รฟท. ชงบัญชีกลาง จ่อติดแบล็กลิสต์ ‘อิตาเลียนไทย’ บี้จ่ายค่าเสียหาย

15 ม.ค. 2569 | 10:20 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ม.ค. 2569 | 10:23 น.

รฟท. ลุยตรวจสอบเครนถล่มทับรถไฟ คาดได้ข้อสรุป 15 วัน ประเมินความเสียหายรถจักรพังยับกว่า 105 ล้านบาท เตรียมชงกรมบัญชีกลางใช้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ สั่งติดแบล็กลิสต์ ‘อิตาเลียนไทย’ พร้อมบี้ค่าเสียหาย

KEY

POINTS

  • รฟท. เตรียมเสนอเรื่องให้กรมบัญชีกลางพิจารณาขึ้นบัญชีดำ (แบล็กลิสต์) บริษัท อิตาเลียนไทยฯ หลังเกิดเหตุเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่มทับขบวนรถไฟ
  • การเสนอขึ้นบัญชีดำเป็นไปตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ เนื่องจากผู้รับเหมาอาจไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างในประเด็นด้านความปลอดภัย
  • นอกจากเตรียมเสนอขึ้นบัญชีดำแล้ว รฟท. ยังประเมินความเสียหายเพื่อเรียกร้องค่าชดเชยจากผู้รับเหมา และได้แจ้งความดำเนินคดีอาญาแล้ว

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ล่าสุดจากการลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุการณ์เครนถล่มของโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) ช่วงกรุงเทพมหานคร – นครราชสีมา สัญญาที่ 3 – 4 ช่วงลำตะคอง – สีคิ้ว และกุดจิก – โคกกรวด ร่วงหล่นทับขบวนรถไฟกรุงเทพฯ-อุบลราชธานีนั้น ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตรวม จำนวน 32 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 66 คน

ทั้งนี้จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าจุดเกิดเหตุเป็นช่วงทางโค้งสำคัญที่เส้นทางรถไฟความเร็วสูงต้องสร้างทางยกระดับ คร่อม นอกเหนือจากการก่อสร้างทางระดับดิน ทำให้มีความยากในการก่อสร้างมากกว่าปกติ ซึ่งอยู่บริเวณด้านข้างทางรถไฟเดิม 

นอกจากนี้ยังมีการรุกล้ำพื้นที่ใกล้ทางรถไฟราว 4-5 เมตร ซึ่งเกินมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดห้ามปฏิบัติงานใดๆ ในเขตโครงสร้างระยะทาง 2.5 เมตร ขณะมีขบวนรถวิ่งผ่าน 
 

นายอนันต์ กล่าวต่อว่า เบื้องต้นคณะกรรมการสอบสวนฯร่วมกับหน่วยงานอิสระ ประกอบด้วย สภาวิศวกร และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เพื่อสอบสวนถึงการฝ่าฝืนคำสั่งทำงานขณะขบวนรถวิ่งหรือไม่ หรือเกิดจากความบกพร่องในการยึดล็อคอุปกรณ์ (Launcher) น้ำหนักกว่า 400 ตัน คาดว่าจะสรุปผลข้อเท็จจริงได้ภายใน 15 วัน

ขณะเดียวกันจากการเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตและตรวจสอบว่าไม่มีผู้ตกค้างในซากรถแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการใช้เครนเข้าแยกส่วนประกอบของตัว Launcher สีส้ม (Front Support) ที่ตกลงมาขวางทางออก เพื่อเปิดทางให้กลับมาเดินรถได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด แต่ต้องอยู่ภายใต้ความระมัดระวังสูงสุด

โดยจะมีการรื้อถอนโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาประมาณ 7 วัน ส่วนมาตรการความปลอดภัยมีการสั่งติดตั้งระบบเซ็นเซอร์และกล้อง CCTV เพิ่มเติมในจุดก่อสร้างที่มีความเสี่ยงสูงทั่วประเทศเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย

 

นายอนันต์ กล่าวต่อว่า กรณีที่กรมบัญชีกลางออกมาระบุถึง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ปัจจุบันหน่วยงานรัฐสามารถแจ้งเรื่องไปยังกรมบัญชีกลางเพื่อสั่งทิ้งงานได้ในกรณีผู้รับเหมาไม่ปฏิบัติตามสัญญา

ครอบคลุมถึงประเด็นความปลอดภัยหากมีการระบุเงื่อนไขไว้ในสัญญาจ้างนั้น ขณะนี้ได้หารือกันอยู่ ซึ่ง รฟท.ต้องส่งเรื่องนี้ให้กรมบัญชีกลาง เพื่อเตรียมการดำเนินการ

ขณะที่ความเสียหายจากอุบัติเหตุเครนถล่มทับรถไฟนั้น จากการประเมินพบว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินค่อนข้างสูง ประกอบด้วย รถจักรดีเซลรางที่เสียหายหนักทั้งคันจำนวน 2 คัน ประเมินค่าซ่อมเบื้องต้นประมาณ 105 ล้านบาท หากซื้อใหม่ราคาคันละกว่า 70 ล้านบาท

“รฟท. เตรียมประเมินมูลค่าความเสียหายด้านภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นของประชาชน และค่าเสียโอกาสในการเดินรถ เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้รับเหมาเพิ่มเติม รวมถึงแจ้งความดำเนินคดีทางอาญาในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุอันตรายที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเรียบร้อยแล้ว” นายอนันต์ กล่าว

อย่างไรก็ดีการชดเชยและเยียวยาจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้น เบื้องต้นรับทราบว่า เอกชนผู้รับเหมาของสัญญาในโครงการนี้มีประกันภัยครอบคลุมถึงบุคคลที่ 3 (Third Party) ซึ่งจะรวมถึงผู้โดยสารและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง

คาดว่าจะมีการเยียวยารายละ 1 ล้านบาท โดยจะมีการประชุมร่วมกับบริษัทประกันภัยเพื่อให้เกิดความชัดเจนเรื่องวงเงินเยียวยาอีกครั้ง