
หยุด วัคซีนประชานิยม
หยุด วัคซีนประชานิยม : คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3684 หน้า 6 ระหว่างวันที่ 3-5 มิ.ย. 2564 โดย...กาแฟขม
*** สถานการณ์โควิดในไทยยังคงวิกฤติรุนแรง ปลายเดือนพ.ค. ยอดผู้ติดเชื้อยังคงสูงลิบลิ่วอยู่ที่ 3-4 พันต่อรายต่อวัน ก้าวกระโดดจากอันดับที่ 84 ไปอยู่ที่ 82 ของโลกในระยะเวลาสั้นๆ ยอดผู้เสียชีวิตก็มีจำนวนมากขึ้น ยอดผู้ป่วยสะสมก็มีจำนวนมากขึ้น แต่ยอดของผู้รักษาหายกลับบ้านได้ก็มีจำนวนไม่น้อยเช่นกัน ล่าสุดวันที่ 31 พ.ค.2564 ศบค.รายงานติดเชื้อเพิ่ม 5,485 ราย สะสมระลอกที่สาม 130,929 ราย สะสมทั้งหมด 159,792 ราย รักษาหายดีกลับบ้านได้ 3,101 ราย รักษาหายสะสม 80,919 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 19 ราย เสียชีวิตสะสมระลอกสาม 937 ราย และเสียชีวิตสะสมทั้งหมด 1,031 ราย
*** สถานการณ์โควิดวิกฤติที่ว่าก่อให้เกิดให้ผลกระทบต่อเนื่อง ตามมาเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะเศรษฐกิจ ปากท้อง เศรษฐกิจรายเล็กรายน้อยม้วนเสื่อ ขณะที่รายใหญ่รายกลางประคับประคองต่อไปได้ ดูจากผลประกอบการไตรมาสแรกที่ออกกันมายังมีกำไรพอไปกันได้ ฉนั้นต้องช่วยรายย่อย คนเล็กคนน้อยให้อยู่รอดให้ได้ ถ้าผู้มีอำนาจรายใด หรือผู้บริหารในรัฐบาลรายใด มีแนวคิดอุตริปล่อยให้รายย่อยตายโดยไม่ช่วย ความซวย หรือ กรรมนั้นจะย้อนมาทิ่มแทงรัฐบาลเป็นแม่นมั่น
*** เตือนกันชัดๆ อีกรอบ ทุกฝ่ายต้อง ระมัดระวังอย่างเคร่งครัด จาก หมอธีระ วรธนารัตน์ ที่บอกว่าให้ระวังสถานที่ทำงาน รวมถึงสถานประกอบกิจการค้าขายและบริการที่มีคนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิศ ตลาด โรงงาน สถานพยาบาล และสถานที่ลักษณะอื่นๆ ที่ให้บริการวัคซีน ขนส่งสาธารณะ ทั้งรถเมล์ รถปรับอากาศ รถตู้ เครื่องบิน รถไฟ รถไฟฟ้า ฯลฯ ที่อยู่อาศัยที่มีคนจำนวนมาก เช่น ชุมชนแออัด หอพัก อพาร์ตเมนท์ แฟลต คอนโด ให้ออกจากบ้านเท่าที่จำเป็น ใส่หน้ากาก 2 ชั้น ชั้นในเป็นหน้ากากอนามัย ชั้นนอกเป็นหน้ากากผ้า พกเจล หรือ สเปรย์แอลกอฮอล์ติดตัว ไว้ล้างมือบ่อยๆ หลังจับต้องสิ่งของสาธารณะ พบปะคนน้อยๆ สั้นๆ และอยู่ห่างจากคนอื่นมากๆ เลี่ยงการกินดื่มในร้านอาหาร โรงอาหาร หรือศูนย์อาหาร ซื้อกลับไปแยกกินเองคนเดียว ระวังสุขาสาธารณะ ปิดฝาก่อนกดชักโครก ล้างมือทุกครั้งใส่หน้ากากเสมอขณะใช้สุขา
*** โควิดวิกฤติที่ประชาชนถามหากันให้ควั่กตอนนี้ คือ วัคซีนอยู่ไหน ประชาชนต้องการวัคซีนทางเลือกเป็นทางรอดของเขาอย่างแท้จริง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องแก้ปัญหาบริหารจัดการวัคซีนแบบเป็นคนไม่เมาหมัด เซไปเซมา หรือพาวัคซีนให้เป็นเรื่องการเมืองอย่างที่เขานินทากันทั่วทั้งพารา