
ศึกชิงประธาน ส.อ.ท.เดือด! สะพัดสร้างนอมินี 'สวมสิทธิ์’เลือกตั้ง
ศึกชิงเก้าอี้ประธาน ส.อ.ท.เดือดก่อนเลือกตั้ง ฝ่ายสนับสนุนงัดเกมช่วงชิงอำนาจ ท่ามกลางข้อร้องเรียนความไม่โปร่งใสสะเทือนองค์กร จับตาไทม์ไลน์เลือกกรรมการชุดใหม่ปลายมี.ค.นี้ สัญญาณแรงกดดัน-สวมสิทธิ์เลือกตั้ง ถูกตั้งคำถาม อาจพลิกเกมชิงผู้นำอุตสาหกรรมไทยรอบใหม่
KEY
POINTS
- สะพัดข่าวบริษัทใหญ่บังคับคู่ค้าให้สมัครเป็นสมาชิก ส.อ.ท. โดยออกค่าใช้จ่ายให้ แล้วส่งคนของตนเองไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งแทน หรือที่เรียกว่า 'สวมสิทธิ์'
- มีการวิเคราะห์ว่าแรงจูงใจอาจมาจากการต้องการใช้ตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจ ต่อรองนโยบายรัฐ และตั้งมาตรฐานอุตสาหกรรมเพื่อกีดกันคู่แข่ง
- การแข่งขันชิงตำแหน่งเป็นการขับเคี่ยวระหว่างนายอภิชิต ประสพรัตน์ และ
ศึกชิงเก้าอี้ประธาน ส.อ.ท.เดือดก่อนเลือกตั้ง ฝ่ายสนับสนุนงัดเกมช่วงชิงอำนาจ ท่ามกลางข้อร้องเรียนความไม่โปร่งใสสะเทือนองค์กร จับตาไทม์ไลน์เลือกกรรมการชุดใหม่ปลายมี.ค.นี้ สัญญาณแรงกดดัน-สวมสิทธิ์เลือกตั้ง ถูกตั้งคำถาม อาจพลิกเกมชิงผู้นำอุตสาหกรรมไทยรอบใหม่
ศึกชิงเก้าอี้ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) คนที่ 17 เริ่มร้อนแรงก่อนถึงวันเลือกตั้ง เมื่อไทม์ไลน์สำคัญถูกกำหนดชัดเจน โดยจะประเดิมด้วยการเลือกตั้งกรรมการ ส.อ.ท. ชุดใหม่ในวันที่ 30 มีนาคม 2569 ก่อนที่กรรมการชุดดังกล่าวจะลงมติเลือกประธาน ส.อ.ท. คนใหม่ภายใน 30 วัน ซึ่งตามธรรมเนียมมักนัดประชุมเพื่อโหวตก่อนเทศกาลสงกรานต์
การชิงตำแหน่งวาระปี 2569-2571 ครั้งนี้ เป็นการแข่งขันระหว่าง 2 แคนดิเดตหลัก ได้แก่
1. นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท บีสไพพ์ฟิตติ้ง อินดัสตรี จำกัด
2. นายชนะ ภูมี รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG
อย่างไรก็ดี บรรยากาศการเลือกตั้งครั้งนี้เริ่มมีสัญญาณความไม่ปกติเกิดขึ้น โดยแหล่งข่าววงในจากสภาอุตสาหกรรมจังหวัดในหลายพื้นที่ สะท้อนความเคลื่อนไหวว่า เวลานี้ผู้ประกอบการธุรกิจหลายร้อยรายที่เป็นคู่ค้าหรือดีลเลอร์ของบริษัทบางแห่ง ถูกขอร้องแกมบังคับจากเจ้าหน้าที่ของบริษัทในส่วนภูมิภาคให้ไปสมัครเป็นสมาชิกสามัญของ ส.อ.ท.เพื่อให้มีสิทธิ์เลือกตั้งกรรมการ ส.อ.ท.ที่จะไปเลือกตั้งประธานฯอีกต่อหนึ่ง
ทั้งนี้ได้เสนอว่าจะจ่ายเงินค่าสมัครสมาชิกสามัญให้ฟรี (ค่าสมาชิกสามัญ-โรงงาน (สน.)ที่ต้องจ่ายค่าบำรุงรายปีแบ่งตามทุนจดทะเบียน และยอดขายของบริษัท (เริ่มต้นที่ประมาณ 1,000 - 100,000 บาท/ปี) ซึ่งในเงื่อนไขใบสมัครจะระบุชื่อผู้แทนใช้สิทธิได้ไม่เกิน 3 คน โดยจะให้เจ้าของหรือผู้บริหารกิจการเป็นชื่อที่ 1 และ 2 แต่ชื่อที่ 3 ต้องเป็นชื่อของเจ้าหน้าที่ของบริษัทที่ถูกกำหนดไว้ใช้สิทธิ และแจ้งกับดีลเลอร์ว่าวันเลือกตั้งกรรมการ ส.อ.ท.ไม่ต้องเดินทางไปเลือกตั้ง เพราะทางทางเจ้าหน้าที่ที่ถูกระบุชื่อไว้จะไปใช้สิทธิแทนเจ้าของกิจการ
