thansettakij
thansettakij
ข้อเสนอชมรมแพทย์ชนบท ที่รัฐบาลต้องฟัง

ข้อเสนอชมรมแพทย์ชนบท ที่รัฐบาลต้องฟัง

02 มิ.ย. 64 | 04:25 น.

ข้อเสนอชมรมแพทย์ชนบท ที่รัฐบาลต้องฟัง : คอลัมน์ข้าพระบาททาสประชาชน ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3684 หน้า 6 ระหว่างวันที่ 3-5 มิ.ย.2564 โดย...ประพันธุ์ คูณมี

ผมรู้จักและได้ยินชื่อ "ชมรมแพทย์ชนบท" มานานหลายปี หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 โดยในช่วงที่เป็นนักศึกษาทำกิจกรรมเพื่อสังคม ตามอุดมการณ์ของคนหนุ่มสาวร่วมสมัยในยุคนั้น จนต้องหลบหนีเหตุการณ์สังหารโหดอันป่าเถื่อน และการลอบปราบนักศึกษา จากเหตุการณ์เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ไปอยู่ในเขตชนบทป่าเขานั้น ทำให้มีเพื่อนที่เป็นแพทย์ชนบทร่วมอุดมการณ์ ร่วมทุกข์ร่วมสุขร่วมต่อสู้ด้วยกันด้วยความยากลำบากหลายคน ในเขตป่าเขาและพื้นที่ชนบท 

ปัจจุบันเพื่อนๆ ที่เป็นแพทย์เหล่านี้ ยังคงมีจุดยืนและอุดมการณ์อันมั่นคงแน่วแน่ ในความรักความเอาใจใส่ต่อประชาชนชาวชนบท และยังต่อสู้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนชนบทกับคนเมือง และทุกคนยังมีบทบาทเป็น watchdog หรือ สุนัขเฝ้าบ้าน ที่คอยเฝ้าระวังคอยตรวจสอบต่อนโยบายที่ผิดเพี้ยนหรือการทุจริตคอร์รัปชันใดๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐบาลและผู้บริหารระดับสูงของประเทศแบบไม่ลดละ ขณะเดียวกันแพทย์ชนบททั้งหลาย ยังมีจุดยืนช่วยหนุนเสริมต่อสังคม เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ประชาธิปไตยของบ้านเมืองอีกด้วย ความชื่นชมและความประทับใจที่ผู้เขียนมีต่อเพื่อนแพทย์ชนบท จึงมีภาพจำที่งดงามตลอดมาไม่จืดจาง

“ชมรมแพทย์ชนบท" ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2519 เมื่อก่อตั้งได้สักพัก ก็เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ทำให้บทบาทของชมรมต้องยุติบทบาทลงชั่วขณะ และมาเริ่มมีบทบาทปรากฏตัวอีกครั้งเมื่อ ปี 2521 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมี นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ เป็นประธานชมรม โดยรับหน้าที่ต่อมาจาก นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ เมื่อ 24 กันยายน 2563

นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ได้เขียนไว้ใน "จากสหพันธ์แพทย์ชนบท ถึงชมรมแพทย์ชนบท และมูลนิธิแพทย์ชนบท" เมื่อปี 2530 โดยเล่าถึงต้นกำเนิดของมูลนิธิแพทย์ชนบท ซึ่งเป็นองค์กรที่เชื่อมโยงต่อเนื่องกันว่า "หลังจากตั้งชมรมแพทย์ชนบทมาได้ประมาณ 2 ปี พี่ๆ ทั้งหลายที่ร่วมกันก่อตั้งก็มีความคิดขึ้นมาว่า น่าจะมีองค์กรที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย เพื่อรองรับงานต่างๆ ที่ชมรมกำลังทำอยู่ ประกอบกับมีการสนับสนุนทางความคิดและกำลังใจจากผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน อาทิเช่น อจ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว, อจ.นพ.ไพโรจน์ นิงสานนท์, อจ.นพ.ประเวศ วะสี และ พี่ปรีชา ดีสวัสดิ์ จึงได้เกิดการเคลื่อนไหวที่จะตั้ง มูลนิธิแพทย์ชนบท ขึ้น" นี่คือผลิตผลที่ต่อเนื่องมาจากชมรมแพทย์ชนบท

ในที่สุดจึงได้มีการจัดตั้ง "มูลนิธิแพทย์ชนบท" เกิดขึ้นเป็นองค์กรที่มีฐานะเป็นนิตบุคคล ตามกฎหมาย โดยได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเมื่อ 2 กันยายน 2524 แต่ทั้งสององค์กรยังดำรงอยู่คู่กัน มีบทบาทที่แตกต่างกันไป ตามวัตถุประสงค์และบทบาทของตน

ที่ผู้เขียนนำเรื่องนี้มากล่าวถึง ก็เพื่อผู้อ่านจะได้เข้าใจความเป็นมาของชมรมแพทย์ชนบท และองค์กรที่เกี่ยวข้อง และเพื่อรัฐบาล กับ ท่านนายกรัฐมนตรี จะได้เข้าใจว่า บรรดาแพทย์ชนบทเหล่านี้ ได้บำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์ต่อสังคม และประชาชนมาอย่างไร เป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานถึง 45 ปี เป็นอย่างน้อย ย่อมเป็นบทพิสูจน์ถึงบทบาทและจุดยืนอันมั่นคง บนผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน โดยปราศจากข้อสงสัยและมิใช่องค์กรทางการเมืองแต่อย่างใด

