
Bangkok Blueprint เข็มทิศกู้วิกฤตภัยเงินดิจิทัล
Bangkok Blueprint เข็มทิศกู้วิกฤตภัยเงินดิจิทัล : บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,245 วันที่ 18 - 21 ตุลาคม พ.ศ. 2569
KEY
POINTS
- IMF และธนาคารโลกได้เผยแพร่รายงาน “Bangkok Blueprint” เพื่อเป็นแนวทางให้ทั่วโลกใช้รับมือกับวิกฤตภัยฉ้อโกงทางการเงินทางไซเบอร์ที่กำลังทวีความรุนแรง
- ภัยฉ้อโกงได้พัฒนาเป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI สร้างความเสียหายมูลค่ามหาศาลและกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการเงินดิจิทัล
- พิมพ์เขียวเสนอแนวทางแก้ปัญหาแบบครบวงจร ตั้งแต่การกำหนดยุทธศาสตร์ชาติที่ชัดเจน การฝังมาตรการป้องกันในระบบการเงิน และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อทลายเครือข่ายอาชญากร
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ได้เผยแพร่รายงาน “The Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services” หรือ “พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ เพื่อบริการทางการเงินที่ทนทานต่อการฉ้อโกง” ระหว่างการประชุมประจำปี IMF–ธนาคารโลก ปี 2026 ที่ประเทศไทย สำหรับให้ผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินทั่วโลก ใช้เป็นแนวทางรับมือการฉ้อโกงที่อาศัยเทคโนโลยีไซเบอร์ ที่กำลังลุกลามจนกระทบความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินดิจิทัล
รายงานชี้ว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สถานการณ์ด้านไซเบอร์ในภาคการเงิน คิดเป็นราว 10% ของเหตุการณ์ไซเบอร์ทั่วโลก และเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า ขณะที่จำนวนคดีฉ้อโกงที่อาศัยเทคโนโลยีไซเบอร์ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าการหลอกลวงออนไลน์และการฉ้อโกงดิจิทัล เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า โดยในประเทศส่วนใหญ่ การฉ้อโกงผ่านการโอนเงินและบัตรยังเป็นรูปแบบหลัก ขณะที่การฉ้อโกงที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเร่งตัวขึ้น
ในเชิงมูลค่า Global Anti-Scam Alliance (GASA) ร่วมกับ Feedzai ประเมินความเสียหายจากการหลอกลวงทั่วโลกในปี 2568 ไว้เกือบ 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
รายงานระบุถึงการฉ้อโกงไซเบอร์ไม่ใช่เรื่องของอาชญากรรายย่อยอีกต่อไป แต่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่รุนแรงและวิวัฒน์เร็วที่สุดในโลก เชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากรรมที่จัดตั้ง และเครือข่ายฟอกเงินมืออาชีพ โดยกลุ่มที่ตั้งฐานในประเทศหนึ่งจะเจาะเหยื่อในอีกประเทศหนึ่ง แล้วโยกย้ายเงินไปยังประเทศที่สาม
อีกทั้ง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นตัวเร่งให้เครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ มีความสามารถในการตรวจจับและใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ได้ทั้งเร็วและในวงกว้าง สามารถสร้างเสียงและภาพสังเคราะห์ที่น่าเชื่อถือ นำไปหลอกเหยื่อ รวมถึงลักษณะภัยคุกคามเปลี่ยนจากธุรกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาต ไปสู่ธุรกรรมที่เหยื่ออนุมัติเอง เช่น การหลอกให้โอนเงินและการหลอกลงทุน
ในรายงานดังกล่าว ระบุถึงการรับมือกับภัยฉ้อโกง โดยเสนอให้ประเทศต่างๆ จัดทำยุทธศาสตร์แบบครบวงจรที่มีเจ้าภาพชัดเจน พร้อมกำหนดฐานทางกฎหมายในการจัดสรรความรับผิด ระหว่างสถาบันการเงินและลูกค้า ตลอดจนเปิดช่องทางแบ่งปันข้อมูลและอำนาจอายัดทรัพย์สินอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน ระบบการเงิน ต้องฝังมาตรการต้านการฉ้อโกงไว้ตั้งแต่ขั้นออกแบบ โดยไม่ผลักภาระให้ผู้ใช้บริการ และต้องใช้มาตรการเชิงรุก เช่น การหน่วงธุรกรรมเสี่ยงและการปิดกั้นช่องทางปลอม รวมถึงการสร้างสถาปัตยกรรมการตรวจจับร่วมกันทั้งระบบนิเวศ
นอกจากนี้ ยังต้องต่อยอดกรอบการทำงานด้านไซเบอร์ และ การฟอกเงิน พร้อมมุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายเพื่อทลายเครือข่ายข้ามชาติและกลุ่มรับจ้างฟอกเงิน อีกทั้ง ยังต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากภาคส่วนนอกการเงิน เช่น โทรคมนาคมและแพลตฟอร์มดิจิทัล ประกอบกับมีความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อสกัดกั้นเส้นทางการเงินที่มีความเสี่ยง
รวมถึงการคุ้มครองผู้บริโภค จำเป็นต้องปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้ครอบคลุมกรณีที่เหยื่ออนุมัติธุรกรรมด้วยตนเอง จัดให้มีช่องทางแจ้งเหตุระดับชาติช่องทางเดียวที่เข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง และประเมินผลมาตรการด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนสู่ระบบการเงินดิจิทัล
สำหรับประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพ โจทย์เร่งด่วนจึงไม่ใช่แค่การร่วมลงนามในเอกสาร แต่คือ การนำพิมพ์เขียวนี้มาแปรสู่นโยบาย “Bangkok Blueprint in Action” อย่างเป็นรูปธรรม
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,245 วันที่ 18 - 21 ตุลาคม พ.ศ. 2569







