thansettakij
thansettakij
รับมือสินค้าราคาพุ่ง-ขาดแคลน SME-ร้านค้า-แผงลอย แบกต้นทุนหลังแอ่น

รับมือสินค้าราคาพุ่ง-ขาดแคลน SME-ร้านค้า-แผงลอย แบกต้นทุนหลังแอ่น

วิกฤตหนัก สินค้าจ่อปรับราคาขึ้น หลังสงครามตะวันออกกลางลามหนักกระทบห่วงโซ่อุปทานไทยรอบด้าน SME ร้านค้า ร้านอาหารแผงลอยแบกรับ หลังแอ่น ‘ยักษ์ยูนิลีเวอร์ ส่งสัญญาณปรับราคา เม.ย.นี้ ห้างค้าปลีกเร่งสต็อกสินค้า ขณะอีคอมเมิร์ซ-ดีลิเวอรี่ สุดอั้นปรับขึ้นค่าธรรมเนียม

KEY

POINTS

  • ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้น กระทบผู้ประกอบการรายย่อยและร้านค้าแผงลอยอย่างหนัก
  • ผู้ค้าแผงลอยและร้านอาหารขนาดเล็กต้องแบกรับภาระต้นทุนวัตถุดิบอาหาร (เช่น เนื้อไก่ ผักสด) และบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สูงขึ้น อีกทั้งยังเผชิญปัญหาขาดแคลน
  • ผู้ประกอบการส่วนใหญ่พยายามตรึงราคาขายเพื่อรักษาฐานลูกค้า โดยยอมลดกำไรหรือปรับลดบริการเสริม เช่น งดแจกผักสดฟรี แทนการขึ้นราคาอาหาร
  • ซัพพลายเออร์รายใหญ่และแพลตฟอร์มเดลิเวอรีส่งสัญญาณปรับขึ้นราคาและค่าธรรมเนียม ยิ่งเพิ่มแรงกดดันด้านต้นทุนให้กับผู้ค้ารายย่อย

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบเส้นทางขนส่งพลังงานโลก ส่งผลให้ซัพพลายน้ำมันและวัตถุดิบปิโตรเคมีในตลาดโลกตึงตัว กำลังส่งแรงกระแทกต่อประเทศไทยรอบด้าน ทั้งราคาน้ำมัน การนำเข้าวัถตุดิบ รวมไปถึงภาคการผลิตที่ขาดแคลนวัตถุดิบต้นน้ำและสารเคมีสำคัญที่เริ่มกระทบการผลิตในหลายภาคส่วน ทำให้สินค้าหลายรายการปรับขึ้นราคาไปแล้ว ส่งผลให้กรมการค้าภายในต้องขยับตัว

คน.สั่งเฝ้าระวัง 6 กลุ่มสินค้าปากท้อง

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามเฝ้าระวังและกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันกรมได้มีการประเมินโครงสร้างต้นทุนสินค้า พบว่ามีสินค้า 6 กลุ่มสำคัญที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันและสถานการณ์ด้านการขนส่ง ได้แก่ กลุ่มอาหารสด เช่น ไข่ไก่ เนื้อหมู และเนื้อไก่

กลุ่มสินค้าเกษตรหลัก ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน และผลไม้, กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น เช่น กระดาษทิชชู และบรรจุภัณฑ์กระดาษ, กลุ่มอาหารกระป๋องโดยเฉพาะปลากระป๋อง, กลุ่มเครื่องดื่มและสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก เช่น น้ำดื่ม นมบรรจุขวด และน้ำมันพืช และ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง อาทิ ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น สีทาบ้าน ท่อพีวีซี และกระเบื้อง ซึ่งล้วนเป็นสินค้าปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตและระบบเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยสินค้าและบริการ (กกร.) ปี 2568 ปัจจุบันมีสินค้าควบคุมจำนวน 59 รายการ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ทั้งนี้ จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขออนุญาตปรับขึ้นราคาสินค้าเลยแต่อย่างใด และกรมยังได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าให้ตรึงราคา โดยจำหน่ายในราคาเดิม เพื่อลดภาระให้แก่พี่น้องประชาชนในช่วงสถานการณ์คับขัน

นอกจากนี้ สำหรับการกำกับดูแลสถานการณ์สินค้า กรมการค้าภายในใช้กลไกบัญชีติดตามสินค้า 3 ระดับ และทบทวนทุก 1 เดือน ได้แก่

ระดับ 1 กลุ่มสินค้า Sensitive List จำนวน 18 รายการ เช่น ปุ๋ยเคมี ไข่ไก่ เนื้อสุกร น้ำมันพืช น้ำมันดีเซล และเม็ดพลาสติก ซึ่งติดตามราคาทุกวันพร้อมส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวด

ระดับ 2 กลุ่ม Priority Watch List จำนวน 4 รายการ ได้แก่ อาหารปรุงสำเร็จ นมผง ยาป้องกันศัตรูพืช และเหล็กแผ่นรีดร้อน ติดตามสัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อป้องกันการกักตุน

ระดับ 3 กลุ่ม Watch List จำนวน 197 รายการ เช่น สบู่ และน้ำยาซักฟอก ตรวจสอบต่อเนื่องทุก 15 วัน

รับมือสินค้าราคาพุ่ง-ขาดแคลน SME-ร้านค้า-แผงลอย แบกต้นทุนหลังแอ่น

ยักษ์ยูนิลีเวอร์ จ่อปรับราคา เม.ย.นี้

โดยในวันที่ 17 มี.ค. 2569 นายอาซีม ปุริ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ได้ส่งจดหมายถึงร้านค้าต่างๆ เพื่อแจ้งถึงผลกระทบด้านราคาต้นทุนจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยระบุว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใดนั้น

ส่งผลให้บริษัทต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านต้นทุนวัตถุดิบที่มีราคาสูงขึ้น รวมถึงค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ด้วยสถานการณ์ดังกล่าวนี้ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตสินค้าในทุกกลุ่มธุรกิจของยูนิลีเวอร์ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยคาดว่าผลกระทบจะเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป

“บริษัทยังไม่สามารถคาดการณ์ใด้ว่าระยะเวลาสิ้นสุดของผลกระทบดังกล่าวจะสิ้นสุดลงเมื่อใด ดังนี้ เพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว บริษัทจึงได้เร่งการผลิตสินค้าในทุกกลุ่มธุรกิจของยูนิลีเวอร์และเพิ่มระดับ Safety Stockในช่วงเดือนมีนาคมนี้ เพื่อให้ลูกค้าสามารถวางแผนบริหารสต็อกและจัดเก็บสินค้าเพิ่มเติมในคลังของท่านได้ก่อนที่ต้นทุนสินค้าอาจมีการปรับเพิ่มขึ้นในเดือนเมษายนนี้”

แผงลอยหืดจับต้นทุนพุ่ง

ด้านนางสาวญาดา พรเพชรรัมภา ประธานชมรมผู้ค้าแผงลอยกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การปรับขึ้นของราคาน้ำมัน พลังงาน และค่าขนส่ง เริ่มกระทบราคาสินค้าในหลายหมวด โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีสินค้าควบคุมซึ่งมีแนวโน้มปรับราคาภายในเดือนนี้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มาจากพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงวัตถุดิบอาหารและบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในร้านอาหารตามสั่ง โดยเฉพาะผักสดที่ทยอยปรับขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ค้าแผงลอยและร้านอาหารขนาดเล็กต้องแบกรับภาระต้นทุนมากขึ้น

อย่างไรก็ตามผู้ค้าส่วนใหญ่ยังพยายามชะลอการปรับราคาอาหารให้นานที่สุด โดยปกติหากจำเป็นต้องปรับราคาจะปรับครั้งละประมาณ 5 บาทต่อเมนู เนื่องจากการปรับเพียง 1-2 บาทไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหลายรายการ ซึ่งผู้ค้าหลายรายยอมลดกำไรเพื่อรักษาฐานลูกค้า เพราะหากราคาสูงเกินไป ผู้บริโภคอาจลดการซื้ออาหารสำเร็จรูป หรือหันไปทำอาหารรับประทานเองมากขึ้น

“อยากเสนอให้ภาครัฐติดตามและกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน เพื่อป้องกันการปรับราคาล่วงหน้าจากความกังวลของตลาดในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ”