การเมืองแบบไหน ก็การเมืองเรื่องวัคซีนที่จัดสรรไปตามฐานคะแนนเสียง วัคซีนประชานิยม ซึ่งการคิดที่จะทำเช่นนั้น หรือทำเช่นนั้นไปแล้ว ได้บ่อนทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจสั่งสมของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ก่อให้เกิดวิกฤติศรัทธาและในที่สุดจะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว สถานการณ์บริหารวัคซีนของรัฐบาลกำลังนำไปพาไปสู่จุดนั้น เสียงจากหมอ นักวิชาการ นักธุรกิจ ประชาชน เริ่มดังขึ้นทุกขณะ ถึงกับขอบริหารประเทศแทนชั่วคราวอันเป็นการแสดงอาการสุดทนแล้ว “คนรักลุงตู่” ทุกวงการเปลี่ยนใจกันแล้ว ตรองให้ดีๆ จากคนรักกลายเป็นแค่คนเคยรักความรู้สึกพลิกกลับเป็นตรงข้ามเจ็บปวดอย่างไร
*** การเมืองเริ่มเดือดหลังเปิดสภาฯ อภิปรายพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2565 เมื่อส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นจวกการจัดงบประมาณของนายกฯ โดย ชาดา ไชยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี คนดังลุกขึ้นอภิปรายกลางสภา จัดสรรงบประมาณที่ไม่ให้เกียรติพี่น้องประชาชน เพราะรัฐบาลมีการตัดงบกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) แทบทุกกรม “หรือสำนักงบประมาณคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะไม่รัก นายอนุทิน หัวหน้าพรรค เสียแล้ว ถึงได้ตัดงบประมาณแบบนี้ ก็อยากจะบอกว่า หัวหน้าครับ ถ้าเขาไม่รักก็กลับบ้านเราเถอะ” ตามด้วย ภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง จัดสรรงบที่ไม่เป็นไปตามเป้า ไทยกำลังเผชิญกับมหาวิกฤติโควิด การจัดสรรจึงต้องจัดสรรไปที่กระทรวงหลักๆ คือ กระทรวงสาธารณสุข เสนองบประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท เพื่อจัดซื้อวัคซีน 70 ล้านโดส เป็นความเจ็บปวดของกระทรวงสาธารณะสุข สวนทั้งกับนโยบายนายกฯ ในการเร่งฉีดวัคซีนให้กับประชาชนทั่วประเทศ
*** ไปที่เรื่องอื่นๆ บ้าง อย่างพืชผลทางการเกษตร กรณีโครงสร้างราคาปาล์ม ชโยดม สุวรรณวัฒนะ ประธานกลุ่มคนปลูกปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย ลุกขึ้นมาทวงถาม “โครงสร้างราคาปาล์ม” วันนี้ทำไมประเทศไทยไม่มี ทำไมไม่เกิด ถ้าทำไม่สำเร็จภายใน 30 วัน จะเผาหุ่นนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์โชว์ ถามว่าทำไมต้องมีโครงสร้างราคา ก็เพื่อความเป็นธรรมตลอดสายการผลิต สะท้อนราคาตั้งแต่ผลปาล์ม ไบโอดีเซล ถึงน้ำมันปาล์มขวด ตั้งแต่เกษตรกร ลานเท โรงสกัด โรงกลั่น ต้องมีราคาแต่ละช่วงที่เป็นธรรม ไม่ลักลั่นส่วนอื่นฟันกำไรแต่เกษตกรไม่ได้อะไร ทำไมถึงคลอดโครงสร้างราคาเป็นธรรมไม่ได้ ใครไปบัง ไปผลัก ในการกำหนดกติกาไว้ โครงสร้างออกช้าใครได้ประโยชน์ รัฐจะปกป้องผลประโยชน์ให้ใคร นายทุนหรือเกษตรกร
*** ข่าวดีต้องบันทึกให้อ่านกัน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ออกมาตรการสินเชื่อรายย่อย 3 มาตรการ ตั้งเป้าหมายช่วยลูกค้าสินเชื่อบุคคล 6 หมื่นล้านบาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระทางการเงินให้กับลูกค้าสินเชื่อรายย่อยที่ได้รับผลกระทบของโควิด-19 ระลอกใหม่ที่รุนแรงและขยายวงกว้างในเวลาอันรวดเร็ว มีสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อ Home for Cash สินเชื่อกรุงไทยบ้านให้เงิน (Home Easy Cash) วงเงินกู้แบบมีกำหนดระยะเวลา (Term Loan) จะพักชำระเงินต้นและชำระดอกเบี้ยบางส่วน สูงสุด 12 เดือน หรือ ขยายระยะเวลาโดยลดอัตราผ่อนชำระ สูงสุด 12 เดือน หรือพักชำระเงินต้น โดยชำระเฉพาะดอกเบี้ย สูงสุด 3 เดือน สินเชื่อส่วนบุคคล วงเงินกู้แบบมีกำหนดระยะเวลา (Term Loan) ลดการผ่อนชำระค่างวดลง 30% นานสูงสุด 6 เดือน สินเชื่อวงเงินกู้แบบหมุนเวียน (Revolving Loan) ได้แก่ สินเชื่อกรุงไทยธนวัฏ สินเชื่อกรุงไทยธนวัฏ 5 Plus ปรับเป็นวงเงินกู้แบบมีกำหนดระยะเวลา (Term Loan) ได้นาน 48 งวด หรือตามความสามารถในการชำระหนี้ แถมมาตรการฟื้นฟูธุรกิจอีก 3 หมื่นล้านบาท
*** ยังมีมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูสำหรับผู้ประกอบการอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ต่อปี ใน 2 ปีแรก (อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 5 ปี ไม่เกิน 5% ต่อปี) ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 10 ปี ได้รับยกเว้นดอกเบี้ย 6 เดือนแรก รวมทั้งได้รับการค้ำประกันสินเชื่อจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) นานสูงสุด 10 ปี เปิดกว้างให้ทั้งลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ กรณีลูกค้าเดิมที่มีวงเงินไม่เกิน 500 ล้านบาท ณ 28 กุมภาพันธ์ 2564 ขอกู้ได้ไม่เกิน 30% ของวงเงินเดิมที่มีอยู่กับธนาคาร สูงสุดไม่เกิน 150 ล้านบาท ตามด้วยมาตรการพักทรัพย์ พักหนี้ เพื่อช่วยเหลือลูกค้าธุรกิจที่มีศักยภาพและมีทรัพย์สินเป็นหลักประกันให้สามารถลดภาระทางการเงินชั่วคราว ในช่วงที่รอให้ธุรกิจฟื้นตัว ด้วยวิธีการโอนทรัพย์ชําระหนี้และได้รับสิทธิซื้อทรัพย์คืนในอนาคต ในราคาต้นทุนรับโอนบวกค่าธรรมเนียม Carrying Cost 1 % และบวกค่าใช้จ่ายในการดูแลทรัพย์ที่ธนาคารจ่ายตามจริง หักค่าเช่าที่ลูกค้าชำระมาแล้ว กรุงไทยให้ความช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มต่อเนื่อง โดย ณ สิ้น 31 มี.ค. 64 มีสินเชื่อที่ธนาคารให้ความช่วยเหลือตามมาตรการธนาคารแห่งประเทศไทยกว่า 1.3 แสนล้านบาท
ข่าวที่เกี่ยวข้อง






