
ดีลซื้อขายหุ้นTSGH กับ HBIS คาดจบพ.ค.นี้ มั่นใจกลุ่มทุนใหม่จะสร้างผลกำไร
ดีล ซื้อขายหุ้น ระหว่าง TSGH กับ HBIS คาดจบในเดือน พ.ค.นี้ มั่นใจกลุ่มทุนใหม่จะสร้างผลกำไรให้กับบริษัทจากนโยบายเน้นการขยายตลาด ขณะที่ผลประกอบการครึ่งปีแรก 62/63ยังเติบโตดีกว่าปีก่อน เตรียมเสนองบลงทุนเพิ่มเป็น 400 ล้านบาท เพื่อนำไปปรับปรุงการผลิต
มร.ราจีฟ มังกัล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย ถึงความคืบหน้าการขายหุ้นให้กับ กลุ่มทุน Hebsteel Global Holding Pte.Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้นทั้งหมดโดย HBIS Group Co.,Ltd. (HBIS)ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจจากจีน มีการลงทุนการขายหุ้นกับ T S Global Holhings Pte.Ltd. (TSGH) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่แล้วในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ในสัดส่วน70% มีการดำเนินการในในขั้นตอนต่างๆอยู่ เนื่องจากHBIS เป็นรัฐวิสาหกิจ ดังนั้นการจะดำเนินการขยายการลงทุนในต่างประเทศ หรือ ปรับโครงสร้างผู้บริหาร จะต้องรอให้การเจรจาซื้อขายเรียบร้อยก่อน และคาดว่าทุกอย่างน่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนพ.ค.นี้
“เชื่อว่าจะมีผลกำไรดีต่อบริษัทและกลุ่มอื่นในเครือบริษัท เพราะผู้ถือหุ้นรายใหม่ มีนโยบายในการขยายการลงทุนในต่างประเทศ และในไทยในระยะยาว โดยล่าสุดที่ประชุมบอร์ดได้มีการอนุมัติงบลงทุนไว้ 200 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงการผลิตเพื่ออัพเกรดเหล็กลวดเป็นเหล็กลวดคาร์บอนสูง และเพิ่ม โปรดัสมิกซ์ (product Mix) และเตรียมเสนองบลงทุนเพิ่มเป็น 400 ล้านบาทจากปกติใช้งบ 200-250 ล้านบาท ให้กับผู้ถือหุ้นรายใหม่คือกลุ่ม HBIS เพื่อนำไปปรับปรุงการผลิต ปรับปรุงต้นทุน ควบคุมต้นทุนการผลิต”
ส่วนแนวโน้มผลประกอบการในครึ่งแรกของงวดปี 62/63 (เม.ย.-ก.ย. 62) เติบโตดีกว่าครึ่งแรกปีก่อน จากยอดขายและราคาดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ครึ่งหลังของงวดปี 61/62 บริษัทขาดทุนเนื่องจากบริษัท เหล็กก่อสร้างสยาม จำกัด (SCSC)หยุดผลิตไป 1 เดือนหลังโรงงานเกิดเหตุระเบิด ในไตรมาส 3 และในไตรมาส 4 ส่งผลให้ราคาสินค้าสำเร็จรูปลดลงมากฉุดภาพรวมทั้งปีของบริษัท โดยปัจจุบัน TSTH มี 3 โรงงาน รวมกำลังการผลิต 1.7 ล้านตัน แบ่งเป็นเหล็กเส้น 1 ล้านตัน เหล็กลวด 6 แสนตันและเหล็กอื่นอีก 1 แสนตัน โดยใช้กำลังการผลิต 1.2 ล้านตัน ดังนั้น หากตลาดเติบโตดีก็สามารถผลิตได้ทันที ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม
อย่างไรก็ตามบริษัทคาดว่าปริมาณการขายของบริษัทในงวดปี 62/63 (เม.ย.62-มี.ค.63) จะโต 5-10% จากปีก่อนที่มีปริมาณขาย 1.15 ล้านตัน และคาดว่าความต้องการเหล็กในประเทศของปีนี้น่าจะขยายตัวที่5-6%จากการเติบโตความต้องการเหล็กภายในประเทศที่คาดว่าปีนี้จะเติบโต 5-6% หรือทรงตัว แม้ว่าจะมีโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคของรัฐและอุตสาหกรรมรถยนต์ที่มียอดขายเติบโต แต่เนื่องจากการเลือกตั้งที่ยังไม่ชัดเจนอาจส่งให้โครงการของภาครัฐต้องเลื่อนออกไปซึ่งอาจจะกระทบกับความต้องการใช้เหล็กได้ แต่ทั้งนี้บริษัทไม่ได้เน้นโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐอย่างเดียวโดยมีแผนจะผลักดันยอดขายของเหล็กลวดเพิ่มขึ้นและจำหน่ายไปที่ห้างค้าปลีกและส่งออกมากขึ้น ซึ่งการส่งออกในปีนี้คาดว่าจะมีสัดส่วน 11.5-12% ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อน โดยตลาดหลักยังอยู่ที่อินเดีย ลาว กัมพูชา อินโดนีเซีย และเริ่มส่งออกไปที่มาเลเซีย เทียนมา ส่วนที่ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ได้ขอใบอนุญาตนำเข้า
“เงินบาทที่อ่อนค่าช่วยสนับสนุนให้ยอดส่งออกของบริษัทโดยขณะนี้เงินบาทอยู่ที่32บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าปีนี้เงินบาทจะอ่อนตัวมาที่ 32.50-33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากปีก่อนเงินบาทอยู่ที่ 31.00-31.50 ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้บริษัทยังคงเน้นตลาดในประเทศเพราะมีกำไรดีกว่า”
สำหรับราคาเหล็กเส้นและเหล็กลวดในประเทศปรับตัวขึ้นมา 1 บาทเศษ จากปีก่อนอยู่ที่ 18 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มเป็น 19-20 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนปัญหาเหล็กคาร์บอนต่ำที่ทะลักเข้ามาจากเวียดนาม 10,000-12,000 ตันต่อเดือน จากเดิมทะลักเข้ามาเพียง 4,000 ตันต่อเดือน และจากมาเลเซียที่เข้ามา 3,000-4,000 ตันต่อเดือน ยังคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดและรายงานให้กระทรวงพาณิชย์ใช้มาตรการทุ่มตลาด ส่วนปริมาณเหล็กจากจีนนั้นขณะนี้เข้ามาไทยน้อยลงเนื่องจากโรงงานในจีนลดลง และจีนต้องปรับปริมาณการขายให้สอดคล้องกับการผลิต










