
น้ำลดแต่ทุกข์ไม่จบ“เงินเยียวยาน้ำท่วม”ถึงมือประชาชนช้า
น้ำลดแต่ทุกข์ไม่จบ“เงินเยียวยาน้ำท่วม”ถึงมือประชาชนช้า : คอลัมน์ฐานโซไซตี โดย...ว.เชิงดอย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4,244
KEY
POINTS
- ประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมจำนวนมาก ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล แม้สถานการณ์จะคลี่คลายแล้ว ทำให้ความเดือดร้อนยังไม่สิ้นสุด
- ปัญหาความล่าช้าเกิดจากขั้นตอนทางราชการที่ซับซ้อนและเป็นคอขวด ตั้งแต่การตรวจสอบสิทธิ์ การรับรองความเสียหาย จนถึงการโอนเงิน
- แม้รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณ และเริ่มจ่ายเงินไปแล้วบางส่วน แต่ผู้ประสบภัยต้องการความชัดเจนเรื่องสถานะและกำหนดเวลาที่จะได้รับเงิน มากกว่าการประกาศตัวเลขภาพรวม
*** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,244 ระหว่างวันที่ 15-17 ต.ค. 2569 โดย “ว.เชิงดอย” เกาะติดทุกความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจ การเมือง และ สังคม เช่นเดิม
*** “น้ำท่วม” ผ่านไปแล้วในหลายพื้นที่ แต่สำหรับคนที่บ้านถูกน้ำท่วมขัง ข้าวของเครื่องใช้เสียหาย ต้องหยุดงาน ขาดรายได้ หรือ ยังต้องแบกรับภาระฟื้นฟูบ้านเรือน ความเดือดร้อนกลับไม่ได้จบลงพร้อมกับระดับน้ำที่ลดลง ยิ่งเมื่อรัฐบาลประกาศมาตรการ “เงินเยียวยา” ออกมาอย่างชัดเจนว่า ครัวเรือนที่เข้าเกณฑ์จะได้รับเงินช่วยเหลือ 9,000 บาท หรือ 5,000 บาท ตามลักษณะความเสียหายและเงื่อนไขที่กำหนด ความหวังของประชาชนจึงอยู่ที่ว่า เงินก้อนนี้จะมาถึงมือเมื่อไร ...แต่เสียงสะท้อนจาก “ผู้ประสบภัย” ที่ยังคงสอบถามและร้องเรียนเรื่องเงินเยียวยาที่ยังไม่ได้รับ กลายเป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องตอบให้ชัด เพราะในยามที่ประชาชนกำลังลำบาก สิ่งที่ต้องการไม่ใช่เพียงคำยืนยันว่าจะได้รับเงิน แต่ต้องการรู้ว่า ตัวเองผ่านเกณฑ์หรือไม่ อยู่ในขั้นตอนใด และ จะได้รับเงินเมื่อไร
*** ข้อมูล ณ วันที่ 13 ตุลาคม 2569 สะท้อนให้เห็นทั้งความคืบหน้าและช่องว่างของกระบวนการช่วยเหลืออย่างชัดเจน โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานว่า ได้จ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมให้กับผู้ประสบอุทกภัย ปี 2569 เมื่อเวลา 06.00 น. โอนสำเร็จแล้ว 160,350 ครัวเรือน เป็นเงิน 1,284.866 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 37 จังหวัด เฉพาะในเขต “กรุงเทพมหานคร” โอนเงินเยียวยาให้ผู้ประสบภัยแล้ว 75,738 ครัวเรือน เป็นเงิน 553.618 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ปภ.ได้ส่งข้อมูลให้ธนาคารออมสิน โอนเงินให้กับประชาชน 150,124 ครัวเรือน เป็นเงิน 1,155.592 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 22 จังหวัด ตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป
*** เงินมี แต่ทำไมคนยังต้องรอ? นี่คือคำถามสำคัญที่ไม่ควรถูกมองข้าม รัฐบาลจัดสรรกรอบงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ปี 2569 ไว้ที่ 4,700 ล้านบาท แต่การมีวงเงินงบประมาณ ไม่ได้แปลว่า เงินจะเข้าบัญชีผู้ประสบภัยได้ทันที เพราะยังมีขั้นตอนตั้งแต่การลงทะเบียน