
"อนุทิน" ลงสุพรรณบุรี เร่งแก้คอขวดน้ำท่วมสองพี่น้อง เสนอเพิ่มบานประตูระบายน้ำ
นายกฯ ตรวจประตูระบายน้ำสองพี่น้อง เร่งกำจัดผักตบชวา เปิดทางน้ำลงแม่น้ำท่าจีน พร้อมผลักดันโครงการระยะยาว ลดปัญหาท่วมซ้ำ
KEY
POINTS
```html
- นายอนุทินลงพื้นที่ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี เพื่อติดตามและเร่งแก้ไขปัญหาคอขวดในการระบายน้ำที่ก่อให้เกิดน้ำท่วม
- เสนอแนวทางแก้ปัญหาระยะยาว โดยการเพิ่มจำนวนบานประตูระบายน้ำบางสาม จาก 3 บาน เป็น 5 บาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำท่าจีน
- สั่งการให้เร่งกำจัดผักตบชวาและวัชพืชที่กีดขวางทางน้ำ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การระบายน้ำไม่เต็มประสิทธิภาพ
- ชี้ว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำในระยะยาวมีความจำเป็น เพื่อลดความเสียหายและภาระงบประมาณในการเยียวยาและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าซ้ำซาก
```
18 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำบริเวณ ประตูระบายน้ำสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อรับฟังปัญหาการระบายน้ำและแนวทางลดผลกระทบจากน้ำท่วมในระยะยาว
จุดตรวจติดตามอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 4 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา โดยมีนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมชลประทาน จังหวัดสุพรรณบุรี และหน่วยงานในพื้นที่ร่วมลงพื้นที่
เร่งกำจัดผักตบชวา เปิดทางระบายน้ำลงแม่น้ำท่าจีน
นายอนุทินกล่าวว่า ปริมาณน้ำในพื้นที่ยังมีมาก จึงต้องเร่งผลักดันน้ำออก โดยขณะนี้ยังสามารถระบายน้ำลงแม่น้ำท่าจีนได้ แต่การระบายยังไม่เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากมีผักตบชวาและวัชพืชกีดขวางทางน้ำ จึงต้องเร่งกำจัดควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำ
สำหรับอำเภอสองพี่น้อง นายกรัฐมนตรีระบุว่า ได้รับข้อมูลจากอธิบดีกรมชลประทานถึงแนวทางขยายช่องทางระบายน้ำและเพิ่มความกว้างของคลอง เพื่อให้น้ำไหลออกสู่แม่น้ำท่าจีน ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร ได้สะดวกขึ้น
อย่างไรก็ตาม ต้องจัดระบบควบคุมให้เหมาะสม เพราะบางช่วงระดับน้ำในแม่น้ำท่าจีนสูงกว่าระดับน้ำในคลอง จึงจำเป็นต้องมีประตูน้ำป้องกันน้ำไหลย้อนกลับเข้าพื้นที่
เสนอเพิ่มประตูน้ำบางสามจาก 3 เป็น 5 บาน แก้ปัญหาคอขวด
ปัญหาการระบายน้ำในพื้นที่เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งผักตบชวา ความสามารถในการระบายน้ำของประตูน้ำ และลักษณะพื้นที่แอ่งกระทะ ซึ่งได้รับน้ำจากแม่น้ำท่าจีนและคลองสายต่าง ๆ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ทำให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งและส่งผลกระทบต่อประชาชน
แนวทางที่เสนอในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้แก่ การแก้ปัญหาคอขวดบริเวณประตูเภาทะลาย คลอง ร.4 ขวา และการเพิ่มจำนวนบานของ ประตูน้ำบางสาม คลองสองพี่น้อง จาก 3 บานเป็น 5 บาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำลงแม่น้ำท่าจีน
ข้อเสนอดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัย และสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำในช่วงภัยแล้ง
นายกฯ ชี้ต้องลงทุนระยะยาว ลดภาระสูบน้ำและเยียวยาซ้ำ
นายอนุทินกล่าวว่า การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการระดมเครื่องสูบน้ำจากหลายจังหวัด การติดตั้งท่อระบายน้ำ และการเดินเครื่องสูบน้ำ มีต้นทุนทั้งค่าไฟฟ้า น้ำมัน และทรัพยากรจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดซ้ำได้อย่างถาวร
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ภาครัฐต้องใช้งบประมาณเยียวยาประชาชนปีละประมาณ 40,000–50,000 ล้านบาท จึงเห็นว่าควรให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ เพื่อช่วยลดความเสียหายและความเดือดร้อนในระยะยาว
พร้อมย้ำว่า รัฐบาลรับทราบความรุนแรงของปัญหา และจะเร่งผลักดันโครงการที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ควบคู่กับการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ปัจจุบัน
เร่งเดินหน้าโครงการระบายน้ำชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย
นายอนุทิน กล่าวถึงโครงการระบายน้ำในภาพรวม ชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย ว่า รัฐบาลต้องผลักดันให้เริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยระบุ กรอบเวลาดำเนินงานประมาณ 7 ปี
นายกรัฐมนตรีจะกำชับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกรมชลประทานให้ติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด รวมถึงเร่งขั้นตอนการเวนคืนที่ดินและการจ่ายเงินให้ประชาชน เพื่อป้องกันความล่าช้าที่อาจกระทบต่อโครงการ
“รัฐบาลชุดนี้จะติดตามอย่างใกล้ชิด เราไม่มีคำว่าพรรค มีแต่คำว่า พี่น้องประชาชนต้องลดความเดือดร้อน” นายอนุทินกล่าว
ปภ. แจงงบเยียวยาน้ำท่วม 4,700 ล้านบาท หากไม่พอพร้อมเสนอเพิ่ม
ด้านนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ชี้แจงว่า เงินเยียวยาผู้ประสบภัยครั้งนี้ใช้งบกลาง โดยรัฐบาลอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม 4,700 ล้านบาท เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 เพื่อช่วยเหลือประชาชนในขณะที่สถานการณ์ภัยยังไม่สิ้นสุด
นายนิรัตน์กล่าวว่า การขอรับงบประมาณอาศัยข้อมูลจำนวนครัวเรือนที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ รายงาน ณ วันที่ 29 กันยายน 2569 เพื่อคำนวณวงเงินเสนอรัฐบาลตามข้อเท็จจริง
หากหลังเดือนตุลาคมพบว่า งบประมาณไม่เพียงพอ ปภ. จะรวบรวมข้อมูลและเสนอขอรับงบประมาณเพิ่มเติมตามความจำเป็น พร้อมยืนยันว่าจะติดตามการช่วยเหลือเพื่อไม่ให้ประชาชนที่เข้าเกณฑ์ตกหล่น







