
พาณิชย์-เกษตรเดินหน้าดัน “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด”
พาณิชย์ - เกษตร จัดทัพ เดินหน้า นโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด”
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตรปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังการประชุมร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ให้บรรลุเป้าหมายในการสร้างประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก โดยมีเป้าประสงค์เพื่อสร้างความอยู่ดีกินดีและความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรมให้แก่เกษตรกรไทย ที่เป็นผู้ผลิตสินค้าอาหารป้อนสู่ประชาชนคนไทย และประชากรโลกมาอย่างยาวนาน ได้ประชุมคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานในสังกัดของทั้งสองกระทรวง และผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายสาขาอาชีพที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร
ทั้งนี้คณะกรรมการร่วมเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต ได้พิจารณาเพื่อประเมินศักยภาพของภาคการเกษตรไทย และสถานะ/ตำแหน่งของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก วิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อน และแนวทางเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องตลาดห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร โดยทุกฝ่ายเห็นพ้องกันว่า ในสภาวะที่โลกต้องเผชิญกับวิกฤตของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัวและในบางประเทศถึงขั้นหยุดชะงักในบางช่วงเวลาที่มีการระบาดของโรครุนแรง แต่ประเทศไทยยังสามารถพึ่งพาตนเองได้ ในมิติของความมั่นคงด้านอาหาร ซึ่งนอกจากจะผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นแหล่งวัตถุดิบตั้งต้นของอาหาร สำหรับประชาชนคนไทยได้แล้ว ยังสามารถส่งออกไปจำหน่ายให้แก่ประเทศอื่นที่ไม่สามารถผลิตสินค้าเองได้ด้วย
คณะกรรมการร่วมเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้น 4 คณะ เพื่อขับเคลื่อนพันธกิจร่วม 4 ด้าน ได้แก่ (1) การสร้าง Single Big Data ที่ทุกภาคส่วน สามารถใช้เป็นฐานข้อมูลเดียวกันในการบริหารจัดการอุปทานสินค้าเกษตรครบวงจร (2) การสร้างแพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิต-พาณิชย์ตลาด” เพื่อเป็นช่องทางการซื้อขาย การแลกเปลี่ยนสินค้า การเจรจาธุรกิจ และการประชาสัมพันธ์สินค้าเผยแพร่สู่ตลาด ในประเทศและต่างประเทศ (3) การสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยของสินค้าไทย (4) การพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่าการจำหน่ายสินค้าและลดข้อจำกัดปัญหาอุปสรรคในทุกมิติ โดยคณะอนุกรรมการจะเร่งพิจารณากรอบการขับเคลื่อนแต่ละพันธกิจ ให้แล้วเสร็จภายในสองสัปดาห์นับจากการแต่งตั้ง เพื่อเป็นแนวทางให้หน่วยงานที่รับผิดชอบนำไปดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว











