31 ธ.ค. 2563 เวลา 6:20 น. 736

รอบปี 2563 ที่ผ่านพ้นไป การค้าโลกได้รับผลกระทบหดตัวอย่างรุนแรงจากผลกระทบโควิด-19กิจกรรมกระตุ้นการค้าขายของโลกเช่น การจัดงาแสดงสินค้า (งานแฟร์) ทั่วโลก ที่นักธุรกิจสามารถเดินทางไปติดต่อและดูสินค้าได้จริงถูกยกเลิกทั่วโลก ระบบโลจิสติกส์ขนส่งสินค้า

ติดขัดจากหลายประเทศล็อกดาวน์ กำลังซื้อในแต่ละประเทศลดลง กระทบการใช้กำลังผลิตสินค้าของทุกประเทศลดลงตาม

 

ท่ามกลางวิกฤตินี้หลายสินค้าของไทยได้รับผลกระทบรุนแรง เช่น รถยนต์ อัญมณี สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ขณะที่หลายสินค้าได้อานิสงส์จากสถานการณ์ เช่น ถุงมือยาง เครื่องมือแพทย์ อาหาร เครื่องใช้สำนักงาน เป็นต้น นอกจากนี้มีหลายเหตุการณ์ที่มีผลกระทบทั้งด้านลบและด้านบวกต่อภาคการค้าทั้งในและต่างประเทศของไทย สรุปที่สำคัญ 5 เหตุการณ์เด่น ดังนี้

 

ส่งออก 63 ลุ้นติดลบ 6-7%

ส่งออกไทยต้นปี 2563 ดูเหมือนจะมีทิศทางที่สดใส ตัวเลขยังอยู่ในเกณฑ์ขยายตัวเป็นบวก แต่เมื่อเกิดสถานการณ์แพร่
ระบาดของโควิด-19 ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ภาพผลกระทบปรากฏชัดเจนขึ้น ช่วงไตรมาส 2 ของปี (เม.ย.-มิ.ย.) การส่งออกไทยติดถึง 15.20% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2558  และติดลบต่อเนื่องมาถึงเดือนพฤศจิกายน ภาพรวม 11 เดือนแรกยังติดลบที่ 6.9% แต่การติดลบถือว่าช่วงปลายปีการติดลบน้อยลง เช่นในเดือนตุลาคมติดลบ 6.7% พฤศจิกายนติดลบ 3.6% ผลพวงการค้าโลกในภาพรวมเริ่มกลับมาฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และตลาดสำคัญๆ ของไทยเริ่มฟื้นตัว อย่างไรก็ดีคงต้องลุ้นว่าในเดือนธันวาคมไทยจะส่งออกได้มูลค่าเท่าใด ซึ่งหากทำได้ที่ 18,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การส่งออกทั้งปี 2563 จะติดลบที่ 6.6% แต่ถ้าทำได้ 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะติดลบที่ 7% ขณะในปี 2564 กระทรวงพาณิชย์ยังมองว่าส่งออกไทยน่าจะกลับดีขึ้นทั้งปีน่าจะขยายตัวได้ที่ 4%

 

ถก 8 ปีลงนามอาร์เซ็ปสำเร็จ

หลังจากใช้เวลาในการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP หรืออาร์เซ็ป) มายาวนานกว่า 8 ปี สมาชิก 16 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน 10 ประเทศ และคู่เจรจาอีก 6 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ (ยกเว้นอินเดีย) ได้บรรลุผลการเจรจาและได้มีการลงนามความตกลงครั้งประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกา ยนผ่านระบบทางไกล ส่งผลให้อาร์เซ็ปเป็นกลุ่มความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีมูลค่า GDP 1 ใน 3 ของโลก มีมูลค่าการค้ารวมกว่า 10.4 ล้านล้านดอลลาร์หรัฐ (ประมาณ 326 ล้านล้านบาท) หรือกว่า 28% ของมูลค่าการค้าโลก และมีประชากรรวมกัน 1 ใน 3 ของโลก (2,200 ล้านคน) คาดความตกลงจะมีผลบังคับใช้กลางปี 2564 

 

อคส.ฉาวทุจริตถุงมือยางแสนล.

