

KEY
POINTS
วันที่ 18 มีนาคม 2569 วิกฤตเม็ดพลาสติกโลกเริ่มส่งแรงกระเพื่อมถึงภาคธุรกิจ หลังราคาน้ำมันพุ่งดันต้นทุนเม็ดพลาสติกปรับขึ้นต่อเนื่อง 20-40% และมีแนวโน้มแตะระดับสูงกว่านี้ ท่ามกลางความเสี่ยงซัพพลายตึงตัวและการขาดแคลนในระยะ 6–8 เดือน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ส่งผลให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและธุรกิจบรรจุภัณฑ์ต้องเร่งมองหาทางเลือกใหม่
หมอใหญ่-นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารจากเยื่อพืชธรรมชาติย่อยสลายได้ 100% ภายใต้แบรนด์ ‘Gracz’ ให้สัมภาษณ์ ฐานเศรษฐกิจ โดยระบุว่า ต้องเข้าใจก่อนว่าอุตสาหกรรมพลาสติกโลกนั้นผูกติดกับราคาน้ำมันอย่างแยกไม่ออก เมื่อราคาน้ำมันดิบขยับเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนเม็ดพลาสติกก็ปรับตัวตามทันที และเมื่อราคาพุ่งขึ้นไปถึงระดับ 110–120 ดอลลาร์อย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ผลกระทบที่ตามมาก็ไม่ใช่แค่เรื่องของต้นทุน แต่กลายเป็นเรื่องของการขาดแคลนและความไม่แน่นอนในระดับที่ผู้ประกอบการหลายรายไม่เคยเผชิญมาก่อน
นพ.วีรฉัตร ว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อไปถึงเดือนเมษายน ปัญหาเรื่องเม็ดพลาสติกจะไม่ใช่เรื่องของสัปดาห์หน้าหรือเดือนหน้า แต่จะกินเวลาไปอีก 6-8 เดือนเป็นอย่างน้อย และหากสถานการณ์ลากยาวกว่านั้น ผลกระทบก็จะยืดเยื้อตามไปด้วย ราคาพลาสติกในตลาดปัจจุบันปรับขึ้นไปแล้ว 20-40% และในกรณีเลวร้ายที่สุด ตัวเลขนั้นอาจพุ่งไปถึง 50-100%ในฝั่งของผู้ใช้
ภาพที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือร้านอาหาร ผู้ค้าส่ง และ Modern Trade จำนวนมากเริ่มตกอยู่ในสถานการณ์ที่ "สั่งพลาสติกไม่ได้ หาซื้อไม่ได้" ขณะที่ราคาก็กำลังพุ่งสูงขึ้นทุกวัน ธุรกิจที่ต้องพึ่งพาบรรจุภัณฑ์ทุกวันเพื่อให้บริการลูกค้าจึงเริ่มต้องมองหาทางออก และนั่นคือจุดที่ Gracz เริ่มเข้ามาอยู่ในสายตาของผู้ประกอบการมากขึ้นเรื่อยๆ
นพ.วีรฉัตร นิยามโอกาสที่เกิดขึ้นในวิกฤตครั้งนี้ด้วยคำสั้นๆ "2 เด้ง" ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่แค่โอกาสทางธุรกิจ แต่เป็นโอกาสเชิงระบบที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมของทั้งอุตสาหกรรม
เรื่องเเรก คือโอกาสทาง "ราคา" ที่เกิดขึ้นโดยตรงจากวิกฤต เมื่อพลาสติกแพงขึ้นและขาดตลาด บรรจุภัณฑ์จากเยื่อพืชธรรมชาติของ Gracz ซึ่งเดิมถูกมองว่าแพงกว่า กลับกลายเป็นตัวเลือกที่ถูกกว่าในเวลานี้ ทีมงานของบริษัทตัดสินใจว่าจะ "ตรึงราคา" ไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และวัตถุดิบบางส่วนจะปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน เพราะเข้าใจดีว่าคือโอกาสและการรักษาราคาไว้ในช่วงเวลานี้คือการลงทุนระยะยาว
ล่าสุดผู้ประกอบการร้านอาหารและธุรกิจ Food Packaging จำนวนมากที่เคยมองว่า "อยากเปลี่ยนแต่ต้นทุนแพงกว่า" กำลังมาถึงจุดที่การตัดสินใจง่ายขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะตอนนี้ราคาไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นแรงผลักดันให้เปลี่ยนเสียด้วยซ้ำ