จากการตรวจสอบเส้นทางการสมัครสมาชิกตั้งแต่ปลายปี 2568 มีผู้มาสมัครเป็นสมาชิกสามัญของ ส.อ.ท.เพิ่มขึ้น 500-1,000 ราย ปัจจุบัน ส.อ.ท.มีสมาชิกทั่วประเทศประมาณ 1.6 หมื่นราย โดยประมาณ 1 หมื่นรายเป็นสมาชิกประเภทสามัญที่มีสิทธิ์เลือกตั้งกรรมการ (ต้องจ่ายค่าสมัครรายปีไม่เกิน 31 ม.ค. 2569 จึงจะมีสิทธิเลือกตั้ง) และอีกราว 6,000 รายเป็นสมาชิกสมทบ (ไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง)
ด้านแหล่งข่าวจากวงการอุตสาหกรรม วิเคราะห์ว่า การแทรกแซงการเลือกตั้งผ่านกลไกการซื้อเสียง และสวมสิทธิ์ในครั้งนี้ หากเป็นเรื่องจริง มองว่าส่วนหนึ่งอาจมาจากแรงจูงใจและจากผลประโยชน์ทับซ้อนในหลายเรื่อง เช่น การรักษาฐานธุรกิจ เนื่องจากบริษัทดังกล่าวกำลังประสบปัญหาทางธุรกิจโดย Market Cap ลดลงกว่าครึ่งและมีการปิดโรงงานบางส่วน จึงต้องการใช้ ส.อ.ท. เป็นฐานอำนาจในการหาช่องทางธุรกิจใหม่ๆ
ต่อมาคือเพื่อใช้ต่อรองนโยบายรัฐ โดยใช้ตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. เป็นปากเสียงในการยับยั้งการเจรจา FTA (เช่น กับ EU หรือกับกลุ่ม GCC) ที่จะนำไปสู่การเสียประโยชน์ของบริษัท จากจะมีสินค้าประเภทเดียวกันจากประเทศคู่สัญญาเข้ามาแข่งขัน รวมถึงการวางสเปกมาตรฐานอุตสาหกรรม หลังพบความพยายามเจรจากับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เพื่อตั้งมาตรฐานสินค้า เช่น บรรจุภัณฑ์ ให้สูงเกินจริงเพื่อกีดกันคู่แข่งและปกป้องกลุ่มธุรกิจของตนเอง เป็นต้น
ด้านนายชนะ ภูมี รองประธาน ส.อ.ท.แคนดิเดต ชิงตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรมฯคนใหม่ กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ในการเลือกตั้งกรรมการ ส.อ.ท.ในหลายครั้งที่ผ่านมามักมีประเด็นเรื่องความไม่โปร่งใสหรือให้ข่าวโจมตีกัน ซึ่งตนได้บอกกับทีมงานเสมอว่าให้วางตัวนิ่ง ๆ และยึดตามข้อเท็จจริงและกฎหมาย สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับประธานฯคนใหม่คือการสร้างความสามัคคี เพราะหากคนในองค์กรไม่รักกัน งานใหญ่ของประทศก็ขับเคลื่อนไม่ได้
“ปัจจุบันสมาชิกของ ส.อ.ท.มีกว่า 1.6 หมื่นราย กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ทำให้หลายคนเข้าไม่ถึงข่าวสาร ผมมองว่ากฎระเบียบการเลือกตั้งควรได้รับการปรับปรุง เพราะระบบปัจจุบันที่ให้เลือกกรรมการ 248 ชื่อ จาก 500 ราย มันซับซ้อนเกินไป และไม่เอื้อให้คนรุ่นใหม่หรือคนอยากทำงานจริง ๆ เข้ามา”นายชนะ กล่าว
ขณะที่นายอภิชิต ประสพรัตน์ คู่ชิงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท.ในครั้งนี้ กล่าวว่า กระแสข่าวที่เกิดขึ้นตนได้แค่รับฟัง คงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ อย่างไรก็ดี หากตนได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท.คนใหม่ มีนโยบายต้องการปฏิรูประบบการเลือกตั้งของสภาฯ ใหม่ เพราะไม่ชอบระบบที่ทำให้เกิดความขัดแย้งทุก 2 ปีจนเสียเพื่อน
“ผมมาที่นี่เพื่อหาเพื่อน ไม่ใช่ศัตรู ถ้าได้เข้ามาบริการ ผมจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาเพื่อเปลี่ยนวิธีเลือกตั้งให้มีความถูกต้องตามทำนองคลองธรรม และได้ตัวแทนที่มีจิตอาสามาช่วยงานสภาฯ จริง ๆ”
ทั้งนี้อยากให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกของ ส.อ.ท.กันมาก ๆ เฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกสามัญที่จะได้สิทธิประโยชน์มากมาย เช่น สิทธิ์ในการเลือกตั้ง, การเข้าร่วมโครงการตรวจสุขภาพ และได้รับบัตร FTI Member Card สำหรับพนักงานทุกคนในองค์กร บัตรนี้ช่วยลดค่าครองชีพได้จริง มีส่วนลดทั้งร้านอาหาร (เช่น S&P), ตั๋วเครื่องบิน (AirAsia, นกแอร์), รถเช่า และโรงแรมทั่วประเทศ ซึ่งสมาชิกสามารถนำไปเป็นสวัสดิการในการดึงดูดพนักงานได้ด้วย
“ปัจจุบันส.อ.ท.มีสมาชิก 16,000 ราย แต่จริง ๆ แล้วผู้ประกอบการ SME ในไทยมีมากกว่า 3 ล้านราย ผมอยากนำ Facility ของสภาฯ ไปให้ถึงกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึง เพื่อเป็นทางลัดให้เขาเติบโต เพราะการค้าขายในยุคนี้ถ้าไม่มีเพื่อนไม่มีพวกอยู่ยาก นอกจากนี้อยากให้การเข้ามาบริหาร สภาฯ เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรหลักด้านเศรษฐกิจของประเทศ”
สำหรับตำแหน่งประธาน ส.อ.ท.ถือเป็นตัวแทนสูงสุดของภาคอุตสาหกรรมเอกชน ที่ทำหน้าที่เชื่อมรัฐ-เอกชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศผ่านบทบาทหลัก 5 ด้าน ได้แก่ 1.กำหนดยุทธศาสตร์ชาติ โดยร่วมเป็นกรรมการในบอร์ดนโยบายระดับประเทศ เช่น ยุทธศาสตร์ชาติ-แผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ และกลไก PPP รวมถึงคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อสะท้อนเสียงภาคเอกชนสู่การตัดสินใจเชิงนโยบาย
2.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุนโดยนั่งอยู่ในบอร์ดบีโอไอ และสสว. ผลักดันการลงทุน-เอสเอ็มอี และกำหนดทิศทางพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น EEC และเขตเศรษฐกิจพิเศษ 3.กำกับมิติโครงสร้างประเทศมีส่วนร่วมในนโยบายผังเมือง ทรัพยากรน้ำ และภาคการเกษตร เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมสอดคล้องกับทรัพยากรและพื้นที่
4.ผลักดันนวัตกรรม-ความยั่งยืนร่วมกำหนดทิศทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมอนาคต เช่น BCG, วัสดุขั้นสูง และนโยบายสิ่งแวดล้อม และ 5.ขับเคลื่อนงานเชิงลึกระดับปฏิบัตินั่งอนุกรรมการเฉพาะด้าน ทั้งพลังงาน สิ่งแวดล้อม และโครงการพื้นที่อุตสาหกรรม เพื่อแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติจริง
โดยสรุปประธาน ส.อ.ท. ไม่ใช่แค่ผู้นำองค์กรเอกชน แต่เป็นฟันเฟืองสำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศที่มีบทบาทตั้งแต่กำหนดนโยบายระดับชาติ ไปจนถึงขับเคลื่อนการลงทุนและอุตสาหกรรมในภาคปฏิบัติจริง










