
Trading Card Game สินค้าสมมติ และการสะสมทุนล้นเกิน
Trading Card Game สินค้าสมมติ และการสะสมทุนล้นเกิน : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย...ผศ.ดร.กุลลินี มุทธากลิน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4244
KEY
POINTS
- การ์ดเกม (TCG) ได้เปลี่ยนสถานะจากของเล่นกลายเป็น "สินค้าสมมติ" ที่มูลค่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้งานเพื่อเล่นเกม แต่มาจากการเก็งกำไรและความขาดแคลนเทียมในตลาดรอง
- ปรากฏการณ์บูมของ TCG เป็นภาพสะท้อนของการแก้ปัญหาวิกฤต "การสะสมทุนล้นเกิน" โดยเปลี่ยนการ์ดให้เป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนระยะยาว เพื่อดูดซับเงินทุนส่วนเกินออกจากระบบ (การจัดการด้วยเวลา)
- ภาคธุรกิจ TCG ยังใช้การแก้ปัญหาทุนล้นเกินด้วยการขยายตลาดไปยังภูมิภาคใหม่ๆ และสร้างพื้นที่ดิจิทัลผ่านเกมออนไลน์ เพื่อระบายสินค้าและแสวงหาผู้บริโภคกลุ่มใหม่ (การจัดการด้วยพื้นที่)
Trading Card Game หรือ TCG คือ การ์ดเกมประเภทที่ผู้เล่นจะต้องสะสมการ์ดจากหลาย ๆ แหล่ง เช่น การซื้อซองสุ่ม การซื้อกล่องเริ่มเล่น หรือการแลกเปลี่ยนกับผู้เล่นคนอื่น เพื่อนำการ์ดเหล่านั้นมาจัดเป็นสำรับเฉพาะตัวที่เรียกว่า "เด็ค" (Deck) ตามกลยุทธ์ของตัวเอง แล้วนำไปใช้เล่นแข่งขันกับผู้เล่นคนอื่น
สิ่งที่ทำให้ TCG แตกต่างจากการ์ดเกมทั่วไป คือ การจัดเด็คอิสระ โดยเกมจะกำหนดกฎพื้นฐานไว้ว่า ในหนึ่งเด็คต้องมีการ์ดกี่ใบ ผู้เล่นสามารถเลือกการ์ดที่ตัวเองชอบ หรือ คิดว่าเก่งมารวมกันได้อย่างอิสระ ทำให้เด็คของแต่ละคนมีความหลากหลายและไม่ซ้ำกัน
ทั้งนี้การ์ดแต่ละใบจะมีความหายากแตกต่างกัน ตั้งแต่การ์ดธรรมดาไปจนถึงการ์ดฟอยล์ หรือ การ์ดภาพพิเศษที่มีจำนวนจำกัด นอกจากนี้ TCG ส่วนใหญ่จะมีการจัดแข่งขันอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ระดับร้านค้าภายในท้องถิ่น ระดับประเทศ ไปจนถึงการแข่งขันชิงแชมป์โลก
TCG ที่ได้รับความนิยมสูงไล่เรียงไปตั้งแต่ Magic: The Gathering ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ TCG Pokémon TCG ที่มีภาพการ์ดสวยงาม เข้าถึงทุกเพศทุกวัย Yu-Gi-Oh! TCG จนถึง One Piece TCG เกมการ์ดจากการ์ตูนวันพีซที่กำลังมาแรงและมีมูลค่าสูง
ปรากฏการณ์บูมของการ์ดเกมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ จากเดิมที่ TCG เป็นเพียงของเล่นสำหรับเด็ก หรือ งานอดิเรกของคนเฉพาะกลุ่ม กลายมาเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่มีมูลค่าซื้อขายรวมกันในตลาดโลกสูงถึงระดับหลายพันล้านไปจนถึงหมื่นล้านบาท
ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าว เกิดจากการประสานกันของหลายปัจจัย ตั้งแต่พลังของวัฒนธรรมป๊อป และความถวิลหาอดีตของเด็ก ๆ ในยุคที่เคยวิ่งเล่นเปิดซองการ์ดโปเกมอน หรือ ยูกิโอในอดีต วันนี้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีกำลังซื้อ ทำให้หลายคนหวนกลับมาสะสมการ์ดเพื่อเติมเต็มความฝันในวัยเด็ก
