KEY
POINTS
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ล่าสุดจากการลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุการณ์เครนถล่มของโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) ช่วงกรุงเทพมหานคร – นครราชสีมา สัญญาที่ 3 – 4 ช่วงลำตะคอง – สีคิ้ว และกุดจิก – โคกกรวด ร่วงหล่นทับขบวนรถไฟกรุงเทพฯ-อุบลราชธานีนั้น ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตรวม จำนวน 32 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 66 คน
ทั้งนี้จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าจุดเกิดเหตุเป็นช่วงทางโค้งสำคัญที่เส้นทางรถไฟความเร็วสูงต้องสร้างทางยกระดับ คร่อม นอกเหนือจากการก่อสร้างทางระดับดิน ทำให้มีความยากในการก่อสร้างมากกว่าปกติ ซึ่งอยู่บริเวณด้านข้างทางรถไฟเดิม
นอกจากนี้ยังมีการรุกล้ำพื้นที่ใกล้ทางรถไฟราว 4-5 เมตร ซึ่งเกินมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดห้ามปฏิบัติงานใดๆ ในเขตโครงสร้างระยะทาง 2.5 เมตร ขณะมีขบวนรถวิ่งผ่าน
นายอนันต์ กล่าวต่อว่า เบื้องต้นคณะกรรมการสอบสวนฯร่วมกับหน่วยงานอิสระ ประกอบด้วย สภาวิศวกร และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เพื่อสอบสวนถึงการฝ่าฝืนคำสั่งทำงานขณะขบวนรถวิ่งหรือไม่ หรือเกิดจากความบกพร่องในการยึดล็อคอุปกรณ์ (Launcher) น้ำหนักกว่า 400 ตัน คาดว่าจะสรุปผลข้อเท็จจริงได้ภายใน 15 วัน
ขณะเดียวกันจากการเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตและตรวจสอบว่าไม่มีผู้ตกค้างในซากรถแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการใช้เครนเข้าแยกส่วนประกอบของตัว Launcher สีส้ม (Front Support) ที่ตกลงมาขวางทางออก เพื่อเปิดทางให้กลับมาเดินรถได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด แต่ต้องอยู่ภายใต้ความระมัดระวังสูงสุด
โดยจะมีการรื้อถอนโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาประมาณ 7 วัน ส่วนมาตรการความปลอดภัยมีการสั่งติดตั้งระบบเซ็นเซอร์และกล้อง CCTV เพิ่มเติมในจุดก่อสร้างที่มีความเสี่ยงสูงทั่วประเทศเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย
นายอนันต์ กล่าวต่อว่า กรณีที่กรมบัญชีกลางออกมาระบุถึง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ปัจจุบันหน่วยงานรัฐสามารถแจ้งเรื่องไปยังกรมบัญชีกลางเพื่อสั่งทิ้งงานได้ในกรณีผู้รับเหมาไม่ปฏิบัติตามสัญญา
ครอบคลุมถึงประเด็นความปลอดภัยหากมีการระบุเงื่อนไขไว้ในสัญญาจ้างนั้น ขณะนี้ได้หารือกันอยู่ ซึ่ง รฟท.ต้องส่งเรื่องนี้ให้กรมบัญชีกลาง เพื่อเตรียมการดำเนินการ
ขณะที่ความเสียหายจากอุบัติเหตุเครนถล่มทับรถไฟนั้น จากการประเมินพบว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินค่อนข้างสูง ประกอบด้วย รถจักรดีเซลรางที่เสียหายหนักทั้งคันจำนวน 2 คัน ประเมินค่าซ่อมเบื้องต้นประมาณ 105 ล้านบาท หากซื้อใหม่ราคาคันละกว่า 70 ล้านบาท
“รฟท. เตรียมประเมินมูลค่าความเสียหายด้านภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นของประชาชน และค่าเสียโอกาสในการเดินรถ เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้รับเหมาเพิ่มเติม รวมถึงแจ้งความดำเนินคดีทางอาญาในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุอันตรายที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเรียบร้อยแล้ว” นายอนันต์ กล่าว
อย่างไรก็ดีการชดเชยและเยียวยาจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้น เบื้องต้นรับทราบว่า เอกชนผู้รับเหมาของสัญญาในโครงการนี้มีประกันภัยครอบคลุมถึงบุคคลที่ 3 (Third Party) ซึ่งจะรวมถึงผู้โดยสารและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง
คาดว่าจะมีการเยียวยารายละ 1 ล้านบาท โดยจะมีการประชุมร่วมกับบริษัทประกันภัยเพื่อให้เกิดความชัดเจนเรื่องวงเงินเยียวยาอีกครั้ง