
ดัน 40 สหกรณ์ นำร่อง ขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มกลาง
กรมพัฒน์ ผนึกกำลัง 23 หน่วยงาน เดินหน้าผลักดันสร้างแพลตฟอร์มกลาง เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ในรูปแบบ B2B ลดปัญหาสินค้าล้นตลาด นำร่อง กลุ่มสหกรณ์ 40 ราย จาก 25 จังหวัด เตรียมขายสินค้าผ่าน Thaitrade.com และ Phenixbox.com เริ่มซื้อขายมิถุนายน นี้
นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างแพลตฟอร์มกลาง เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ว่า จากปัญหาสินค้าเกษตรและความต้องการของเกษตรกรที่ผันผวนดังนั้น ที่ประชุมจึงมีแนวทางที่จะช่วยแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดที่ออกตามฤดูกาลจำนวนมากและตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกร โดยจัดให้มีแพลตฟอร์มกลาง เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ซึ่งเป็นตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับซื้อขายสินค้าเกษตรในรูปแบบการค้าแบบ B2B (Business-to-Business) เป็นการซื้อขายสินค้าเกษตรปริมาณมากในแต่ละครั้ง ช่วยสร้างโอกาสให้ผู้ซื้อและผู้ขายมาพบกัน ทำให้เกิดตลาดใหม่ๆ ในการจำหน่ายสินค้าเกษตรทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากเดิม
สำหรับแพลตฟอร์มแบบ B2C (Business-to-Consumer) มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนดำเนินการอย่างแพร่หลายอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องจัดทำขึ้นมาใหม่ เกษตรกรที่มีความพร้อมในการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ในลักษณะขายปลีกสามารถเลือกใช้บริการได้เลย ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ดำเนินการส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการสินค้าเกษตรในการเพิ่มช่องทางการค้าออนไลน์อย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว
ทั้งนี้การจัดให้มีแพลตฟอร์มกลางฯ ดังกล่าวจะช่วยต่อยอดจากการซื้อขายสินค้าเกษตรรูปแบบเดิมที่เคยทำมาก่อน ช่วยแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรในรูปแบบต่างๆ และตอบสนองความต้องการของเกษตรกรได้อย่างตรงจุด คือ ต้องมีข้อมูลความต้องการขายสินค้าเกษตร (Supply) โดยมีการคัดเลือกกลุ่มสินค้าที่มีความพร้อมเป็นกลุ่มเป้าหมายเพื่อทดลองและเป็นต้นแบบให้กับกลุ่มสินค้าเกษตรอื่นๆ ได้แก่ กลุ่มสหกรณ์ กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีผู้จัดการกลุ่มคอยช่วยเหลือและทำหน้าที่บริหารจัดการสินค้าภายในกลุ่มอย่างเป็นระบบ และสินค้ามีมาตรฐาน ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรกรนำร่อง (Quick Win) กลุ่มแรก ได้แก่ กลุ่มสหกรณ์ที่มีศักยภาพและมีความพร้อม 40 ราย จาก 25 จังหวัด ครอบคลุม 4 ภูมิภาค ประกอบด้วยสินค้าที่หลากหลาก อาทิ ข้าว ไข่ไก่ เนื้อโคขุน น้ำนม ผัก ผลไม้ กาแฟ และสินค้าแปรรูปจากยางพารา
นอกจากข้อมูลด้านความต้องการขายสินค้าเกษตร (Supply) แล้ว แพลตฟอร์มกลางฯ นี้ จะต้องมีข้อมูลความต้องการซื้อสินค้าเกษตร (Demand) ที่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสินค้าในปริมาณมากในแต่ละครั้ง ต้องการสินค้าเกษตรเพื่อไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารหรืองานบริการ เช่น สมาคมการค้าต่าง ๆ (โรงแรม ร้านอาหาร โรงงาน) รวมถึง ผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ ผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัดและทูตพาณิชย์ในต่างประเทศ ทั้งนี้ แพลตฟอร์มกลางฯ นี้ยังสามารถซื้อ-ขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า (Pre-order) เพื่อให้ผู้ที่มีอุปสงค์และอุปทานสินค้าเกษตรได้พบกันและสามารถซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าได้ ผ่านระบบการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) การเจรจาทางธุรกิจ (Biz Chat) และการยื่นคำขอเสนอซื้อขายสินค้า (Request) ซึ่งจะต้องมีการกำหนดคุณลักษณะ หมวดหมู่สินค้า และมาตรฐานสินค้าที่ต้องการ (Quality Control) ต่อไป
“คณะอนุกรรมการฯ มีมติเห็นชอบพัฒนาต่อยอดแพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้วในลักษณะการซื้อขายแบบ B2B ได้แก่ Thaitrade.com (ตลาดค้าส่งระดับโลกของไทย) ที่รองรับผู้ซื้อต่างประเทศ และ Phenixbox.com (ศูนย์ค้าส่งครบวงจรของเอกชน) ที่รองรับผู้ซื้อในประเทศ ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันที โดยจะมีการสร้างหน้าสินค้าเกษตรเฉพาะ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” เพื่อทดสอบว่าการขายสินค้าเกษตรประสบผลสำเร็จหรือไม่อย่างไร ซึ่งนอกจากการนำสินค้าเกษตรขายบนช่องทางออนไลน์แล้ว กรมฯ ยังมีแผนจะจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจออนไลน์ (Online Business Matching) จากคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสขยายตลาดให้เกษตรกรไทยอีกด้วย”
ทั้งนี้ ข้อมูลการสำรวจมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ปี 2562 ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) พบว่า กลุ่มธุรกิจ e-Commerce ของไทยมีอัตราการเติบโตที่น่าจับตามอง มีมูลค่าการเติบโตอยู่ที่ 3,767,045 ล้านบาท โดยธุรกิจประเภท B2C ไทยเติบโตครองแชมป์อันดับ 1 ในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งกลุ่ม B2B ของไทยยังคงครองแชมป์ e-Commerce ที่สามารถสร้างมูลค่าได้สูงสุดถึง 6 ปีซ้อน











