
เยียวยาน้ำท่วม กทม. เตรียมขยายเวลารับคำร้อง ระดมทีมช่างตรวจบ้าน 22 ต.ค.
กทม. เร่งประเมินความเสียหายน้ำท่วม ระดมช่างส่วนกลาง 300–350 คน พร้อมกำลังเสริมจากสำนักงานเขต เตรียมขยายเวลารับคำร้องช่วยเหลือ ทดลองตรวจพื้นที่ 20 ต.ค. ก่อนเดินหน้าเต็มรูปแบบ 22 ต.ค. 2569
KEY
POINTS
- กทม. เตรียมขยายระยะเวลารับคำร้องขอความช่วยเหลือเยียวยาน้ำท่วม เพื่อให้ผู้ประสบภัยที่ยังได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงสิทธิ์ได้อย่างทั่วถึง
- ระดมทีมช่างจากส่วนกลางและเขตที่ไม่ได้รับผลกระทบรวมกว่า 300 คน เพื่อลงพื้นที่ตรวจประเมินความเสียหายบ้านเรือน โดยจะเริ่มปฏิบัติการเต็มรูปแบบในวันที่ 22 ตุลาคม
- ทีมตรวจประเมินซึ่งมีนายช่างโยธารวมอยู่ด้วย ตั้งเป้าหมายตรวจความเสียหายให้ได้ 20-30 หลังคาเรือนต่อทีมต่อวัน เพื่อเร่งรัดกระบวนการช่วยเหลือ
18 ตุลาคม 2569 นางสาวทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางตรวจประเมินความเสียหายจากอุทกภัยและช่วยเหลือเยียวยาประชาชน โดย กทม. เตรียมขยายเวลารับคำร้อง พร้อมระดมทีมช่างลงพื้นที่ตรวจบ้านและอุปกรณ์ประกอบอาชีพ เพื่อเร่งกระบวนการช่วยเหลือผู้ประสบภัย
ภาพรวมการอนุมัติเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมของกรุงเทพมหานครมีความคืบหน้าประมาณ 33% จากยอดรับแจ้งราว 1 ล้านราย โดยอนุมัติแล้วกว่า 300,000 ราย ขณะที่บางสำนักงานเขตมีความคืบหน้าถึง 50% ทั้งนี้ ยอดดังกล่าวเป็นความคืบหน้าการอนุมัติเงินช่วยเหลือ
เตรียมขยายเวลารับคำร้อง ช่วยผู้ที่ยังมีน้ำท่วมขัง
กทม. เตรียมขยายระยะเวลารับคำร้องขอรับความช่วยเหลือ เพื่อรองรับประชาชนที่ยังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะผู้ที่ยังมีน้ำท่วมขังหรือไม่สะดวกเดินทางมายื่นเอกสาร
การขยายเวลามีเป้าหมายให้ผู้ประสบภัยมีโอกาสเข้าถึงความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รับคำร้องและตรวจสอบข้อมูลอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการประชุมครั้งนี้ยังไม่ได้ระบุวันสิ้นสุดการรับคำร้องใหม่
ทดลองตรวจความเสียหาย 20 ต.ค. ก่อนลงพื้นที่เต็มรูปแบบ 22 ต.ค.