เรื่องที่สอง คือ "โอกาส" ที่ผู้บริโภคทั่วประเทศจะได้หยุดสัมผัสกับสารก่อมะเร็งและไมโครพลาสติกในอาหารของตนเอง บรรจุภัณฑ์ Gracz ทำจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าวและชานอ้อย ซึ่งหากไม่ถูกนำมาใช้ก็มักถูกเผาทิ้ง สร้างมลพิษ PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทยทุกปี การนำวัสดุเหล่านี้มาแปรรูปเป็นบรรจุภัณฑ์จึงไม่เพียงแต่ลดขยะพลาสติก แต่ยังลดมลพิษทางอากาศและเพิ่มมูลค่าให้กับภาคการเกษตรไปพร้อมกัน
ถือเป็นโอกาสในการที่จะทำให้คนไม่ต้องเป็นมะเร็งและไม่มีไมโครพลาสติก เป็นหน้าที่หลักที่เราคิดมาตั้งนาน แล้วก็วางแผนเรื่องนี้มาตั้งนาน อยากให้คนไทยไม่ต้องเป็นมะเร็ง และไม่ต้องมีไมโครพลาสติกในอาหาร ซึ่งมาตรงกับสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้นพอดี ตอนนี้ก็แพลนจะวางแผนทำกำลังการผลิตให้เต็ม 7 วัน 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับกับ Demand ที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งก็มีโอกาสในการสื่อสารไปให้ผู้บริโภคทุกคนว่าพอพลาสติกราคาแพง ซึ่งจริงๆ ผู้บริโภคส่วนใหญ่อยากเปลี่ยนอยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมารู้สึกพลาสติกยังราคาถูก แล้วต้องดูแลต้นทุนก็เลยไม่เปลี่ยน แต่พอถึงจังหวะนี้เป็นโอกาสที่เรารู้ว่าคนที่อยากเปลี่ยนอยู่แล้ว เขาจะตัดสินใจเปลี่ยนได้ง่าย เพราะพลาสติกแพง
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อบรรจุภัณฑ์ Gracz ถูกทิ้งแล้ว มันจะย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ภายใน 45 วัน ช่วยหมุนเวียนธาตุอาหารกลับสู่ดิน สร้างต้นไม้ที่จะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และปล่อยออกซิเจนคืนสู่ชั้นบรรยากาศ ในยามที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศและผลพวงจากความขัดแย้งที่ก่อให้เกิดมลพิษมหาศาล วัฏจักรที่ดีงามนี้คือสิ่งที่ นพ.วีรฉัตร เรียกว่า "การช่วยโลกจากอีกด้านหนึ่ง"
จากวิสัยทัศน์สู่การเดินเครื่องเต็มกำลัง
สัญญาณจากตลาดที่ นพ.วีรฉัตร รับรู้ได้ในช่วงเวลานี้ชัดเจนมากกว่าที่เคย คือ สัญญาณจาก Modern Trade รายใหญ่เริ่มเข้ามาถี่ขึ้น ผู้ค้าส่งบรรจุภัณฑ์ที่เคยเต็มร้านไปด้วยพลาสติกและโฟมเริ่มส่งคำสั่งซื้อมาในปริมาณที่มากขึ้น และร้านอาหารขนาดกลางถึงใหญ่ที่ไม่เคยสนใจทางเลือกอื่นก็เริ่มสอบถามราคาและเงื่อนไขการจัดส่ง
ตอนนี้ก็จะเป็นกลุ่มร้านค้าร้านอาหารที่เป็นร้านอาหารใหญ่นะครับ ร้านกลุ่มที่เป็น Modern Trade แล้วก็กลุ่มที่เป็นร้านที่ขายของ Food Packaging ขายโฟม ขายพลาสติก พวกนี้จะไม่มีพลาสติกเข้าร้าน เขาสั่งของไม่ได้ก็เริ่มขยับมาซื้อเราเยอะเพิ่มขึ้น เพราะยังไงร้านอาหารก็ยังต้องขายอาหาร เขาใช้พลาสติกแพง เขาก็มาใช้ของเราแทน
การตอบสนองของ Gracz ต่อสัญญาณเหล่านี้คือการเตรียมรับมือ โดยบริษัทวางแผนเดินเครื่องการผลิตเต็ม 7 วัน 24 ชั่วโมง เพื่อให้ Supply ที่จะไหลออกไปสู่ตลาดมีปริมาณเพียงพอต่อ Demand ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ นพ.วีรฉัตร ให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือการสื่อสาร เพราะเชื่อว่าวิกฤตนี้คือโอกาสสั้นๆ ที่จะเปลี่ยน Mindset ของผู้บริโภคและผู้ประกอบการให้ได้รับรู้ว่ามีทางเลือกที่ดีกว่าโดยได้เปรียบเทียบกับพฤติกรรมของตลาดน้ำดื่มในอดีตที่น่าสนใจมาก
