

ที่ประชุมคณะกรรมการประกันสังคมมีมติเห็นชอบในหลักการต่อการปรับปรุงแผนและกรอบนโยบายการลงทุนระยะยาว (Strategic Asset Allocation: SAA) ระยะ 5 ปี ฉบับใหม่ ครอบคลุมช่วงปี 2567–2572 หรือที่เรียกว่า “SAA เฟส 2” โดยสาระสำคัญคือการขยายกรอบการลงทุนระหว่างสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงและสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำให้มีสัดส่วนสมดุลที่ 50 ต่อ 50 เพื่อเพิ่มศักยภาพการสร้างผลตอบแทนของกองทุนในระยะยาว
ชลิต รัษฐาปานะ กรรมการประกันสังคมฝ่ายผู้ประกันตน เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า การปรับกรอบ SAA ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะ 5 ปี โดยคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องเสนอให้เพิ่มเพดานการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูง จากเดิมที่มีสัดส่วนต่ำกว่าสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ เพื่อให้กองทุนมีความยืดหยุ่นในการบริหารเงินลงทุนมากขึ้น ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจและโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป
หากพิจารณาพัฒนาการของการจัดพอร์ตการลงทุนของกองทุนประกันสังคมในช่วงที่ผ่านมา จะพบว่าในอดีต กองทุนให้น้ำหนักกับสินทรัพย์เสี่ยงต่ำเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนประมาณ 70% ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงสูงอยู่ที่ราว 30% ต่อมาในแผน SAA ระยะแรก ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2568 ได้มีการขยับสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงสูงขึ้นเป็น 40% และลดสินทรัพย์เสี่ยงต่ำลงเหลือ 60% ก่อนที่ในเฟส 2 ซึ่งมีกำหนดเริ่มปี 2570 จะเสนอปรับกรอบให้ทั้งสองประเภทมีสัดส่วนเท่ากันที่ 50%
"หลังการปรับเพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบเป็น 17,500 บาท ส่งผลให้สำนักงานประกันสังคมมีเงินไหลเข้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับจำนวนผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่ยังส่งเงินสมทบอย่างสม่ำเสมอมีอยู่ราว 12 ล้านคน ถือเป็นช่วงเวลาที่กองทุนยังมีแรงส่งเพียงพอในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน"
ขณะเดียวกัน กองทุนประกันสังคมกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างในระยะยาว จากการเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า “Sunset Period” ภายในราว 15 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นช่วงที่ผู้ประกันตนจำนวนมากทยอยเกษียณอายุ ส่งผลให้ภาระการจ่ายสิทธิประโยชน์เพิ่มสูงขึ้น การเร่งสะสมผลตอบแทนในช่วงเวลานี้จึงถูกมองว่าเป็นภารกิจสำคัญ
จากการประเมินเบื้องต้นของคณะอนุกรรมการด้านการลงทุน การขยายกรอบ SAA อาจช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้กองทุนได้ในช่วงประมาณ 40,000–60,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ชลิตย้ำว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการคาดการณ์ภายใต้สมมติฐานของตลาดและกรอบนโยบายการลงทุนเท่านั้น ผลลัพธ์จริงยังขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโลกและประสิทธิภาพการบริหารของผู้จัดการกองทุน
อย่างไรก็ตาม แม้บอร์ดประกันสังคมจะให้ความเห็นชอบในหลักการแล้ว แต่การนำแผน SAA เฟส 2 ไปใช้จริงยังต้องผ่านกระบวนการแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องเสนอเรื่องต่อหน่วยงานหลายแห่ง ทั้งกระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง และกรมบัญชีกลาง โดยประเมินว่ากระบวนการดังกล่าวอาจใช้เวลานานถึงประมาณ 15 เดือน
ตั้งคณะทำงานศึกษาปฏิรูป สปส. วางกรอบ 60 วัน
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังรับทราบความคืบหน้าการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม (สปส.) โดยกำหนดกรอบเวลาการทำงานอย่างชัดเจนภายใน 60 วัน นับจากวันที่มีคำสั่งแต่งตั้ง เพื่อจัดทำโรดแมปและแนวทางยกระดับ สปส. ให้เป็นองค์กรสมัยใหม่ มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ผู้ประกันตนมากขึ้น
คณะทำงานชุดดังกล่าวมีปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธาน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานทำหน้าที่ที่ปรึกษา โครงสร้างคณะทำงานประกอบด้วยตัวแทนฝ่ายผู้ประกันตน 4 คน ตัวแทนฝ่ายนายจ้าง 4 คน และผู้แทนฝ่ายราชการ รวมถึงหน่วยงานสำคัญด้านนโยบายและกฎหมาย อาทิ กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เพื่อกำกับดูแลความถูกต้องด้านกฎหมายและกลไกการบริหารจัดการ
พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการประกันสังคม(บอร์ดประกันสังคม) ระบุว่า ภารกิจหลักของคณะทำงานคือ การกำหนดกรอบความคิดและรูปแบบการปรับโครงสร้าง สปส. ในหลายทางเลือก พร้อมจัดทำแผนที่นำทาง (Roadmap) อย่างเป็นระบบ โดยมีอำนาจเชิญผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานภายนอก เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เข้ามาให้คำปรึกษา เพื่อดึงองค์ความรู้เชิงวิชาการและบทเรียนความสำเร็จจากทั้งในและต่างประเทศมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของไทย
"ภายในกรอบเวลา 60 วัน คณะทำงานจะต้องได้ข้อสรุปในระดับโมเดลหรือแนวทางที่เห็นพ้องร่วมกันว่าเป็นรูปแบบที่มีศักยภาพ ก่อนส่งต่อให้สถาบันทางวิชาการศึกษาเชิงลึกเพิ่มเติม เนื่องจากการปรับโครงสร้างสำนักงานประกันสังคมเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก และจำเป็นต้องมีข้อมูลรองรับอย่างรอบด้าน"
พ.ต.ท.วรรณพงษ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา สปส. เคยมีการศึกษาการปรับโครงสร้างมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง ในปี 2545 และปี 2559 ซึ่งได้มีการเสนอทางเลือกไว้ 2–3 โมเดล อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป บริบททางเศรษฐกิจ สังคม และระบบราชการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จึงมีความจำเป็นต้องกลับมาศึกษาใหม่อีกครั้ง โดยในขั้นตอนนี้ยังไม่ได้กำหนดกรอบตายตัวว่าจะต้องปรับออกนอกระบบราชการหรือไม่ ทุกแนวทางจะถูกนำมาพิจารณาและหารือภายใต้คณะทำงานอย่างรอบคอบ