กทม. วางแผนให้ทีมประเมินความเสียหายทดลองลงพื้นที่จริงในวันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2569 นำร่องเขตละ 1 ชุมชน เพื่อทดสอบขั้นตอนและสร้างความเข้าใจให้เจ้าหน้าที่
จากนั้นจะรวบรวมปัญหาและข้อเสนอแนะมาปรับแนวทางปฏิบัติในวันที่ 21 ตุลาคม ก่อนเริ่มปฏิบัติการเต็มรูปแบบในวันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2569 โดยกระจายทีมช่างลงพื้นที่ตรวจประเมินความเสียหายในกรุงเทพมหานคร
นอกจากนี้ ยังเตรียมอบรมเจ้าหน้าที่ผ่านระบบออนไลน์ และจัดช่องทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตอบข้อสงสัยระหว่างปฏิบัติงาน
ระดมช่างส่วนกลาง 300–350 คน เน้นพื้นที่คำร้องสูง
กทม. เตรียมเจ้าหน้าที่ส่วนกลางประมาณ 300–350 คน พร้อมกำลังสนับสนุนจากสำนักงานเขตที่ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม 12 เขต เพื่อเร่งตรวจประเมินในพื้นที่ที่มีคำร้องจำนวนมาก
เจ้าหน้าที่ส่วนกลางจะเน้นสนับสนุนพื้นที่ฝั่งตะวันออก ส่วนสำนักงานเขตคู่สนับสนุนจะช่วยปฏิบัติงานในพื้นที่ฝั่งธนบุรี กรุงเทพกลาง กรุงเทพเหนือ และกรุงเทพใต้
การจัดกำลังพิจารณาจากจำนวนคำร้อง ระดับความเสียหาย และระยะเวลาน้ำท่วมขัง โดยแบ่งพื้นที่ตามแผนการทำงาน ดังนี้
บางกะปิและลาดกระบัง: กลุ่มความเดือดร้อนสูงสุด จัดกำลังส่วนกลางสนับสนุนประมาณ 50–60 คน
บางเขน บึงกุ่ม วังทองหลาง และดอนเมือง: กลุ่มความเดือดร้อนสูง จัดกำลังสนับสนุนประมาณ 30–35 คน
สายไหม คลองสามวา ประเวศ และหนองจอก: กลุ่มความเดือดร้อนปานกลาง จัดกำลังเสริมตามความจำเป็น
หลักสี่ สะพานสูง จตุจักร มีนบุรี ลาดพร้าว สวนหลวง และยานนาวา: กลุ่มที่มีคำร้องประมาณ 4,000–11,000 ราย ใช้กำลังจากสำนักงานเขตคู่สนับสนุน
พื้นที่ที่มีคำร้องน้อยกว่า 4,000 ราย: ให้สำนักงานเขตบริหารกำลังเจ้าหน้าที่ภายในพื้นที่เป็นหลัก
กำหนดทีมตรวจมีช่างโยธา ตั้งเป้า 20–30 หลังต่อวัน
มาตรฐานทีมตรวจประเมินกำหนดให้มีนายช่างโยธาอย่างน้อย 1 คนต่อทีม ใช้เวลาตรวจเฉลี่ยประมาณ 15 นาทีต่อครัวเรือน และตั้งเป้าตรวจประมาณ 20–30 หลังคาเรือนต่อทีมต่อวัน
เจ้าหน้าที่แต่ละทีมจะรับผิดชอบชุมชนเดิมอย่างต่อเนื่องจนเสร็จภารกิจ เพื่อลดความสับสนและป้องกันข้อมูลตกหล่นระหว่างส่งต่องาน พร้อมปรับแบบประเมินให้ใช้งานง่ายขึ้น
ลดเอกสารซ้ำซ้อน เตรียมแนวทางอุทธรณ์ผลพิจารณา
กทม. เตรียมลดขั้นตอนการลงนามเอกสารที่ซ้ำซ้อน โดยให้นายช่างผู้ตรวจและเจ้าหน้าที่รัฐอีก 1 คนร่วมเป็นพยาน พร้อมพิจารณาอนุมัติเป็นชุดตามมติคณะกรรมการระดับเขตและบัญชีรายชื่อ เพื่อให้กระบวนการช่วยเหลือคล่องตัวขึ้น
สำหรับประชาชนที่ต้องการอุทธรณ์ผลการพิจารณาหรือแก้ไขข้อมูล กทม. จัดทำแนวทางและเอกสารกลางให้สำนักงานเขตใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงแนวทางดำเนินการกรณีได้รับเงินช่วยเหลือเกินสิทธิ
ส่วนความเสียหายด้านการเกษตรจะแยกพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการต่อไป
กทม. ย้ำว่าจะเร่งตรวจประเมินและช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยคำนึงถึงความเดือดร้อนและข้อจำกัดของประชาชนในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างทั่วถึง โปร่งใส และตรวจสอบได้







