นักเศรษฐศาสตร์ ชำแหละ 'กองทุนประกันสังคม' เปิดทางมืออาชีพบริหารเงินลงทุน

26 ม.ค. 2569 | 12:10 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ม.ค. 2569 | 12:17 น.

ฐานทอล์ค สัมภาษณ์พิเศษ นักเศรษฐศาสตร์ ผ่าทางตัน 'กองทุนประกันสังคม' ให้มืออาชีพบริหารเงินลงทุน รัฐดูแลสิทธิผู้ประกันตน ถอดโมเดลอังกฤษยกระดับความโปร่งใส ตรวจสอบเงินเกษียณได้จริง

KEY

POINTS

  • นักเศรษฐศาสตร์ เสนอแนวทางปฏิรูปกองทุนประกันสังคม ถอดโมเดลของประเทศอังกฤษ จ้างผู้จัดการกองทุนมืออาชีพบริหารเงินลงทุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัว
  • ชูจุดเด่นของโมเดลอังกฤษที่เน้นความโปร่งใส โดยผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบสถานะเงินสมทบ และประมาณการเงินบำนาญของตนเองได้
  • ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของงบบริหารจัดการกองทุนที่กำหนดไว้สูงถึง 10% และเรียกร้องให้มีกลไกที่ผู้บริหารต้องรับผิดชอบต่อผลการดำเนินงาน

ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปครั้งใหญ่ของกองทุนประกันสังคมที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานตั้งเป้าจะรื้อระบบให้โปร่งใสและคล่องตัวมากขึ้น โดยหยิบยกโมเดลของ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) มาเป็นต้นแบบนั้น

ประเด็นนี้ได้กลายเป็นโจทย์สำคัญที่ ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงานบริหารความเสี่ยงองค์กรและโครงสร้างพื้นฐาน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการ “ฐานทอล์ค” ช่องเนชั่นทีวี22  วิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้และทางออกที่เหมาะสมสำหรับบริบทของประเทศไทย

การลงทุนต้องใช้มืออาชีพ

ดร. นงนุช มองว่าการนำโมเดล กบข. มาปรับใช้นั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แต่ต้องมีความเป็นมืออาชีพในการบริหารกองทุนโดยเฉพาะการดึงมืออาชีพ เข้ามาบริหารจัดการกองทุน เช่นเดียวกับกองทุนส่วนใหญ่ที่มีบริษัทจัดการสินทรัพย์ (Asset Management) หรือนักลงทุนผู้เชี่ยวชาญทำหน้าที่ดูแล เพราะเงินจำนวนมหาศาลหากบริหารผิดพลาดอาจนำไปสู่การขาดทุนได้

อย่างไรก็ตาม กองทุนประกันสังคมมีความต่างจาก กบข. ตรงที่มีภาระเรื่องการเบิกจ่ายสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล หรือเงินชดเชยว่างงาน ดังนั้นในขณะที่การลงทุนควรเป็นหน้าที่ของมืออาชีพ แต่การบริหารสิทธิต่างๆ ยังควรเชื่อมโยงกับระบบราชการเพื่อให้ตรวจสอบได้ง่าย

บทเรียนจากอังกฤษ

หนึ่งในโมเดลที่น่าสนใจคือระบบ National Insurance ของประเทศอังกฤษ ซึ่งใช้การจ้างกลุ่มบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญ (Fund Management) มาบริหารเงินลงทุน แต่ตัวรัฐยังคงดูแลเรื่องสิทธิประโยชน์ จุดเด่นที่ดร. นงนุชเน้นย้ำคือ ความโปร่งใสที่สมาชิกสามารถตรวจสอบสถานะเงินของตนเองได้แบบกึ่ง Real-time ผ่านหน้าเว็บไซต์

ในอังกฤษ สมาชิกจะเห็นชัดเจนว่าตนเองส่งเงินไปเท่าไหร่แล้ว หากเกษียณตอนอายุ 55 หรือ 60 ปี จะได้รับเงินบำนาญต่อสัปดาห์เป็นจำนวนกี่ปอนด์, ระบบจะคำนวณให้เสร็จสรรพและมีการปรับตามอัตราเงินเฟ้อหรือผลประกอบการของกองทุน ซึ่งต่างจากปัจจุบันของไทยที่น้อยคนนักจะรู้ว่าในวันที่เกษียณจริงๆ เราจะได้รับเงินเท่าไหร่ และจะมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ค่าเงินที่เปลี่ยนไปในอีก 20-30 ปีข้างหน้าหรือไม่

งบบริหาร 10% 

อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ “งบบริหารจัดการสำนักงานประกันสังคม” ซึ่งตามพ.ร.บ.ประกันสังคมระบุให้งบบริหารจัดการของสำนักงานประกันสังคม ต้องไม่เกิน 10% ของรายได้จากเงินสมทบทั้งหมด ที่ได้รับเข้ากองทุนประกันสังคมในแต่ละปี

ดร.นงนุช ให้ความเห็นว่า โดยปกติการบริหารกองทุนแบบ Passive ทั่วไปจะมีค่าธรรมเนียมเพียงประมาณ 1% เท่านั้น หากคิดจากฐานเงินสมทบแสนล้านบาท 1% ก็เท่ากับ 1,000 ล้านบาทแล้ว แต่ถ้าใช้ถึง 10% หรือ 10,000 ล้านบาท ถือว่าสูงมาก

คำถามสำคัญคือ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการเพิ่มผลตอบแทนของกองทุนหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นงบอบรมหรือดูงานของผู้บริหาร ที่ต้องย้อนกลับไปดูว่าส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารเงินจริงหรือไม่ หากการบริหารจัดการจริงใช้เพียง 2-3% ระเบียบที่กำหนดไว้ 10% ก็อาจจะเกินความจำเป็นไปมาก

ผลตอบแทน 3-5% 

สำหรับเป้าหมายผลตอบแทนที่ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 3-5% นั้น ดร.นงนุช มองว่าในสภาวะเศรษฐกิจที่ GDP เติบโตเพียง 2-3% ผลตอบแทนในระดับนี้ถือว่ายอมรับได้สำหรับผู้ที่เน้นความมั่นคงมากกว่าความเสี่ยงเพราะเป้าหมายหลักของผู้ประกันตนคือ การมั่นใจว่าจะได้รับเงินเมื่อเกษียณ ไม่ใช่การเก็งกำไรเหมือนกองทุนหุ้น

อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการปฏิรูปคือ การสร้างกลไกที่มืออาชีพต้องรับผิดชอบต่อผลงาน (Accountability) มีบทลงโทษหากบริหารผิดพลาด และมีระบบที่ทำให้เจ้าของเงินสมทบทุกคนรู้สึกอุ่นใจว่า "เงินออมเพื่ออนาคต" ของพวกเขาได้รับการดูแลอย่างโปร่งใส และมีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างแท้จริง