
เสริมแกร่งธุรกิจฮ่องกง-ไทย ในมุมมอง"โรนัลด์ โฮ" หัวหอก HKTDC ประจำอาเซียน
ฮ่องกง-ไทย มีความสัมพันธ์ทางการค้ามายาวนาน มูลค่าการค้าทวิภาคีขยับทะลุ 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา โดยไทยเป็นคู่ค้าอันดับสี่ และเป็นตลาดส่งออกอันดับสามของฮ่องกงในอาเซียน แนวโน้มยังสดใสและขยายตัวได้อีกมากในมุมมองของ"โรนัลด์ โฮ" ผอ. HKTDC ประจำอาเซียน
นายโรนัลด์ โฮ (Ronald Ho) ผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ องค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (Hong Kong Trade Development Council) หรือ HKTDC ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ระหว่างการนำคณะนักธุรกิจฮ่องกงเยือนประเทศไทยเมื่อเร็วๆนี้ เพื่อเชื่อมโยง ความสัมพันธ์ฮ่องกง-ไทย ในแง่การค้า การลงทุน และนวัตกรรม ในมิติที่กว้างไกลและครอบคลุมมากกว่าที่เคยเป็นมา
ผู้บริหารของ HKTDC เปิดประเด็นด้วยเหตุผลการนำคณะนักธุรกิจจากฮ่องกงกว่า 100 รายมาเยือนไทยกลางเดือนก.ค.ก่อนที่จะไปประเทศอื่นๆ ว่า เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาคอาเซียน มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) อยู่ที่ระดับ 495,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รายได้เฉลี่ยประชากรอยู่ที่ 7,090 ดอลลาร์สหรัฐ/คน/ปี (ข้อมูล ณ ปี 2565) ปัจจุบันเป็นคู่ค้าใหญ่อันดับ 4 และเป็นตลาดส่งออกใหญ่อันดับ 3 ของฮ่องกงในภูมิภาคนี้
“เป็นเวลายาวนานหลายปีแล้ว ที่ฮ่องกงรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าที่มีกับไทยอย่างใกล้ชิด โดยไทยเป็นคู่ค้าที่สำคัญของฮ่องกงในอาเซียน มูลค่าการค้าระหว่างฮ่องกงและไทยขยับสูงขึ้นแตะ 19,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา คิดเป็น 12% ของมูลค่าการค้าทั้งหมดที่ฮ่องกงมีกับอาเซียนทั้งภูมิภาค”
นายโฮยังระบุข้อได้เปรียบหรือจุดแข็งของไทย ซึ่งเป็นแรงดึงดูด นั่นก็คือ ไทยตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาคอาเซียน ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างยิ่งในเชิงที่ตั้ง เมื่อผนวกกับโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนาแล้ว ก็ยิ่งส่งเสริมให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาค เหมาะสมสำหรับการเข้ามาตั้งฐานการผลิตสินค้าในไทย และสร้างเครือข่ายด้านการจัดจำหน่าย-กระจายสินค้าด้วย
ติดปีกการค้าด้วยข้อตกลง FTA
ข้อตกลงการค้าเสรีฮ่องกง-อาเซียน (Hong Kong–ASEAN Free Trade Agreement) และข้อตกลงคุ้มครองและส่งเสริมการลงทุนในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับประเทศไทย ที่มีผลบังคับใช้ในปี 2019 (พ.ศ.2562) ไม่เพียงยกระดับการคุ้มครองการลงทุนแต่ยังช่วยให้การเข้าสู่ตลาดของทั้งสองฝ่ายพัฒนาก้าวหน้ายิ่งขึ้น ส่งผลให้การค้า-การลงทุนระหว่างไทยและฮ่องกงเพิ่มมากขึ้นด้วย เช่นเดียวกับการพัฒนาด้านความร่วมมือทางการค้า การลงทุน การผลิต และการบริการ ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก
และนั่นเป็นที่มาของการจัดแคมเปญ Think Business, Think Hong Kong (TBTHK) ช่วงกลางเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ในประเทศไทย และจากนั้นจะไปอีกหลายประเทศ เพื่อนำเสนอนวัตกรรมและธุรกิจจากฮ่องกงในฐานะ innovation hub หรือศูนย์กลางความก้าวหน้าทางนวัตกรรม ที่จะตอบโจทย์ตลาดโลก และเปิดโอกาสใหม่ๆในเชิงธุรกิจ
ความแข็งแกร่งที่ไทยสามารถต่อยอด
“เป้าหมายหลักของเราคือการโปรโมตจุดแข็งของฮ่องกงทั้งในแง่การสร้างสรรค์สินค้าและบริการ และแนะนำให้เห็นถึงก้าวการพัฒนาล่าสุดของฮ่องกง แสดงให้ผู้ประกอบการไทยเห็นว่า ฮ่องกงนั้นคือศูนย์กลางธุรกิจนานาชาติชั้นเลิศในเอเชีย และยังเป็นฐานการลงทุนและฐานธุรกิจชั้นยอดสำหรับบริษัทไทยที่ต้องการจะขยายโอกาสและสร้างประโยชน์สูงสุดในตลาดจีน”
ผู้บริหารของ HKTDC ย้ำว่า ผู้ประกอบการไทย จีนแผ่นใหญ่ และฮ่องกง สามารถจับมือกันสร้างสรรค์โอกาสใหม่ๆทางธุรกิจเพื่อประโยชน์ร่วมกัน ขณะเดียวกันก็รักษาสายสัมพันธ์ทางธุรกิจและการค้านี้ให้แน่นแฟ้นต่อไปอย่างยั่งยืน
หลังประสบความสำเร็จจากการจัดงาน TBTHK ในไทย จุดหมายต่อไปคือ ฝรั่งเศส ซึ่งลักษณะของการจัดงานจะคล้ายๆกัน คือนำเสนอความก้าวหน้าและนวัตกรรมของชุมชนธุรกิจฮ่องกงให้โลกประจักษ์ ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสสำหรับความร่วมมือทางธุรกิจ การค้าและการลงทุน ทั้งนี้ จะมีการเชิญชวนผู้ประกอบการฝรั่งเศสให้เข้ามาแสวงหาโอกาสและลู่ทางขยายตลาดที่เปิดกว้างมากขึ้นในเขต Guangdong-Hong Kong-Macao Greater Bay Area (โครงการพัฒนาอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า หรือ GBA) และประโยชน์จากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ อาร์เซ็ป (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) ด้วย
ทำไมถึงต้องมุ่งหน้าสู่ฮ่องกง
เพราะปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของฮ่องกงยังแข็งแกร่งมาก แม้จะต้องเผชิญกับความปั่นป่วนของการชุมนุมและผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัจจุบัน ฮ่องกงก็ยังคงเป็นสถานที่ที่เป็นมิตรกับการทำธุรกิจ มีอิสรภาพทางเศรษฐกิจ มีทรัพยากรบุคคลที่เปี่ยมล้นด้วยทักษะและความสามารถ มีการเคลื่อนย้ายทุน สินค้า บุคลากร และข่าวสารข้อมูลได้โดยเสรี
ที่สำคัญคือ ผู้ประกอบการจากนานาประเทศยังจะได้รับโอกาสที่เปิดกว้างมากขึ้นจากยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนาน (Dual Circulation) ของรัฐบาลจีน ซึ่งเป็นแผนการพัฒนาเศรษฐกิจของคณะกรรมการกลางแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่วางเป้าหมายไปถึงปี พ.ศ 2578
วงจรคู่ขนาน หรือ Dual Circulation จะให้ความสำคัญกับหลักการ “การหมุนเวียนภายในประเทศ” (Domestic Circulation) เพื่อเพิ่มอุปสงค์ในประเทศ และลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศเป็นแกนหลัก ควบคู่ไปกับ “การหมุนเวียนภายนอกประเทศ” (International Circulation) เพื่อรักษาส่วนแบ่งของตลาดส่งออก และการไหลเวียนของเงินทุนเคลื่อนย้ายแบบเสรีควบคู่กันไป
ฮ่องกง นั้น มีความได้เปรียบภายใต้หลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ซึ่งพร้อมด้วยประสบการณ์และศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในด้านต่าง ๆ จึงทำให้ฮ่องกงเปรียบเสมือนประตูสำคัญที่เชื่อมจีนแผ่นดินใหญ่กับโลก รวมทั้งรัฐบาลฮ่องกงได้ชูบทบาทการเป็น “ตัวกลาง” ในการส่งเสริมการขับเคลื่อนแผนการหมุนเวียนระหว่างประเทศ (International Circulation) ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว
เมื่อผนวกเข้ากับการบังคับใช้ข้อตกลงการค้าเสรีฮ่องกง-อาเซียน และการมีผลของข้อตกลง RCEP ที่มีเป้าหมายมุ่งขยายการค้าการลงทุนระหว่างกัน นั่นก็จะยิ่งส่งเสริมเศรษฐกิจของฮ่องกงให้ขยายตัวตามไปด้วย
