
ครม.ไฟเขียว “ประกันสังคม”เยียวยาแรงงาน 1 ล้านคน 2.1หมื่นล้าน
ครม.เคาะสิทธิชดเชยเลิกจ้างผู้ประกันตนตามมาตรา33 ครอบคลุมกรณีนายจ้างหยุดกิจการเอง คาดใช้สิทธิ 1 ล้านคน วงเงิน 2.1หมื่นล้าน
นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบทบทวนกลุ่มผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ของกองทุนประกันสังคม ที่จะได้รับเงินชดเชยจากกรณีที่สถานประกอบการปิดกิจการจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งเป็นไปตามกฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง ประกันสังคมยอมจ่าย ชี้“โควิด”เหตุสุดวิสัย
การปรับปรุงนี้เพื่อให้ครอบคลุมกรณีเกิดเหตุสุดวิสัยถึงขนาดที่นายจ้างต้องหยุดประกอบกิจการไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนเป็นการชั่วคราว โดยลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน ไม่ว่าสามารถทำงานได้และไม่ได้รับค่าจ้างในระหว่างนั้น
รวมไปถึงกรณีนายจ้างหยุดประกอบกิจการเองหรือหยุดประกอบกิจการตามคำสั่งของทางราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อหรือกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินก็ตาม
โดยลูกจ้างซึ่งไม่ได้รับค่าจ้างมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน ในอัตรา 62% ของค่าจ้างรายวัน โดยให้ได้รับตลอดระยะเวลาที่นายจ้างหยุดประกอบกิจการ แต่ไม่เกิน 90 วัน
นายสุทธิ กล่าวว่า ขณะนี้มีแรงงานที่เป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา33 ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อยู่ประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งหากทุกคนใช้เงินชดเชย คาดว่าจะใช้งบประมาณอยู่ 7,000 ล้านบาทต่อเดือน รวม 3 เดือนใช้ประมาณ 21,000 ล้านบาท ซึ่งกองทุนประกันสังคมมีเงินเพื่อรองรับส่วนนี้เพียงพอ
ปัจจุบันกองทุนประกันสังคมมีเงินการจ่าบประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานสำหรับร164,000 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเงินชราภาพ 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นเงินออมที่ไม่ควรไปแตะต้องอยู่แล้ว ส่วนกรณีผู้ว่างงานจากภาวะเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่ผลกระทบของโควิด-19 ก็มีการสำรองเงินไว้รองรับอยู่แล้ว โดยมีเงินเพียงพอรองรับเป็นเวลา 2 ปี
“หลังจากนี้จะเป็นขั้นตอนนำ มติที่ ครม.อนุมัติ ไปออกเป็นประกาศกระทรวงต่อไป ซึ่งคาดว่าจะออกประกาศวันศุกร์ที่ 17เม.ย.นี้” นายสุทธิกล่าว
ผู้สื่อข่าว รายงานว่าการปรับปรุงเกณฑ์ผู้ประกันตนที่จะได้รับเงินชดเชยครั้งนี้ ต่อเนื่องจากมติ ครม. เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2563 ที่ได้ทบทวนอัตราและระยะเวลาการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานตามร่างกฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย ตามมาตรา 79/1(ว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย) โดยได้แก้ไขให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินทดแทน จากเดิมในอัตรา 50% ของค่าจ้างรายวัน เป็น 62% ของค่าจ้างรายวัน โดยให้ได้รับตลอดระยะเวลาที่ผู้ประกันตนไม่ได้ทำงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัยแต่ไม่เกิน 90 วัน แต่การพิจารณารอบดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมสถานประกอบการที่หน่วยงานรัฐไม่มีคำสั่งหยุดประกอบกิจการ
สำหรับอัตราเงินชดเชยที่ 62% ของรายได้รายวันแต่ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือนนี้ จะทำให้ผู้ประกันตนได้รับเงินชดเชยประมาณ 5,045-9,300 บาทต่อเดือน