สอดรับกับนางจงใจ กิจแสวง หรือ “เจ๊จง” เจ้าของร้านหมูทอดเจ๊จง กล่าวว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการกังวลมากกว่าราคาที่ปรับขึ้น คือปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบและอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์ เช่น ถุงพลาสติก หนังยาง และกล่องใส่อาหาร ซึ่งใช้เม็ดพลาสติกเป็นวัตถุดิบหลัก หากสินค้าเหล่านี้ขาดตลาดจะกระทบต่อการขายทันทีเนื่องจากร้านอาหารต้องใช้บรรจุภัณฑ์ทุกวัน

จงใจ กิจแสวง

สำหรับวัตถุดิบที่เริ่มปรับราคาได้แก่ ไก่สดที่เพิ่มขึ้นทันที 7 บาทต่อกิโลกรัม หลังเกิดสถานการณ์สงคราม จากเดิมประมาณ 85-88 บาท เป็นราว 92 บาทต่อกิโลกรัม (ราคาส่ง) ทำให้ราคาไก่เริ่มใกล้เคียงกับหมู ขณะเดียวกันราคาน้ำมันพืชยังอยู่ในช่วงตรึงราคาจนถึงประมาณเดือนเมษายน โดยผู้ผลิตจำกัดปริมาณการซื้อ เช่น ร้านของเจ๊จงสามารถซื้อน้ำมันได้ราว 200 ลังต่อรอบ หลังจากนั้นต้องติดตามทิศทางราคาใหม่

ด้านบรรจุภัณฑ์พลาสติกมีการปรับราคาขึ้นเช่นกัน โดยถุงพลาสติกเพิ่มจากกิโลกรัมละ 64 บาท เป็น 70 บาท ขณะที่ร้านใช้เฉลี่ย 10 กิโลกรัมต่อวันต่อสาขา และเริ่มมีปัญหาการจัดหาสินค้า เช่น สั่ง 20 มัด แต่ได้รับจริงเพียง 4 มัด แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น แต่เจ๊จงระบุว่าร้านยังพยายามตรึงราคาขายให้นานที่สุด เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของผู้บริโภค โดยยังคงจำหน่ายข้าวหมูทอดในราคาเดิม

รับมือสินค้าราคาพุ่ง-ขาดแคลน SME-ร้านค้า-แผงลอย แบกต้นทุนหลังแอ่น

อย่างไรก็ตามร้านจำเป็นต้องปรับการบริหารต้นทุนบางส่วน เช่น หยุดแจกผักสดฟรีชั่วคราว เพื่อลดต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ แทนการปรับขึ้นราคาอาหาร พร้อมทั้งเตรียมรณรงค์ให้ลูกค้านำภาชนะมาเอง โดยอาจให้ส่วนลด เพื่อช่วยลดการใช้พลาสติกและบรรเทาปัญหาขาดแคลนบรรจุภัณฑ์

ห้างใหญ่เร่งสต็อกสินค้า

ขณะที่นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด กล่าวว่า หากราคาน้ำมันยังพุ่งสูงต่อไปไม่หยุด ต้นทุนการขนส่งในไทยอาจเพิ่มขึ้นเท่าตัว ปัจจุบันห้างค้าปลีกค้าส่งเริ่มเตรียมความพร้อมโดยนำสินค้าจากซัพพลายเออร์เข้าสต็อกก่อนที่น้ำมันจะดีดตัวแพงขึ้น ทำให้สินค้าที่ยังขายในเดือนนี้บางส่วนยังตรึงราคาไว้ได้ แต่สินค้าล็อตใหม่ที่กำลังมาถึงจะปรับราคาขึ้นอย่างแน่นอน

“ผู้มีรายได้น้อยน่าจะกระทบหนักที่สุด ต้นทุนอาหารที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เงินเหลือใช้ในแต่ละวันลดลง เช่น จากเคยเหลือเก็บวันละ 100 บาท อาจเหลือเพียง 30 บาท ประเมินแล้วสถานการณ์นี้อาจถูกนิยามได้ว่าเป็น “นิวเคลียร์ทางเศรษฐกิจหรือ สงครามโลกครั้งที่ 3 ในรูปแบบเศรษฐกิจ” ที่ส่งผลกระทบวงกว้างและรุนแรงกว่าสงครามในอดีต”