“เราเชื่อว่านักลงทุนจะยังคงมีความมั่นใจในความแข็งแกร่งของฮ่องกง เมื่อพิจารณาถึงศักยภาพในการเติบโตของเอเชียและบทบาทของฮ่องกงในฐานะประตูที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการเข้าสู่ตลาด GBA (ซึ่งฮ่องกงเป็นส่วนหนึ่ง) ที่มีประชากรรวมกัน 86 ล้านคน”
เมื่อพูดถึง GBA หรือโครงการพัฒนาอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า นายโฮกล่าวเพิ่มเติมว่า นี่คือพื้นที่แห่งโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับไทย จีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และชาติสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ยังไม่รวมถึงโครงการความริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiatives: BRI) ที่จีนขยายความร่วมมือไปยังชาติพันธมิตรทั่วโลก
“ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการเงินและการค้าในระดับภูมิภาคอยู่แล้ว ทั้งยังอยู่ในจุดที่ดีที่สุดในการเชื่อมโยงจีนแผ่นดินใหญ่และนานาประเทศในอาเซียนเข้าด้วยกัน เหตุผลที่ฮ่องกงมีความสำคัญต่อผู้ประกอบการของอาเซียน นั่นก็เพราะฮ่องกงเป็นเขตเศรษฐกิจและเขตศุลกากรที่ได้รับการรับรองจากองค์การการค้าโลก (WTO) โดยแยกต่างหากจากจีนแผ่นดินใหญ่ นอกจากนี้ ฮ่องกงยังเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติและสร้างบรรยากาศแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการลงทุน การเคลื่อนย้ายเงินทุนและการส่งออกผลกำไรทำได้โดยเสรี นอกจากนี้ ฮ่องกงกับไทยยังมีข้อตกลงความคุ้มครองและส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่เดือนเมษายน 2006 อีกด้วย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมบรรยากาศการลงทุนระหว่างกันมากยิ่งขึ้น”
การลงทุนของฮ่องกงในไทยและอาเซียน
นอกจากการเชิญชวนบริษัทไทยและอาเซียนเข้าไปลงทุนในฮ่องกงแล้ว ในทางกลับกัน สำนักงานของ HKTDC ในกรุงเทพ ยังพบว่า บริษัทฮ่องกงเองก็สนใจเข้ามาศึกษาหาลู่ทางการลงทุนในไทยและอาเซียนมากขึ้นเช่นกัน มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจหลากหลายกิจกรรมตลอดมา ตัวอย่างความสำเร็จ อาทิ ในเดือนพฤศจิกายนปี 2019 บริษัทที่ทำธุรกิจด้านศูนย์ข้อมูล (data centre) แห่งหนึ่งจากฮ่องกงแสดงความสนใจมายังสำนักงาน HKTDC กรุงเทพฯ ว่า สนใจลงทุนด้านศูนย์ข้อมูลในไทย หลังจากนั้น HKTDC ก็ได้ประสานงานให้บริษัทดังกล่าวได้พบกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการจับคู่ทางธุรกิจ ซึ่งในท้ายที่สุดบริษัทฮ่องกงรายนี้ก็ได้รับอนุญาตให้ลงทุนจัดสร้างศูนย์ข้อมูลที่จังหวัดปทุมธานีในเดือนกรกฎาคม 2020 มูลค่าการลงทุนกว่า 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3 พันล้านบาท
ในท้ายที่สุด ผู้บริหารของ HKTDC ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ย้ำว่า อาเซียนซึ่งมีไทยเป็นหนึ่งในชาติสมาชิกนั้น เป็นคู่ค้าที่สำคัญอย่างยิ่งของฮ่องกง ทั้งยังเป็นพันธมิตรที่สามารถขยายความร่วมมือทั้งด้านการค้า การลงทุนทั้งด้านสินค้าและบริการไปได้อีกมาก โดยมีทั้งข้อตกลงการค้าเสรีและข้อตกลงส่งเสริมการลงทุน รวมทั้งยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคอย่าง GBA และ BRI เป็นตัวจักรขับเคลื่อน
“พันธกิจของ HKTDC คือการอำนวยความสะดวกและก่อให้เกิดโอกาสทางธุรกิจ เราจึงเปิดกว้างสำหรับทุกๆคนและทุกๆฝ่ายอย่างแท้จริง ผมหวังจะได้ร่วมงานใกล้ชิดกับรัฐบาลไทยเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างฮ่องกงและไทยที่แน่นแฟ้นยิ่งๆขึ้นไปในอนาคต”












