
ศึกชิงประธาน ส.อ.ท. คนที่ 17 ‘เกรียงไกร’ ฝากโจทย์หิน สาน ONE FTI ฝ่าวิกฤตโลก
การเปลี่ยนผ่านผู้นำของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กลับมาเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอีกครั้ง เมื่อวาระการดำรงตำแหน่งของ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. คนปัจจุบัน กำลังจะสิ้นสุดลงในเดือนมีนาคม 2569 หลังทำหน้าที่มา 2 สมัย รวมระยะเวลา 4 ปีเต็ม
KEY
POINTS
- ส.อ.ท. เตรียมจัดการเลือกตั้งประธานคนที่ 17 ในเดือนเมษายน 2569 เพื่อสืบทอดตำแหน่งต่อจากนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ที่จะครบวาระ
- การชิงตำแหน่งเป็นการแข่งขันระหว่าง 2 ผู้สมัคร คือ นายอภิชิต ประสพรัตน์ ตัวแทนกลุ่ม SME และนายชนะ ภูมี จากบริษัทขนาดใหญ่
- นายเกรียงไกรฝากโจทย์ถึงประธานคนใหม่ให้สานต่อนโยบาย "ONE FTI" และ "4 Go Plus" เพื่อสร้างความเข้มแข็งและยกระดับผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง
- ผู้นำคนใหม่ต้องเผชิญความท้าทายสำคัญในการนำพาภาคอุตสาหกรรมฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาเชิงโครงสร้างในประเทศ
การเปลี่ยนผ่านผู้นำของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กลับมาเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอีกครั้ง เมื่อวาระการดำรงตำแหน่งของ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. คนปัจจุบัน กำลังจะสิ้นสุดลงในเดือนมีนาคม 2569 หลังทำหน้าที่มา 2 สมัย รวมระยะเวลา 4 ปีเต็ม
การเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ในวันที่ 30 มีนาคม 2569 จะนำไปสู่การเลือกประธาน ส.อ.ท. คนที่ 17 ซึ่งจะเข้ามารับไม้ต่อท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไทยสู่ยุคใหม่
ในห้วงเวลาสำคัญนี้ “ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ถึงขั้นตอนการเลือกตั้งผู้นำอุตสาหกรรมครั้งใหม่ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. ตลอดจนความคาดหวังต่อการเลือกตั้ง และโจทย์ใหญ่ที่รอประธานคนใหม่อยู่ข้างหน้า
ขั้นตอนเลือกตั้งผู้นำ ส.อ.ท. คนใหม่
นายเกรียงไกร เปิดเผยว่า การเลือกตั้งคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจะมีขึ้นในการประชุมใหญ่ของ ส.อ.ท. วันที่ 30 มีนาคม 2569 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการเปลี่ยนผ่านผู้นำ หลังจากตนเองครบวาระการดำรงตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรม 2 สมัย
คณะกรรมการชุดใหม่จะประกอบด้วยกรรมการจากการเลือกตั้งจากที่ประชุมประมาณ 248 คน และกรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรม 48 กลุ่ม รวมถึงประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอีกกว่า 100 ตำแหน่ง รวมทั้งหมดประมาณ 372 คน หลังจากได้คณะกรรมการชุดใหม่แล้ว จะมีการประชุมอีกครั้งในเดือนเมษายน ซึ่งโดยปกติจะมีขึ้นก่อนเทศกาลสงกรานต์ เพื่อให้กรรมการทั้ง 372 คนลงคะแนนเลือกประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยคนใหม่ ซึ่งจะเป็นประธานคนที่ 17 ขององค์กร และจะดำรงตำแหน่งวาระละ 2 ปี
กระบวนการดังกล่าวถือเป็นกลไกสำคัญขององค์กรภาคเอกชนที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของภาคอุตสาหกรรมไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและผลักดันนโยบายต่อภาครัฐ
2 แคนดิเดตชิงเก้าอี้ประธาน ส.อ.ท.
สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้สมัครลงชิงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. จำนวน 2 คน ได้แก่ นายอภิชิต ประสพรัตน์ และ นายชนะ ภูมี ซึ่งทั้งสองคนต่างมีบทบาทอยู่ในโครงสร้างของสภาอุตสาหกรรมในปัจจุบัน
โดยนายอภิชิต ประสพรัตน์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) รวมทั้งดูแลสายงานสมาชิกสัมพันธ์ มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการ SME ซึ่งเป็นสมาชิกหลักของ ส.อ.ท.
ปัจจุบันสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมกว่า 16,000 บริษัท เป็นผู้ประกอบการ SME ประมาณ 90% ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเป็นภารกิจสำคัญที่เขาดูแลมาอย่างต่อเนื่อง
ผลงานที่โดดเด่นคือโครงการตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับพนักงานโรงงานทั่วประเทศ โดยการประสานโรงพยาบาลขนาดใหญ่เข้าร่วมประมูลแพ็กเกจตรวจสุขภาพ ทำให้สมาชิกได้รับบริการที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ พร้อมลดต้นทุนได้มากกว่า 30% ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 250,000 คน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 500,000 คนในอนาคต
อีกหนึ่งผู้สมัครคือ นายชนะ ภูมี รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน ซึ่งมาจากเครือบริษัทขนาดใหญ่ โดยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG
“ผู้สมัครทั้งสองคนมีพื้นฐานที่แตกต่างกัน คนหนึ่งมาจากตัวแทน SME ทั่วประเทศ อีกคนมาจากบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายระดับประเทศ” นายเกรียงไกร กล่าว
โจทย์เลือกตั้ง “แข่งนโยบาย ไม่ใช่เล่ห์เหลี่ยม”
นายเกรียงไกรกล่าวว่า การแข่งขันเลือกตั้งในสภาอุตสาหกรรมในอดีตมักมีความเข้มข้นและดุเดือด ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการแข่งขัน แต่สิ่งที่อยากเห็นในการเลือกตั้งครั้งนี้คือการแข่งขันที่โปร่งใสและยุติธรรม“การแข่งขันควรเป็นการแข่งขันที่นโยบาย แข่งผลงาน ไม่ใช่แข่งด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง”
นายเกรียงไกร ย้ำว่า ตำแหน่งประธาน รองประธาน หรือประธานกลุ่มอุตสาหกรรม ล้วนเป็นตำแหน่งที่ไม่มีเงินเดือน เป็นการทำงานเพื่อส่วนรวมและต้องเสียสละเพื่อสมาชิกและภาคอุตสาหกรรมทั้งระบบ ที่นี่เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร การทำงานต้องมีใจ ต้องเป็นตัวแทนของทุกภาคส่วน ไม่ใช่เป็นตัวแทนของแค่บางภาคส่วน โดยผู้นำสภาอุตสาหกรรมจำเป็นต้องสามารถทำงานร่วมกับเครือข่ายอุตสาหกรรมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อสะท้อนปัญหาและผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์ภาคการผลิตอย่างแท้จริง
ฝากสานต่อ “ONE FTI – 4 Go Plus”
ในฐานะผู้นำที่กำลังจะส่งไม้ต่อ นายเกรียงไกรยอมรับว่า สิ่งที่อยากเห็นจากประธานคนใหม่ส่วนหนึ่งคือ การสานต่อนโยบายที่วางรากฐานไว้ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะแนวคิด “ONE FTI” ที่มุ่งสร้างความเป็นเอกภาพของภาคอุตสาหกรรม โดย ONE FTI คือการรวมพลังของทุกภาคส่วน ทำงานเป็น ONE TEAM มี ONE GOAL และ ONE VISION
ส่วนนโยบาย “4 Go” ที่ผลักดันมาตลอดช่วงการดำรงตำแหน่ง(Go Digital & AI,Go Innovation,Go Global,Go Green)ได้เริ่มสร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม และกำลังได้รับการต่อยอดเป็น 4 Go Plus เพื่อเพิ่มการพัฒนาบุคลากร(Go People) และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ (Go Finance)
“สิ่งที่เราทำมา 4 ปี กำลังเดินหน้าไปได้ดี ถ้าหยุดกลางทางจะเสียโมเมนตัมและทรัพยากรที่ลงทุนไปแล้วถ้าเดินหน้าต่อเนื่องจะช่วยยกระดับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว”
โจทย์ใหญ่ผู้นำอุตสาหกรรมยุคใหม่
เมื่อถามถึงโจทย์สำคัญของประธาน ส.อ.ท. คนใหม่ นายเกรียงไกรมองว่า ความท้าทายสำคัญมาจากสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อภาคการผลิตของไทย
ทั้งนี้ประธานคนใหม่จะเข้ามาในช่วงที่โลกมีความท้าทายหนักขึ้น ต้องทำงานใกล้ชิดกับรัฐบาลเพื่อฟันฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน เปรียบเทียบประเทศไทยเหมือนเรือที่กำลังแล่นอยู่ในมหาสมุทรที่เต็มไปด้วยพายุ ขณะที่ตัวเรือเองก็ยังมี “รูรั่ว” จากปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาคอร์รัปชัน
“ถ้าเราอุดรูรั่วสำคัญได้ เรือก็จะเดินทางไปได้ไกลขึ้น แม้ต้องเผชิญคลื่นลมข้างหน้า ซึ่ง การสร้างความเข้มแข็งจากภายในประเทศ พร้อมกับการปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก คือภารกิจสำคัญที่ผู้นำอุตสาหกรรมคนใหม่ต้องรับมือในช่วงเวลาที่กำลังจะมาถึง” นายเกรียงไกร กล่าว