ถุงมือยาง-สายน้ำเกลือส่อขาดแคลน

อย่างไรก็ดีจากภาวการณ์ขาดแคลนพลาสติกที่เกิดขึ้นส่งผลต่อสินค้าในหมวดอุปกรณ์การแพทย์ทั้ง ถุงมือยาง สายน้ำเกลือ ขวดน้ำเกลือ ซองยา ซึ่งอาจะไม่เพียงพอต่อความต้องการ รวมทั้งมีแนวโน้มที่ราคาจะสูงขึ้น โดยนพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า สินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ

ตลอดจนต้นทุนที่ใช้ในโรงพยาบาลก็กำลังทยอยปรับขึ้นราคา เป็นปัจจัยลบและเป็นผลกระทบจากภาวะสงครามโดยตรง ผู้ประกอบการธุรกิจโรงพยาบาลต่างมีมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวดมากขึ้น ทั้งพยายามปรับตัวตลอด

“ต้องคอยติดตามสถานการณ์เป็นระยะในช่วงสั้นๆ ผลประทบที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยอยาจจะยังไม่รุนแรง ส่วนในระยะยาวหากสงครามยืดเยื้อไม่มั่นใจว่าจะเป็นอย่างไร”

ประเมินโครงสร้างบะหมี่ฯ ก.ค.นี้

นายยศสรัล แต้มคงคา ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์ “ไวไว” กล่าวว่า ในระยะสั้นประเมินว่ายังสามารถบริหารต้นทุนได้ เนื่องจากมีการทำสัญญาซื้อวัตถุดิบล่วงหน้ากับซัพพลายเออร์ในรูปแบบราคาคงที่ (Fixed Price) ทำให้มีสต๊อกวัตถุดิบรองรับการผลิตประมาณ 3-6 เดือน จึงคาดว่าจะยังไม่เห็นผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนในทันที

ยศสรัล แต้มคงคา

ทั้งนี้ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถือเป็นสินค้าควบคุมราคา การปรับขึ้นราคาจำเป็นต้องได้รับการพิจารณาจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ไม่สามารถปรับราคาได้เองตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ผลิตต้องติดตามสถานการณ์ต้นทุนเป็นรายสัปดาห์ ทั้งนี้หากสถานการณ์ต้นทุนยังคงปรับตัวสูง

โดยเฉพาะจากราคาพลังงานและเม็ดพลาสติก อุตสาหกรรมอาจต้องมีการหารือร่วมกันในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อประเมินความจำเป็นในการปรับโครงสร้างราคา เนื่องจากหากต้นทุนการผลิตสูงเกินระดับราคาขายปลีกที่กำหนด ผู้ประกอบการอาจไม่สามารถแบกรับภาระได้ในระยะยาว

TikTok- LINE MAN เก็บค่า GP เพิ่ม

อย่างไรก็ดีวิกฤตพลังงานโลกส่งผลให้โครงสร้างต้นทุนโลจิสติกส์ที่อาจปรับตัวสูงขึ้นทันที 50-140% ทั้งในส่วนของค่าระวางเรือและค่าประกันภัยสินค้า รวมถึงราคาเม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ที่ขยับตัวตามราคาน้ำมันอย่างเลี่ยงไม่ได้ บีบให้แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ต้องปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

โดย TikTok Shop เริ่มจัดเก็บค่า Commerce Growth Fee ประมาณ 6.42% และ Platform Infrastructure Fee อีก 1.07 บาทต่อคำสั่งซื้อ ขณะที่ Shopee และ Lazada ปรับขึ้นค่าคอมมิชชันเฉลี่ย 1-2% ตามหมวดหมู่สินค้า ส่งผลให้ปัจจุบันร้านค้าต้องแบกรับภาระค่าธรรมเนียมรวมสูงถึง 10-18% ต่อออเดอร์ ซึ่งกระทบหนักต่อกลุ่ม SME ที่มีสายป่านสั้นและกำลังซื้อผู้บริโภคเริ่มชะลอตัว

ขณะที่ผู้ประกอบการร้านอาหารบนแพลตฟอร์ม LINE MAN Wongnai เตรียมดำเนินการปรับราคาสินค้าสำหรับการสั่งผ่านช่องทาง Delivery โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป สาเหตุหลักมาจากการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมส่วนแบ่งยอดขาย (Gross Profit หรือ GP) ครั้งล่าสุด ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนของร้านค้าอย่างมีนัยสำคัญ