ครั้งหนึ่งในตลาดมีทั้งขวดน้ำแบบใสราคา 10 บาท และขวดแบบขุ่นราคา 5 บาท แม้ขวดขุ่นจะถูกกว่าครึ่ง แต่เมื่อผู้บริโภคได้ทดลองและคุ้นเคยกับขวดใสแล้ว ขวดขุ่นก็ค่อยๆ หายไปจากตลาดโดยไม่มีใครต้องบังคับ ผมคิดว่าเรื่องใหญ่ที่สุดคือ ในสถานการณ์ที่เป็นอย่างเราต้องรีบทำให้คนคุ้นเคย สื่อสารให้คนรู้ว่าการใช้ของที่มาจากเยื่อพืชธรรมชาติจริงๆ มันลดภาระสังคมและลดการเป็นมะเร็ง อย่างน้อยคนกลุ่มหนึ่งสามารถที่จะปรับ Mindset และเปลี่ยนพฤติกรรม เพราะว่าได้ลองใช้ รู้ว่าดีก็จะเปลี่ยนพฤติกรรม เพราะหลายครั้งไม่ได้แปลว่าของราคาถูกแล้วเราจะใช้
Gracz กำลังมุ่งหวังจะสร้างในช่วงวิกฤต นั่นคือ การสร้างพฤติกรรมและความคุ้นเคยที่ยั่งยืน เพื่อให้เมื่อวันที่พลาสติกราคาลดลงกลับสู่ระดับปกติ ผู้บริโภคและผู้ประกอบการที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงนี้แล้วจะไม่หวนกลับไปใช้สิ่งที่ตนรู้ดีว่ามันไม่ดีกับตัวเองและไม่ดีกับโลก
นโยบายภาครัฐต้องก้าวทัน
ในมุมมองของ นพ.วีรฉัตร การเปลี่ยนแปลงระดับอุตสาหกรรมไม่อาจอาศัยแรงผลักดันจากกลไกตลาดเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะเมื่อมองภาพรวมในระดับนโยบายของประเทศ ประเทศไทยในปัจจุบันนำเข้าเม็ดพลาสติกเกือบทั้งหมดจากต่างประเทศ ซึ่งหมายความว่าทุกบาทที่ผู้บริโภคจ่ายเพื่อซื้อบรรจุภัณฑ์พลาสติก คือเงินที่ไหลออกนอกประเทศ ขณะที่วัตถุดิบสำหรับบรรจุภัณฑ์จากธรรมชาติอย่างฟางข้าวและชานอ้อยนั้น มีอยู่มากในผืนนาและไร่อ้อยทั่วประเทศ แต่กลับถูกเผาทิ้งอยู่ทุกปี
หากกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งการท่องเที่ยวเป็นแหล่งที่ใช้พลาสติกมากที่สุด สามารถร่วมกันผลักดันนโยบาย "Less Plastic" หรือ "No Plastic in Food Packaging" อย่างเป็นรูปธรรม ผลที่ได้จะไม่ใช่แค่การลดขยะพลาสติก แต่จะเป็นการสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ที่เชื่อมเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและอ้อยเข้ากับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์โดยตรง ลดการนำเข้า เพิ่มรายได้ให้ภาคการเกษตร ลดมลพิษจากการเผา และปกป้องสุขภาพของผู้บริโภคทั้งประเทศไปพร้อมกัน
ผมคิดว่าในเชิงนโยบายก็พยายามจะทำให้ในเรื่องของการใช้น้ำมันลดลง เพราะคนก็รู้สึกว่าน้ำมันที่มีราคาเดี๋ยวมันจะแพงขึ้น ตอนนี้ยังไม่แพงเพราะคุมไว้อยู่ เชื่อว่าเดี๋ยวคงจะต้องปล่อยราคาน้ำมันให้แพงขึ้นระดับนึง ซึ่งการลดปริมาณการใช้น้ำมันก็เป็นเรื่องหนึ่ง เช่นกัน พลาสติก ผมคิดว่าก็ต้องลดปริมาณการใช้พลาสติกในเชิงนโยบายไปด้วย ซึ่งจริงๆนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นในเชิงของกระทรวงสาธารณสุขเอง กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ท่องเที่ยวด้วย เพราะว่าท่องเที่ยวเป็นแหล่งที่ใช้พลาสติกเยอะที่สุด ถ้าเป็นนโยบายภาพรวมว่า จะ No Plastic หรือ Less Plastic ประเทศไทยที่ใช้กับอาหารจะช่วยคนไทยได้เยอะ แล้วได้ใช้ของที่มาจากทางการเกษตรของประเทศไทยมาทดแทน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง