
ฟัน‘ชูกำลัง’ยี่ห้อดัง ผิดกฎหมายแข่งขัน ฟ้องอาญา-ปรับ 12 ล.
ขณะกรรมการแข่งขันทางการค้าชุดใหม่ ภายใต้ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าฉบับใหม่ (ปี 2560) ถือเป็นความหวังของทุกภาคส่วนในการทำหน้าที่กำกับดูแลการประกอบธุรกิจ และกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อให้ภาคธุรกิจมีการแข่งขันทางการค้าอย่างเสรีและเป็นธรรม รวมถึงการพิจารณาเรื่องร้องเรียน เพื่อสืบสวน สอบสวน นำสู่การพิจารณาตัดสินเอาผิดผู้ประกอบการที่ทำตัวมีอำนาจเหนือตลาด หรือผูกขาดธุรกิจมาลงโทษทั้งโทษทางปกครอง และโทษอาญา สามารถเป็นที่พึ่งแก่ภาคธุรกิจ
ได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่ “เสือกระ ดาษ” เหมือนในอดีต
ฟันเครื่องดื่มชูกำลัง
“สกนธ์ วรัญญูวัฒนา” ประธานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เผยในการให้สัมภาษณ์กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาที่คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า และสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (สขค.) ภายใต้ พ.ร.บ. การแข่งขันฯฉบับใหม่ ได้เริ่มทำงานอย่างเป็นทางการนับแต่วันที่ 2 มกราคม 2562 ได้เร่งรัดดำเนินการในหลายเรื่อง ที่สำคัญได้เร่งรัดคดีความเก่าๆ ที่ค้างมาจากกฎหมายการแข่งขันทางการค้าเดิม (ฉบับปี 2542) ซึ่งมีอยู่ประมาณ 11 คดีว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้าฉบับใหม่หรือไม่
“ในเบื้องต้นทั้ง 11 คดีได้พิจารณาไปเกือบทั้งหมดแล้ว มีอยู่เพียง 2 คดีเท่านั้นเองที่กำลังรอรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมซึ่งในจำนวนเรื่องที่พิจารณาไปแล้วมี 3-4 เรื่องที่ทางคณะกรรมการฯได้ตัดสินแล้วว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้าฉบับใหม่ (ซึ่งในรายละเอียดผลการตัดสินคดีตาม พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ทางคณะกรรมการจะแถลงให้ทราบในวันที่ 5 ส.ค.62” หนึ่งในนั้นคือ คดีของเครื่องดื่มบำรุงกำลังยี่ห้อดังยี่ห้อหนึ่ง ที่มีการกำหนดตัวแทนขายและได้ห้ามร้านยี่ปั๊ว ซาปั๊วขายสินค้าของคู่แข่ง เข้าข่ายความผิดกฎหมายการแข่งขันฯ มาตรา 57 ต้องถูกปรับ 10% ของรายได้ในปีที่ผ่านมา แต่ทางคณะกรรมการกฤษฎีการะบุเป็นช่วงรอยต่อของกฎหมายเก่าและกฎหมายใหม่จึงให้ลงโทษเพื่อเป็นคุณ ซึ่งทางบริษัทแม่ยอมรับโทษ ดังนั้นทาง กขค.จึงตัดสินลงโทษปรับเป็นจำนวนเงิน 12 ล้านบาท (ภายใต้โทษอาญา) ขณะที่จะทำสำนวนถึงอัยการเพื่อส่งฟ้องศาลต่อไป”
คดีใหม่ร้องรายวัน
นอกจากคดีค้างเก่าแล้ว ในส่วนข้อร้องเรียนใหม่ที่ส่งเรื่องมายังคณะกรรมการ ภายใต้ พ.ร.บ.การแข่งขันฯฉบับใหม่ มีเป็นจำนวนมาก ช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องสัญญาตัวแทนที่อาจมีเงื่อนไขอาจขัดกับกฎหมาย แต่หลายเรื่องเป็นการร้องเรียนเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคไม่เข้าข่ายกฎหมายการแข่งขันทาง
การค้า ดังนั้น ณ ปัจจุบัน จึงมีข้อร้องเรียนที่เข้าข่ายกฎหมายการแข่งขันฯฉบับใหม่ รวมทั้งสิ้น 18 เรื่อง ซึ่งทางคณะอนุกรรมการสอบสวน (แต่งตั้งจากผู้ที่เป็นหรือเคยเป็นพนักงานอัยการ ผู้ที่เป็นหรือเคยเป็นตำรวจ ผู้ที่เป็นหรือเคยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านเศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ พาณิชย ศาสตร์ การบัญชี และสาขาอื่นๆ)กำลังสืบสวนและสอบสวน เพื่อสรุปว่ามีมูลหรือไม่ หากมีมูลให้ทำความเห็นพร้อมสำนวนเสนอมายังคณะกรรมการ (ภายใน 12 เดือน และหากมีเหตุจำเป็นให้ขยายได้อีกไม่เกิน 6 เดือน)
“ใน 1 ปีแรกของการทำงาน เรายังไม่หวังมากในเรื่องของจำนวนคดีความ เพราะเป็นกฎหมายใหม่ เพราะถ้าเราหวังเรื่องคดีความคนอาจจะมองว่ากรรมการจะไปไล่ทุบหัวใครหรือเปล่า เราไม่ต้องการทำแบบนั้น กรรมการเราเห็นตรงกันว่าจะเน้นการสร้างความเข้าใจกับทุกภาคส่วน และป้องปรามไม่ให้เกิดพฤติกรรมผูกขาด เพราะถ้า
ป้องปรามได้ความเสียหายไม่เกิด แต่ถ้าไปไล่จับแสดงว่าความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว มีคนเดือดร้อนแล้วจะกลายเป็นว่าเราทำหน้าที่เหมือนเป็นตำรวจ เราไม่อยากเห็นแบบนั้น”
บทบาทใหม่ชี้แนะรัฐบาล
ขณะเดียวกันกฎหมายการแข่งขันทางการค้าฉบับใหม่ได้ให้อำนาจคณะกรรมการในการให้ข้อเสนอแนะหรือให้ความเห็นกับรัฐบาล หรือหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาล ในกรณีที่เห็นว่านโยบายหรือมาตรการที่หน่วยงานรัฐออกมานั้นอาจสร้างความขัดแย้งหรือสร้างอำนาจผูกขาดได้ ซึ่งทางคณะกรรมการได้เริ่มต้นทำหน้าที่ตรงนี้แล้ว ดังตัวอย่างกรณีท่อร้อยสายสื่อสารใต้ดินของ กทม.ที่เห็นว่าหากผู้ประกอบการที่เป็นคู่แข่งขันทางธุรกิจเป็นผู้ได้รับสัมปทาน มาบริหาร หรือเป็นผู้ดูแลท่อร้อยสาย ขณะที่บริษัทดังกล่าวก็เป็นผู้ใช้บริการด้วย อาจทำให้เกิดความได้เปรียบ-เสียเปรียบในการแข่งขัน ซึ่ง กขค.ไม่เห็นด้วย เพราะอาจนำไปสู่การผูกขาด หรือลดการแข่งขันของธุรกิจโทรคมนาคมของประเทศได้ ถือเป็นการยกการผูกขาดโดยธรรมชาติที่รัฐควรจะต้องเป็นผู้กำกับดูแลหรือให้บริการโครงสร้างพื้นฐานไปให้เอกชน เรื่องนี้หากโครงการยังคงเดินหน้าทาง กขค.จะทำหนังสือแนะนำความเห็นไปยัง กสทช. หรือคณะรัฐมนตรีต่อไป