กระดาษพิมพ์ลายขนาดเท่าฝ่ามือในวันนี้ จึงกลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่าไม่ต่างจาก งานศิลปะ นาฬิกาหรู หรือ รถคลาสสิก นักสะสมไม่ได้มองแค่ความสามารถของการ์ดในการเอาไปเล่นจัดเด็คอีกต่อไป แต่มองถึงมูลค่าที่เติบโตขึ้นตามกาลเวลา การเติบโตของตลาดรองช่วยให้การซื้อขายเปลี่ยนมือ TCG ทำได้ง่ายและมีสภาพคล่องสูงมาก การ์ดบางใบมีมูลค่าซื้อขายในตลาดถึงหลักหลายร้อยล้านบาท
สถาบันตรวจสอบสภาพการ์ด เช่น PSA, BGS หรือ CGC ให้คะแนนความสมบูรณ์การ์ดระดับทั้งเรื่องเหลี่ยม มุม ขอบ และผิวการ์ด พร้อมกับซีลไว้ใน slab สุญญากาศ ส่งผลให้ราคาการ์ดหายากแบบที่เรียกว่า การ์ดระดับ Grail สูงขึ้นกว่าปกติได้หลายเท่าทันที
ตัวอย่างการ์ดที่ถูกจัดว่าเป็น Grail Card เช่น การ์ดหน้ามังงะของ One Piece การ์ดปั๊มลายเซ็นสีทองของอาจารย์โอดะ หรือ การ์ดรางวัลพิเศษจากการแข่งขันใหญ่
คาร์ล โพลันยี นักเศรษฐศาสตร์การเมืองและนักมานุษยวิทยาชาวฮังการี-อเมริกัน เสนอว่า ในอดีต เศรษฐกิจไม่ได้แยกออกจากสังคม แต่จะฝังตัวอยู่ในความสัมพันธ์ทางสังคม ศาสนา และวัฒนธรรม มนุษย์ไม่ได้แลกเปลี่ยนสิ่งของเพื่อเก็งกำไรสูงสุดเสมอไป แต่ทำเพื่อรักษาความสัมพันธ์ในชุมชน
โพลันยี ได้แบ่งแยกสินค้าออกเป็น 2 ประเภท คือ สินค้าแท้จริง ซึ่งหมายถึงสิ่งของที่ถูกผลิตขึ้นมา เพื่อตั้งใจจะเอาไว้ซื้อขายในตลาดตั้งแต่แรกเริ่ม และ สินค้าสมมติ ซึ่งหมายถึงธรรมชาติ หรือสิ่งที่ไม่ควรถูกนับเป็นสินค้า อันได้แก่ ที่ดิน แรงงาน และ เงิน แต่ถูกระบบทุนนิยมกลืนกินกลายสภาพให้ต้องมีราคาซื้อขาย
หากนำแนวคิดของโพลันยีมาวิเคราะห์ปรากฏการณ์บูมของการ์ดเกม ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นสินค้าแท้จริง ที่มีต้นทุนและการจำหน่ายตามกลไกตลาดของเล่นปกติ ทว่าเมื่อเข้าสู่ตลาดรอง กระบวนการเก็งกำไรแบบทุนนิยมได้ขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน
โดยมูลค่าของการ์ดหายากที่ราคาสูง ไม่ได้ถูกผูกติดกับฟังก์ชันการใช้งานอีกต่อไป แต่ถูกแทนที่ด้วยมูลค่าสมมติและการสร้างความขาดแคลนเทียมที่จำลองคุณลักษณะของที่ดิน และทำหน้าที่รักษามูลค่าสินทรัพย์แทนเงินตรา การ์ดจึงเปลี่ยนหน้าที่ไปเป็นสื่อกลางการเก็งกำไร หรือสินทรัพย์ปลอดภัยคล้ายกับคุณลักษณะของเงินตรา
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการกลายพันธุ์ของสินค้าธรรมดา ไปสู่สภาวะของสินค้าสมมติ ผ่านกลไกการทำให้เป็นเครื่องมือทางการเงินของระบอบตลาดเสรีในยุคปัจจุบัน ที่ตลาดสามารถเปลี่ยนกระดาษพิมพ์ลาย ให้กลายเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน ที่มีมูลค่าสมมติหลักหลายล้านบาทได้อย่างสมบูรณ์แบบ
หากตลาด TCG พังลง ผลกระทบอาจจะจำกัดอยู่แค่ในวงการนักสะสมและนักลงทุน เงินในกระเป๋าของคนเหล่านี้อาจจะหายไป แต่ไม่ได้ทำให้โครงสร้างสังคม หรือ ระบบนิเวศของโลกพังทลายลง เหมือนการพังทลายของแรงงานและที่ดิน
อย่างไรก็ตาม เมื่อราคาของ TCG ถูกปั่นจนเกินจริงไปมาก การเคลื่อนไหวโต้กลับของสังคมจะเกิดขึ้นเพื่อโต้กระแสดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายควบคุมการปั่นราคา การแทรกแซงราคาจากค่ายผู้ผลิตโดยการพิมพ์ซ้ำการ์ดนั้น การทำการ์ดแทนการ์ดที่ราคาสูงจนขาดแคลน
