
กนอ.เกาะติดศึกแย่งน้ำหน้าแล้ง ระดมรับมือหวั่นกระทบนิคมฯ
กนอ. เกาะติดศึกแย่งน้ำ หลังพบรายงานภาคเกษตรใช้น้ำเพาะปลูกข้าวนาปรังทะลุเป้า หวั่นน้ำไม่เพียงพอ เตรียมแผนน้ำสำรองสร้างความมั่นใจผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม เล็งระยะยาว จัดหาน้ำให้เพียงพอ
จากกรณี ข้อกังวลเกี่ยวกับศึกการแย่งน้ำ หลังจากศูนย์ปฏิบัติการนํ้าอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานสถานการณ์การเพาะปลูกพืชในลุ่มนํ้าเจ้าพระยาช่วงฤดูแล้งปี 2566/67 ณ วันที่ 31 มกราคม 2567 ตัวเลขการปลูกข้าวนาปรังอยู่ที่ 5.54 ล้านไร่ สูงกว่าแผนที่กำหนดไว้ 3.03 ล้านไร่ ถึง 2.51 ล้านไร่ โดยอาจทำให้เกิดปัญหาการแย่งนํ้าในช่วงฤดูแล้งรุนแรงจากเอลนีโญตามมาในอีก 2 เดือนข้างหน้า
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า คณะกรรมการ (บอร์ด กนอ.) ได้ติดตามสถานการณ์ความต้องการนํ้าของภาคเอกชนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง หลังจากได้รับทราบถึงความต้องการใช้นํ้าจำนวนมาก และที่ผ่านมายังเกิดกรณีการใช้นํ้าเพื่อทำการปลูกข้าวนาปรังทั่วประเทศ สูงถึง 8.65 ล้านไร่ ซึ่งสูงกว่าแผนที่กำหนดไว้ 6.37 ล้านไร่
ล่าสุดได้หารือกับผู้ว่าฯ กนอ.ให้ติดตามสถานการณ์ความต้องการใช้นํ้าอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนจนกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ
“ได้พูดคุยกับผู้ว่าฯ กนอ.ให้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องว่า จะมีประเด็นปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้างเกี่ยวกับความต้องการใช้นํ้าในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ โดยกนอ.ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมแหล่งนํ้าให้กับภาคธุรกิจ โดยได้รับทราบข้อมูลการทำนาปรังที่เพิ่มขึ้น และปัญหาภัยแล้งรุนแรงจากซุปเปอร์เอลนีโญ อาจจะส่งผลกระทบหน้าที่ของกนอ. จึงต้องไปติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความมั่นใจต่อผู้ประกอบในนิคมอุตสาหกรรมที่ต้องมีนํ้าใช้อย่างเพียงพอด้วย” นายยุทธศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ในเบื้องต้น กนอ.อาจต้องไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน และสำนักงานทรัพยากรนํ้าแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อร่วมกันติดตามประเด็นปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับการจัดเตรียมแหล่งนํ้าไว้ใช้ในช่วงหน้าแล้ง โดยยึดหลักการว่า ต้องให้มีผลกระทบต่อผู้ประกอบธุรกิจในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมน้อยที่สุด
ขณะเดียวกันยังต้องคำนึงถึงการใช้นํ้าในภาคครัวเรือน และภาคเกษตรกรรมด้วย ซึ่งได้มอบหมายให้ผู้ว่าการการนิคมฯ ที่ได้รับทราบรายละเอียดในเบื้องต้นเพื่อไปดำเนินการแล้ว โดยเน้นหลักการวิน-วิน คือ ทุกฝ่ายได้ประโยชน์เท่าเทียมกัน
นายยุทธศักดิ์ กล่าวอีกว่า จากการรายงานข้อมูลในช่วงที่ผ่านมารับทราบว่ากนอ.สามารถรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวได้ แต่หากเกิดกรณีการใช้นํ้าจำนวนมากในภาคการเกษตร โดยเฉพาะการทำนาปรังเกินกว่าเป้าหมายมากกว่านี้ จึงต้องดูข้อมูลในพื้นที่ก่อนว่าเป็นอย่างไร โดยประสานข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำมาพิจารณา
แต่ในเบื้องต้นเห็นว่า ในพื้นที่ภาคกลางมีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมไม่มากนักแต่ในพื้นที่อื่นก็คงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเป็นรายพื้นที่ไป โดยต้องสร้างความสมดุลระหว่างการใช้นํ้าในภาคครัวเรือน ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม
“จากนี้น่าจะมีการนัดหน่วยงานต่าง ๆ มาหารือกัน เพื่อสำรวจปริมาณนํ้าต้นทุน และแผนการเตรียมสำรองนํ้าว่ามีความต้องการใช้เท่าใด และเพื่อสร้างความมั่นใจให้ภาคธุรกิจ เพราะที่ผ่านมามีบางอุตสาหกรรมได้สอบถามมาแล้วว่า มีนํ้าเพียงพอหรือไม่ พร้อมทั้งวางแผนระยะยาวด้วยโดยจะจัดหานํ้าต้นทุนจากแหล่งไหนได้บ้าง” ประธานบอร์ดกนอ. กล่าว
นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบมาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2566/2567 ใน 3 ด้าน 9 มาตรการ และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรนํ้าเพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ปี 2567
ทั้งนี้เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทันต่อสถานการณ์ และจัดทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรนํ้าเพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงปี 2567 แล้ว











