาจ้าง รวมถึงเรื่องการทำสัญญารับเหมาช่วง ว่ามีการปฏิบัติตามกฎหรือไม่
“สัญญาภาคราชการมีความเข้มงวดมาก หากหน่วยงานระบุเงื่อนไขด้านระบบความปลอดภัยไว้ในสัญญา แล้วผู้รับเหมาไม่ปฏิบัติตามจนเกิดเหตุ ก็สามารถใช้เป็นเหตุในการเสนอ Blacklist ได้ทันที”
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “สมุดพกผู้รับเหมา” ถูกออกแบบมาดีเพียงใด แต่คือรัฐจะกล้าใช้ กล้าเอาผิด และกล้าตัดวงจรความเสี่ยงเชิงโครงสร้างได้จริงหรือไม่ ก่อนที่โศกนาฏกรรมจากโครงการก่อสร้างภาครัฐจะกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,170 วันที่ 29 - 31 มกราคม พ.ศ. 2569