การยืนยันว่า การ์ดต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อความสัมพันธ์ ความสนุก และ การลับสมองร่วมกันระหว่างผู้เล่นเกม การเคลื่อนไหวเหล่านี้ล้วนเป็นการดึงการ์ดเกมกลับมาสู่สังคม
ขณะที่ คาร์ล มาร์กซ์ นักเศรษฐศาสตร์การเมืองชาวเยอรมัน ได้อธิบายถึงการสะสมทุนล้นเกินว่า เป้าหมายสูงสุดของระบบทุนนิยม คือ กำไร เมื่อนายทุนได้กำไรซึ่งมาร์กซ์ เรียกว่า มูลค่าส่วนเกิน นายทุนจะไม่เก็บเงินไว้เฉย ๆ แต่จะนำกำไรนั้น กลับไปลงทุนซ้ำเพื่อขยายกิจการ ซื้อเครื่องจักรใหม่ และจ้างคนเพิ่ม เพื่อให้ได้กำไรที่มากกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม กลไกดังกล่าวมีความย้อนแย้งในตัวเอง ที่นำไปสู่ภาวะการสะสมทุนล้นเกิน ซึ่งต่อมา เดวิด ฮาร์วีย์ ได้นำแนวคิดนี้มาขยายความต่อเพื่ออธิบายวิกฤตดังกล่าวผ่านการจัดการปัญหาด้วยพื้นที่และเวลา
การจัดการปัญหาการสะสมทุนล้นเกินด้วยเวลาเกิดขึ้น เมื่อระบบมีเงินล้นแต่ไม่มีที่ไป วิธีแก้คือ การนำเงินไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว หรือ สร้างสินทรัพย์สมมติเพื่อเก็งกำไร เป็นการเลื่อนวิกฤตออกไป ผ่านการเปลี่ยนทุนที่ล้นเกินโดยคาดหวังผลกำไรในอนาคต จากการทำให้ TCG กลายเป็นสินทรัพย์สำหรับการลงทุนระยะยาว ผ่านมายาภาพที่ว่า การลงทุนในการ์ดจะปลอดภัยและมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอีก 10-20 ปีข้างหน้า เป็นการดึงดูดเอาเงินทุนส่วนเกินของนักลงทุน ให้เข้ามาฝังตัวอยู่ใน TCG เพื่อชะลอวิกฤตเงินเฟ้อ
ส่วนการจัดการปัญหาการสะสมทุนล้นเกิน ด้วยพื้นที่เกิดขึ้นเมื่อตลาดเดิมอิ่มตัว เมื่อตลาด TCG ในสหรัฐฯ หรือ ญี่ปุ่น เริ่มเผชิญภาวะสินค้าล้นตลาดจนปั่นราคาต่อไม่ได้ ทุนจะขยายขอบเขตทางภูมิศาสตร์ ย้ายฐานทุนและระบายสินค้าส่วนเกินออกไปยังตลาดใหม่ เพื่อเปิดตลาดและแสวงหาผู้บริโภคกลุ่มใหม่
ค่ายเกมยักษ์ใหญ่ต่างหันมาใช้กลไกการขยายพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ปรากฏการณ์การแปล Pokémon TCG เป็นภาษาไทย หรือ การจัดงานแข่งใหญ่ระดับทวีป หรือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ใช่แค่การเอาใจแฟน ๆ แต่มันคือ การระบายอุปทานส่วนเกินมายังตลาดเกิดใหม่
นอกจากการขยายพื้นที่บนโลกจริง ทุนยังสร้างพื้นที่สมมติบนโลกดิจิทัล เช่น Magic: The Gathering Arena และ Pokémon TCG Pocket ในรูปแบบเกมการ์ดออนไลน์ในรูปแบบดิจิทัล ที่ดัดแปลงมาจากการ์ดเกม เพื่อทลายข้อจำกัดทางกายภาพของการขนส่ง ย้ายพื้นที่ขายไปอยู่ในสมาร์ตโฟน ซึ่งเป็นพื้นที่ไร้พรมแดน ที่สามารถเพิ่มอุปทานการ์ดดิจิทัลขึ้นมาขายเพื่อดูดซับทุนจากคนทั่วโลกได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีต้นทุนค่าขนส่งหรือค่ากระดาษ
ในแง่มุมนี้ ปรากฏการณ์บูมของกระดาษพิมพ์ลายขนาดเท่าฝ่ามืออย่าง TCG จึงสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนสภาพจากสินค้าธรรมดา ไปสู่สินค้าสมมติ วิกฤตการณ์การสะสมทุนล้นเกินของระบบทุนนิยม รวมถึงความพยายามจัดการปัญหาดังกล่าวในเชิงเวลาและพื้นที่
คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย...ผศ.ดร.กุลลินี มุทธากลิน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4244