เป็นอีกประเด็นร้อนส่งท้ายปี สำหรับการเปิดโปงขบวนการทุจริตจัดซื้อถุงมือยางขององค์การคลังสินค้า (อคส.) มูลค่า 112,500 ล้านบาทที่มีพ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ อดีตรักษาการณ์ผู้อำนวยการ อคส.กับพวกเป็นผู้ต้องสงสัย ปัจจุบันเรื่องยังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนหาหลักฐานเอาผิดกับผู้กระทำผิด รวมถึงตามอายัดเงิน 2,000 ล้านบาท ที่อคส.โอนให้เอกชนคือบริษัทการ์เดียน โกลฟส์ ในฐานะคู่สัญญา ที่เพิ่งจดทะเบียนจัดตั้งได้ไม่ถึง 2 เดือนก่อนลงนาม ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของอคส.ที่ต้องเร่งดำเนินการให้เกิดความกระจ่าง และล่าตัวผู้กระทำผิดมารับโทษให้ได้ เพื่อให้รัฐวิสาหกิจ อคส.ที่ถูกมองว่าเป็นแดนสนธยาที่พวกพ้องนักการเมืองมาหากินกันในเกือบทุกยุคสมัยยังคงเดินหน้าต่อไปได้ หรืออาจถูกปิดในที่สุด

 

ส่งออกข้าววูบหนักรอบ 7 ปี

ไม่ต้องลุ้นแล้วว่าไทยจะส่งออกข้าวไทยปี2563ได้ปริมาณเท่าไหร่ เพราะด้วยปัจจัยลบต่างๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งกว่าค่าเงินของประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกัน ส่งผลให้ราคาข้าวไทยแพงกว่าคู่แข่งอย่างเวียดนาม อินเดีย หรือแม้แต่จีน ยิ่งทำให้ไทยส่งออกยากขึ้น และถูกคู่แข่งแย่งตลาดไปเกือบหมดในยามที่ทั่วโลกต้องการของดี ราคาถูก ยังไม่รวมถึงสายพันธุ์ข้าวไทยที่มีเพียงไม่มีสายพันธุ์ให้ลูกค้าเลือกในขณะที่ข้าวของเวียดนาม หรือเมียนมาเองต่างให้ความสำคัญในการพัฒนาสายพันธุ์ข้าว เพื่อเป็นทางเลือกให้กับตลาด มากขึ้น ดังนั้นปี 2563 สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยฟันธงว่า การส่งออกข้าวทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 6 ล้านตัน ต่ำสุดรอบ 7 ปี และคงต้องลุ้นว่าปี 2564 ไทยจะกลับมาส่งออกข้าวได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ เบื้องต้นสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยประเมินไว้จะส่งออกได้ที่ระดับ 5 ล้านตัน

 

หน้ากากอนามัยแพงรับโควิด-19

เป็นประเด็นร้อนช่วงต้นปี 2563 สำหรับเรื่องหน้ากากอนามัย เพราะทันทีที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 ทุกคนต่างขวนขวายหาซื้อหน้ากากอนามัยกักตุนเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นพร้อมๆ กัน จนขาดตลาด ผู้ค้าฉวยโอกาสโก่งราคาขายจากกล่องละ 50 บาททะลุไปหลักพันบาทต่อกล่องต่อ 50 ชิ้น สร้างความเดือนร้อนไปทั่วประเทศ ร้อนถึงกระทรวงพาณิชย์ที่กำกับดูแลราคาสินค้า ผู้บริหารระดับสูงต้องนั่งโต๊ะแถลงข่าวถึงการกำกับดูแล ยิ่งมีข่าวออกมาว่า ประเทศไทยสามารถผลิตหน้ากากอนามัยออกมาได้ถึง 200 ล้านชิ้นต่อเดือน แต่ทำไมสินค้าในตลาดถึงไม่มี แถมราคายังแพงมหาโหด 

การค้าไทยปีหนู การค้าไทยปีหนู

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องนั่งไม่ติด สั่งย้ายอธิบดีกรมการค้าภายใน (วิชัย โภชนกิจ)ไปนั่งตบยุงที่สำนักนายกรัฐมนตรีอยู่พักใหญ่ และมีการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้หน้ากากทางเลือกแทนหน้ากากอนามัยช่วยแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง

 

ล่าสุดสถานการณ์ของโควิด-19 กลับมาแพร่ระบาดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัยดูเหมือนจะบางเบาลง จากมีโรงงานผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิม 9โรงเป็น 30 โรง กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 5 ล้านชิ้นจากเดิม 1.2 ล้านชิ้นต่อวัน แต่ปัญหาที่ยังไม่หมดไปคือการโก่งราคา
ขายที่ผู้ค้าบางรายยังเอาเปรียบผู้บริโภค ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้เอาจริงในการปราบปรามและเอาผิด สามารถจับกุมและดำเนินคดีได้แล้วกว่า 500 ราย แต่จากสถานการณ์โควิดหากรุนแรงขึ้น ความต้องการหน้ากากอนามัยเพิ่มขึ้น ปัญหาข้างต้นก็จะยังคงมีอยู่ต่อไป

หน้า 9 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3640 วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563 - 2 มกราคม พ.ศ. 2564