ความกล้าหาญของบรรดาแพทย์ชนบท บวกกับความจริงใจ ด้วยความปรารถนาดีบวกกับความคิดที่ดี ของผู้ที่ใช้ความรู้และสติปัญญา ศึกษาและวิเคราะห์กลั่นกรองปัญหาดีแล้ว ของชมรมแพทย์ชนบท ที่ได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล ในการบริหารจัดการวัคซีนและการต่อสู้กับวิกฤติโควิด-19 ให้ "หยุดการระบาดโควิดให้ตรงจุด ถมวัคซีนแอสตร้าหมดหน้าตักลงที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล" จึงเป็นข้อเสนอที่รัฐบาลต้องควรรับฟังเป็นอย่างยิ่ง

เหตุผลข้อเท็จจริงที่แพทย์ชนบทกล่าวถึงนั้นระบุว่า "การระบาดระลอก 3 หนักที่สุดคือ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ผู้ติดเชื้อตั้งแต่ 1 เม.ย.-30 พค.64 มีผู้ป่วยทั้งสิ้น 100,412 คน อยู่ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล 5 จังหวัดถึง 60,781 คน 60% ของทั้งประเทศ ที่สำคัญ กทม.และปริมณฑล มีระบบสาธารณสุขที่อ่อนแอที่สุดในประเทศ มีแต่ระบบโรงพยาบาล แต่ไม่มีระบบบริการปฐมภูมิที่ดีที่จะทำหน้าที่ควบคุมโรค สอบสวนโรค คัดแยกกลุ่มเสี่ยง ทำswab ตรวจโควิด เอาคนป่วยไปรักษา เอาคนเสี่ยงไปกักตัว เรียกว่า กทม.ทำได้แค่การตั้งรับ ตั้งโรงพยาบาลสนามรอรับผู้ป่วย

โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่การระบาดที่ กทม. ได้กลายเป็นแหล่งส่งออกเชื้อโควิดไปยังชนบท ต่างจังหวัด และทั่วประเทศ หากไม่สามารถหยุดการระบาดใน กทม.และปริมณฑลได้ ชาวชนบท และคนต่างจังหวัด ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วยอย่างเลี่ยงมิได้

ข้อเสนอของ "ชมรมแพทย์ชนบท" ต่อรัฐบาล และ ศบค. ที่ให้นำวัคซีนแอสตร้าเซเนก้าทั้งหมดนำนวน 1.8 ล้านโดส ที่ผลิตได้จากสยามไบโอไซแอน ในเดือนมิถุนายน เทหมดหน้าตักฉีดให้คนใน กทม.และปริมณฑลคือ กทม.9 แสนโดส ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ จังหวัดละ 3 แสนโดส ให้เสร็จใน 1 สัปดาห์ เพื่อหยุดการระบาดใน กทม.และปริมณฑลเสียก่อนนั้น จึงเป็นข้อเสนอที่มีเหตุผลและเป็นการยิงกระสุนอย่างตรงเป้าที่สุด 

ส่วนที่โดนใจประชาชนที่สุดคือ รัฐบาลต้องเอาการเมืองออกจากวัคซีน อย่าให้พวก ส.ส.แต่ละจังหวัดเข้ามาตอด (ฉกฉวย) ขอวัคซีน หรือจัดสรรลงในจังหวัดของตน หวังเก็บคะแนนหาเสียงกับประชาชนในเขตเลือกตั้ง ซึ่งเป็นที่เอือมระอาในสายตาของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ที่อาศัยวัคซีนหาเสียงบนความตายของประชาชน

ข้อเสนอของชมรมแพทย์ชนบท เรื่องวัคซีนที่ให้ใช้กระสุนที่มีจำกัด หยุดการระบาดโควิดให้ตรงจุด หรือยิงกระสุนให้ตรงเป้านั้น จึงเป็นข้อเสนอที่มีจุดยืนบนผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนเป็นสำคัญ โดยมิได้คำนึงถึงผลประโยชน์ตน หรือโดยมีการเมืองแอบแฝง ผู้เขียนจึงเห็นด้วยอย่างยิ่ง พร้อมยกมือเชียร์ความคิดเห็นและข้อเสนอดีๆ ด้วยคน

รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี และ ศบค.ที่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการเรื่องวัคซีน และแก้ปัญหาวิกฤติโควิด จึงควรปรับแผนและรับฟัง ต้องยอมรับว่าการวางแผนและจัดการปัญหานี้ของท่านที่ผ่านมา สร้างปัญหาและสร้างความสับสนแก่ประชาชนอย่างยิ่ง เป็นการยิงกระสุนอย่างไม่มีเป้า สะเปะสะปะ จนพี่น้องประชาชนหงุดหงิดไปทั่วบ้านทั่วเมือง ปรับตัวจัดขบวนเสียใหม่ยังไม่สายครับ 

คนทำงานทุกคนย่อมมีความผิดพลาดได้ แต่ต้องรู้จักเรียนรู้จากความผิดพลาด ใช้ความผิดพลาดให้เป็นแม่สู่ความสำเร็จ อย่าดื้อรั้นมุทะลุครับ เพราะปัญหานี้เดิมพันด้วยชีวิตประชาชน สุ่มเสี่ยงต่ออนาคตประเทศอย่างยิ่ง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง