
ลือสะพัด! “สหกรณ์วังน้ำเย็น” ตกขบวนนมโรงเรียน 1.4 หมื่นล้าน
วงการโคนมตื่น! ลือสะพัดจากกระทรวงสาธารณสุข ส่งซิก “สหกรณ์วังน้ำเย็น” ไม่ผ่านมาตรฐานเกณฑ์นมโรงเรียน 1.4 หมื่นล้าน จริงหรือไม่ ลุ้น 14 พ.ค. “มิลค์บอร์ด” เปิดประชุม ด้านสหกรณ์โคนมท่าม่วง ยื่นหนังสือ “กฤษฎา”ให้ยึดหลักเกณฑ์ตามใบประกาศ ด้าน”มวกเหล็ก” ขานรับนโยบายรัฐมนตรี-กรมปศุสัตว์ดึงสิทธินมผงออก เซ็งพวกนอกแถวเล่นแรง หวั่นลามสหกรณ์เจ๊ง
แหล่งข่าวผู้ประกอบการโครงการอาหารเสริม (นม)โรงเรียน เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ได้ข่าวจากกระทรวงสาธารณสุขว่าสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด ตรวจแล้วไม่ผ่านมาตรฐานน้ำนมดิบนมโรงเรียน ไม่มีโอกาสนำน้ำนมดิบพาณิชย์มาเปลี่ยนเนื่องจากหมดเขตรับสมัครแล้ว อย่างไรก็ดีต้องรอวันที่ 14 พฤษภาคม 2562 ที่จะมีการประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมหรือมิลค์บอร์ดว่าผู้สมัครที่เข้ามาในโรงเรียนจะครบ 74 รายหรือไม่
ขณะที่นายปภณภพ เฉลิมกลิ่น ผู้จัดการสหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด กล่าวว่า วันนี้(วันที่ 3 พ.ค.62) ที่มายื่นหนังสือกับนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นั้นอยากให้ยึดใบประกาศหลักเกณฑ์รับสมัครนมโรงเรียน ไม่ใช่นอกเหนือหลักเกณฑ์ใบประกาศ ที่ไม่มี แล้วนำมาใช้บังคับโดยกำหนดเป็นหลักเกณฑ์เห็นว่าไม่เหมาะสม ควรยึดหลักประกาศ
ขณะด้าน น.สพ. วัชรินทร์ เอกประเสริฐ ผู้ทรงคุณวุฒิ สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด กล่าวว่า ทางสหกรณ์ปฎิบัติตามนโยบายของนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และน.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ว่าให้แยกน้ำนมดิบที่ไปใช้สิทธิแลกนมผงออกให้เหลือเฉพาะน้ำนมดิบที่เหลือนำเข้าโครงการ แต่ปรากฏว่ามีผู้ไม่รักษากติกาส่งผลทำให้ปริมาณน้ำนมดิบเพิ่มขึ้น เมื่อถูกหารจำนวนปริมาณน้ำนมดิบมากส่งผลทำให้โควตาของสหกรณ์เหลือแค่ 15 ตัน สหกรณ์จะได้ชี้แจงกับรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว
สอดคล้องกับแหล่งข่าวผู้คว่ำหวอดวงการโคนม เผยว่า กติกาที่รัฐมนตรีได้มีแนวคิดจนมาสู่ภาคปฎิบัติเป็นแนวคิดที่ดี อยากให้ผู้ประกอบการทุกคนพร้อมใจกันปฎิบัติตามกติกาอย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะที่ได้รับน้ำนมดิบใช้สิทธิไปรับรองนมผงแล้วไม่ควรที่จะใช้สิทธิซ้ำซ้อน มองว่าเป็นการเอาเปรียบผู้ประกอบการรายอื่น
ด้านนางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ยอมรับว่าปีแรกในการจัดนมโรงเรียนอาจจะมีขรุขระบ้าง แต่ว่าปีถัดไปทุกคนจะทราบกติกาชัดมากขึ้น อาทิ โควตานมโรงเรียนจะจัดสรร 5 ภาค โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้จัดสรร และปศุสัตว์จังหวัดจะเป็นคนให้ข้อมูลทั้งมาตรฐานน้ำนมดิบที่ผ่าน มีกี่โรงงาน กำลังการผลิตเท่าไร ประสานคู่กับเด็กนักเรียน ซึ่งในปีนี้จำนวนเด็กนักเรียนหายไป ทำให้น้ำนมดิบที่จัดสรรน้อยลงตาม คาดว่าจะหายไป 100 ตัน/วัน ดังนั้นผู้ประกอบการที่เคยได้โควตาเท่านั้นเท่านี้ขอให้ลืม!! เพราะทุกคนจะต้องเริ่มใหม่หมด เช่นเดียวกันกับปีนี้ได้มากปีหน้าอาจจะลดลง เช่น จำนวนเด็กลดลง หรือ มีประวัตินมบูดเน่าเสีย เป็นต้น
ทั้งนี้ในส่วนของการจัดสรร กล่าวคือ น้ำนมดิบที่ใช้รับรองสิทธินมผงแล้วไม่สามารถเข้ามาในโครงการนมโรงเรียนได้ และใช้น้ำนมดิบในภาคนั้นจัดสรรก่อน ยกเว้นไม่พอถึงจะใช้ภาคที่ใกล้เคียง โดยอำนาจและการตัดสินใจจะมอบสิทธิให้ประธานทั้ง 5 ภาคใต้ โดยกรมปศุสัตว์จะทำงานเป็นกูเรเตอร์ เป็นหน่วยงานกำกับการดูแล เท่านั้น
อนึ่ง คณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน แยกโครงสร้างการบริหารออกจากคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม หรือ มิลบอร์ด ตามพระราชบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นม พ.ศ. 2551 เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์อันเนื่องมาจากผู้มีส่วนได้เสียในโครงการร่วมเป็นกรรมการ โดยมีอธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นกรรมการและเลขานุการ
ภายใต้คณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชนจะมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการรับผิดชอบ 4 คณะ รับผิดชอบภารกิจต่าง ๆ ได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการบริหารโครงการอาหารเสริม (นม), 2.คณะอนุกรรมการรณรงค์บริโภคนมในสถาบันการศึกษาทุกระดับ, 3.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ระดับพื้นที่ และ 4.คณะอนุกรรมการอื่น ๆ ที่จำเป็น โดยมีองค์ประกอบคณะอนุกรรมการชุดละไม่เกิน 15 คนเช่นเดียวกัน










