
ถอดบทเรียนประวัติศาสตร์นิวเคลียร์โลก สู่อนาคตพลังงานนิวเคลียร์ไทย
70 ปี จาก Calder Hall สู่ทิศทางพลังงานสะอาดของไทย : ถอดบทเรียนประวัติศาสตร์นิวเคลียร์โลกสู่วิสัยทัศน์การกำกับดูแลโดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) โดยนายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
"พลังงานใหม่นี้...ถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์สุขร่วมกันของชุมชนเราเป็นครั้งแรก"
พระราชดำรัสอันทรงคุณค่าของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ดังกึกก้องขึ้น ณ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์คาลเดอร์ฮอลล์ (Calder Hall) เมืองคัมเบอร์แลนด์ เมื่อเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1956 ก่อนที่พระองค์จะทรงสับสวิตช์ส่งกระแสไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบแห่งแรกของโลกเข้าสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติ
เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในวันนั้น ทำให้เมืองเวิร์คกิงตัน (Workington) ที่อยู่ห่างออกไป 24 กิโลเมตร กลายเป็นเมืองแรกของโลกที่ได้รับแสงสว่าง ความร้อน และพลังงานจากนิวเคลียร์ และภายในเวลาเพียง 4 ชั่วโมง กระแสไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ก็ได้เดินทางไปหล่อเลี้ยงเมืองหลวงอย่างกรุงลอนดอน
7 ทศวรรษแห่งความมั่นคง: จากพลังงานทางเลือกสู่เสาหลักคาร์บอนต่ำ
ในวาระครบรอบ 70 ปีของการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าคาลเดอร์ฮอลล์ในปี 2569 นี้ ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พลังงานนิวเคลียร์มิได้เป็นเพียงความตื่นเต้นทางวิทยาศาสตร์ในยุคหลังสงคราม แต่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำที่มีความน่าเชื่อถือและมีเสถียรภาพสูง (Reliable Baseload Power)
ปัจจุบัน หลายประเทศทั่วโลกได้บรรจุพลังงานนิวเคลียร์ไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า เพื่อตอบโจทย์วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลดก๊าซเรือนกระจก
ประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ต่อประเทศไทย
สำหรับประเทศไทยซึ่งกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงทางพลังงาน และมีเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
ภายในปี 2065 เทคโนโลยีนิวเคลียร์ยุคใหม่ โดยเฉพาะเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกทางยุทธศาสตร์ที่สามารถสร้างประโยชน์แก่ประเทศได้ในหลายมิติ ได้แก่:
1. ความมั่นคงทางพลังงานระยะยาว: ลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ราคาผันผวน
2. พลังงานสะอาดที่เสถียร: สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งแตกต่างจากพลังงานหมุนเวียนที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ
3. การยกระดับขีดความสามารถทางอุตสาหกรรม: สร้างงานทักษะสูงและดึงดูดการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่ต้องการพลังงานสะอาด 100%
มุมมองการกำกับดูแลความปลอดภัย: ภารกิจสูงสุดของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.)
บทเรียนจากคาลเดอร์ฮอลล์ตลอด 70 ปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีนิวเคลียร์จะสร้าง "ประโยชน์สุขร่วมกัน" ได้อย่างยั่งยืน ก็ต่อเมื่อตั้งอยู่บนรากฐานของความปลอดภัยสูงสุด สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีแห่งชาติ ได้เตรียมความพร้อมเชิงนโยบายเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานนี้ ดังนี้:
- การกำกับดูแลที่รู้เท่าทันเทคโนโลยี (Robust and Adaptive Regulation): ปส. ได้พัฒนากรอบกฎหมายและกระบวนการออกใบอนุญาตให้ครอบคลุมเทคโนโลยี SMR และนวัตกรรมใหม่ๆ โดยยึดหลักเกณฑ์ความปลอดภัยสูงสุดตามมาตรฐานของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ตั้งแต่การเลือกสถานที่ตั้ง การก่อสร้าง ไปจนถึงการเดินเครื่องและการจัดการกากกัมมันตรังสี
- หลักการ 3S เพื่อความมั่นคงของชาติ: การกำกับดูแลของ ปส. บูรณาการหลักการ 3S ได้แก่ ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ (Safety) ความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์ (Security) และการพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ (Safeguards) อย่างไร้รอยต่อ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและภัยคุกคามทุกรูปแบบ
- ความโปร่งใสและการสร้างความเชื่อมั่น (Public Trust & Transparency): ปส. ตระหนักดีว่าการยอมรับของประชาชนคือหัวใจสำคัญของการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ ปส. จึงมุ่งมั่นดำเนินงานอย่างเป็นอิสระ โปร่งใส และสื่อสารความเสี่ยงด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องและตรวจสอบได้ เพื่อคุ้มครองสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
จากแสงสว่างแรกที่คาลเดอร์ฮอลล์เมื่อ 70 ปีก่อน สู่วิสัยทัศน์พลังงานสะอาดของโลกในปัจจุบัน สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) พร้อมทำหน้าที่เป็น "เสาหลักด้านการกำกับดูแลความปลอดภัย" เพื่อให้มั่นใจว่า หากประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคพลังงานนิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ พลังงานดังกล่าวจะเป็นพลังงานที่ปลอดภัย ยั่งยืน และสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชนคนไทยทุกคน












