KEY
POINTS
ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปครั้งใหญ่ของกองทุนประกันสังคมที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานตั้งเป้าจะรื้อระบบให้โปร่งใสและคล่องตัวมากขึ้น โดยหยิบยกโมเดลของ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) มาเป็นต้นแบบนั้น
ประเด็นนี้ได้กลายเป็นโจทย์สำคัญที่ ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงานบริหารความเสี่ยงองค์กรและโครงสร้างพื้นฐาน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการ “ฐานทอล์ค” ช่องเนชั่นทีวี22 วิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้และทางออกที่เหมาะสมสำหรับบริบทของประเทศไทย
ดร. นงนุช มองว่าการนำโมเดล กบข. มาปรับใช้นั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แต่ต้องมีความเป็นมืออาชีพในการบริหารกองทุนโดยเฉพาะการดึงมืออาชีพ เข้ามาบริหารจัดการกองทุน เช่นเดียวกับกองทุนส่วนใหญ่ที่มีบริษัทจัดการสินทรัพย์ (Asset Management) หรือนักลงทุนผู้เชี่ยวชาญทำหน้าที่ดูแล เพราะเงินจำนวนมหาศาลหากบริหารผิดพลาดอาจนำไปสู่การขาดทุนได้
อย่างไรก็ตาม กองทุนประกันสังคมมีความต่างจาก กบข. ตรงที่มีภาระเรื่องการเบิกจ่ายสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล หรือเงินชดเชยว่างงาน ดังนั้นในขณะที่การลงทุนควรเป็นหน้าที่ของมืออาชีพ แต่การบริหารสิทธิต่างๆ ยังควรเชื่อมโยงกับระบบราชการเพื่อให้ตรวจสอบได้ง่าย
หนึ่งในโมเดลที่น่าสนใจคือระบบ National Insurance ของประเทศอังกฤษ ซึ่งใช้การจ้างกลุ่มบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญ (Fund Management) มาบริหารเงินลงทุน แต่ตัวรัฐยังคงดูแลเรื่องสิทธิประโยชน์ จุดเด่นที่ดร. นงนุชเน้นย้ำคือ ความโปร่งใสที่สมาชิกสามารถตรวจสอบสถานะเงินของตนเองได้แบบกึ่ง Real-time ผ่านหน้าเว็บไซต์
ในอังกฤษ สมาชิกจะเห็นชัดเจนว่าตนเองส่งเงินไปเท่าไหร่แล้ว หากเกษียณตอนอายุ 55 หรือ 60 ปี จะได้รับเงินบำนาญต่อสัปดาห์เป็นจำนวนกี่ปอนด์, ระบบจะคำนวณให้เสร็จสรรพและมีการปรับตามอัตราเงินเฟ้อหรือผลประกอบการของกองทุน ซึ่งต่างจากปัจจุบันของไทยที่น้อยคนนักจะรู้ว่าในวันที่เกษียณจริงๆ เราจะได้รับเงินเท่าไหร่ และจะมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ค่าเงินที่เปลี่ยนไปในอีก 20-30 ปีข้างหน้าหรือไม่
อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ “งบบริหารจัดการสำนักงานประกันสังคม” ซึ่งตามพ.ร.บ.ประกันสังคมระบุให้งบบริหารจัดการของสำนักงานประกันสังคม ต้องไม่เกิน 10% ของรายได้จากเงินสมทบทั้งหมด ที่ได้รับเข้ากองทุนประกันสังคมในแต่ละปี
ดร.นงนุช ให้ความเห็นว่า โดยปกติการบริหารกองทุนแบบ Passive ทั่วไปจะมีค่าธรรมเนียมเพียงประมาณ 1% เท่านั้น หากคิดจากฐานเงินสมทบแสนล้านบาท 1% ก็เท่ากับ 1,000 ล้านบาทแล้ว แต่ถ้าใช้ถึง 10% หรือ 10,000 ล้านบาท ถือว่าสูงมาก
คำถามสำคัญคือ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการเพิ่มผลตอบแทนของกองทุนหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นงบอบรมหรือดูงานของผู้บริหาร ที่ต้องย้อนกลับไปดูว่าส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารเงินจริงหรือไม่ หากการบริหารจัดการจริงใช้เพียง 2-3% ระเบียบที่กำหนดไว้ 10% ก็อาจจะเกินความจำเป็นไปมาก
สำหรับเป้าหมายผลตอบแทนที่ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 3-5% นั้น ดร.นงนุช มองว่าในสภาวะเศรษฐกิจที่ GDP เติบโตเพียง 2-3% ผลตอบแทนในระดับนี้ถือว่ายอมรับได้สำหรับผู้ที่เน้นความมั่นคงมากกว่าความเสี่ยงเพราะเป้าหมายหลักของผู้ประกันตนคือ การมั่นใจว่าจะได้รับเงินเมื่อเกษียณ ไม่ใช่การเก็งกำไรเหมือนกองทุนหุ้น
อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการปฏิรูปคือ การสร้างกลไกที่มืออาชีพต้องรับผิดชอบต่อผลงาน (Accountability) มีบทลงโทษหากบริหารผิดพลาด และมีระบบที่ทำให้เจ้าของเงินสมทบทุกคนรู้สึกอุ่นใจว่า "เงินออมเพื่ออนาคต" ของพวกเขาได้รับการดูแลอย่างโปร่งใส และมีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างแท้จริง