การตรวจสอบข้อมูลที่อยู่อาศัย การรับรองความเสียหาย การพิจารณาคุณสมบัติ การส่งรายชื่อจากหน่วยงานพื้นที่ไปยัง ปภ. และการโอนเงินผ่านธนาคาร ทุกขั้นตอนมีเหตุผลรองรับ แต่หากขั้นตอนเหล่านี้ กลายเป็น “คอขวด” จนประชาชนต้องรอโดยไม่รู้กำหนดเวลา ก็ย่อมกลายเป็นปัญหาการบริหารราชการที่รัฐบาลต้องเข้าไปแก้ไข
*** ยิ่งเมื่อผู้ประสบภัยจำนวนหนึ่งมีรายได้ลดลง หรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากน้ำท่วม เงิน 5,000 หรือ 9,000 บาท แม้ไม่สามารถชดเชยความเสียหายทั้งหมดได้ แต่ก็มีความหมายต่อการซื้อของใช้จำเป็น ซ่อมแซมบ้าน และประคองชีวิตในช่วงที่ยังกลับไปใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้ “เงินเยียวยา” จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขในบัญชีงบประมาณ แต่เป็นความช่วยเหลือที่ต้องไปถึงผู้เดือดร้อนในเวลาที่เหมาะสม
*** “กรุงเทพมหานคร” เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ต้องจับตา เพราะมีประชาชนลงทะเบียนจำนวนมาก และมีลักษณะการอยู่อาศัยที่หลากหลาย ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านเช่า ห้องเช่า และแฟลตชุมชน ข้อมูลที่เผยแพร่ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ระบุว่า กทม. ส่งคำร้องที่ผ่านการตรวจสอบและกลั่นกรองแล้วให้ ปภ. พิจารณาอนุมัติ 88,198 ครัวเรือน คิดเป็นวงเงินกว่า 649 ล้านบาท กรณี “แฟลตเคหะชุมชนคลองจั่น” ซึ่งประชาชนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิรับเงินกรณีน้ำล้อม ก็เป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่า การกำหนดเกณฑ์ส่วนกลางเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอ หากประชาชนยังไม่เข้าใจว่า ความเสียหายของตนเข้าข่ายใด และหน่วยงานพื้นที่ยังต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ
*** รัฐบาลยืนยันว่า ผู้ที่เข้าเงื่อนไขจะได้รับความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการควบคู่กันคือ ความชัดเจนว่า การรับรองสิทธิจะเสร็จเมื่อไร และเงินจะเข้าบัญชีวันไหน ในเรื่องนี้ กทม. ปภ. และ ธนาคารออมสิน จึงต้องทำงานเชื่อมโยงกันให้มากขึ้น โดยเฉพาะการแจ้งสถานะรายบุคคล ไม่ใช่เพียงประกาศยอดรวมเป็นระยะๆ เท่านั้น
*** การเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม เป็นภารกิจที่ประชาชนคาดหวังจากรัฐบาลโดยตรง เพราะเมื่อเกิดภัยพิบัติ ประชาชนย่อมต้องการเห็นรัฐเข้ามาช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว เป็นธรรม และ ทั่วถึง สำหรับ “รัฐบาลอนุทิน” การประกาศมาตรการและจัดสรรงบประมาณเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่ต้องพิสูจน์ต่อจากนี้คือ ความสามารถในการประสานหน่วยงานจำนวนมากให้ทำงานเป็นระบบเดียวกัน ตั้งแต่ท้องถิ่นไปจนถึงส่วนกลาง และจากส่วนกลางไปถึงบัญชีของประชาชน ...อย่าปล่อยให้ผู้ประสบภัยต้องเป็นฝ่ายวิ่งตามเงินเยียวยาของตัวเองอีกเลย น้ำอาจลดลงแล้ว แต่ความทุกข์ของประชาชนยังไม่หมดไป หากเงินช่วยเหลือยังไปไม่ถึงมือผู้ที่ควรได้รับ นี่จึงเป็นอีกบททดสอบของรัฐบาลว่า จะทำให้คำว่า “เยียวยา” มีความหมายในชีวิตจริงของประชาชนได้มากเพียงใด...







