thansettakij
thansettakij
ทำไมไอซ์แลนด์จึงกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลาง Data Center พลังงานสะอาดของโลก? บทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทยในยุค AI

ทำไมไอซ์แลนด์จึงกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลาง Data Center พลังงานสะอาดของโลก? บทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทยในยุค AI

18 ต.ค. 69 | 00:00 น.
อัปเดตล่าสุด :18 ต.ค. 69 | 00:56 น.

ทำไมไอซ์แลนด์จึงกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลาง Data Center พลังงานสะอาดของโลก? บทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทยในยุค AI โดย อาจารย์ ดร.เมทังกร เสริมสุข (CIIM – KMITL) วิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (CIIM) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)

ในยุคที่ Artificial Intelligence หรือ AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ประเทศต่าง ๆ กำลังแข่งขันกันดึงดูดการลงทุน Data Center ขนาดใหญ่ เพื่อรองรับ Cloud Computing, AI Training, Large Language Models และ High Performance Computing ซึ่งล้วนต้องใช้กำลังประมวลผลและพลังงานไฟฟ้าจำนวนมหาศาล

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ประเทศที่มีความได้เปรียบในการแข่งขัน Data Center อาจไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุด มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด หรือมีบริษัทเทคโนโลยีมากที่สุดเสมอไป

ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ ไอซ์แลนด์ (Iceland) ประเทศเกาะขนาดเล็กในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ มีประชากรไม่ถึงครึ่งล้านคน แต่กลับสามารถดึงดูดการลงทุน Data Center และ High Performance Computing จากต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

คำถามสำคัญคือ ทำไมประเทศเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก จึงกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่น่าสนใจสำหรับการพัฒนา Data Center?

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ความเร็ว Internet หรือราคาที่ดินเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ทรัพยากรสำคัญสามประการ ได้แก่ ไฟฟ้าคาร์บอนต่ำ สภาพอากาศเย็น และความสามารถในการบริหารต้นทุนพลังงาน

นี่คือบทเรียนที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย เพราะในอนาคตการแข่งขันด้าน Data Center อาจไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครสามารถสร้างอาคารและติดตั้ง GPU ได้มากที่สุด แต่จะวัดกันว่าใครสามารถจัดหาไฟฟ้าที่มั่นคง มีต้นทุนแข่งขันได้ และระบายความร้อนจากระบบ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ดร.เมทังกร เสริมสุข (CIIM – KMITL) วิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (CIIM) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)

AI กำลังทำให้ Data Center กลายเป็นอุตสาหกรรมพลังงานขนาดใหญ่

ในอดีต Data Center ส่วนใหญ่ถูกออกแบบเพื่อรองรับ Website, Database, Enterprise Applications และ Cloud Services แต่การเติบโตของ AI ทำให้รูปแบบการใช้พลังงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะการประมวลผลของ GPU Cluster ที่ต้องทำงานพร้อมกันหลายพันถึงหลายหมื่นตัว

AI Data Center รุ่นใหม่บางโครงการมีแผนพัฒนากำลังไฟฟ้าระดับ 300–1,000 MW หรือมากกว่านั้น ซึ่งใกล้เคียงกับกำลังผลิตของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่

หาก Data Center มีความต้องการไฟฟ้ารวม 1,000 MW และทำงานเต็มกำลังตลอด 8,760 ชั่วโมงต่อปี จะใช้พลังงานไฟฟ้าสูงถึง 8.76 TWh ต่อปี ซึ่งเป็นปริมาณไฟฟ้าที่มีนัยสำคัญต่อระบบพลังงานของประเทศ

ข้อมูลจาก International Energy Agency หรือ IEA ในรายงาน Energy and AI ปี 2025 ประเมินว่าความต้องการไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 415 TWh ในปี 2024 เป็นประมาณ 945 TWh ในปี 2030 โดยมี AI เป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ

การเติบโตดังกล่าวทำให้ Data Center ไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องวางแผนร่วมกับระบบไฟฟ้า พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายความร้อน

ประเทศที่สามารถจัดหาพลังงานไฟฟ้าได้อย่างเพียงพอและมีต้นทุนแข่งขันได้ จึงมีโอกาสดึงดูดการลงทุน AI Infrastructure มากขึ้น

ทำไม Cooling จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญของ Data Center?

สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ Data Center ไม่ได้ใช้ไฟฟ้าทั้งหมดไปกับ Server และ GPU โดยตรง แต่ยังต้องใช้ไฟฟ้าสำหรับระบบ Cooling, UPS, Power Distribution, Pump, Fan และอุปกรณ์สนับสนุนอื่น ๆ

ใน Data Center แบบดั้งเดิมที่มีค่า Power Usage Effectiveness หรือ PUE ค่อนข้างสูง ระบบ Cooling อาจใช้พลังงานประมาณ 30–40% ของพลังงานรวม ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศและเทคโนโลยีที่เลือกใช้

แต่สัดส่วนดังกล่าวไม่ใช่ค่าตายตัวสำหรับ Data Center ทุกแห่ง เพราะ Data Center ประสิทธิภาพสูงในปัจจุบันสามารถลดพลังงานส่วนสนับสนุนได้มาก และในบางแห่งระบบ Cooling ใช้พลังงานน้อยกว่าตัวเลขดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ

อุปกรณ์ Cooling ที่พบได้ทั่วไป ได้แก่ Chiller, Computer Room Air Conditioner หรือ CRAC, Computer Room Air Handler หรือ CRAH, Cooling Tower, Pump และ Heat Exchanger

หน้าที่สำคัญของระบบเหล่านี้คือการนำความร้อนที่เกิดจาก Server และ GPU ออกจากพื้นที่ IT Equipment และถ่ายเทออกสู่สิ่งแวดล้อม

ในทางวิศวกรรม พลังงานไฟฟ้าเกือบทั้งหมดที่ใช้โดย IT Equipment จะเปลี่ยนเป็นความร้อนในที่สุด ดังนั้นหาก Data Center มี IT Load 200 MW ก็ต้องมีระบบจัดการความร้อนจาก IT Equipment ในระดับใกล้เคียง 200 MWₜₕ

เมื่อ AI Data Center มีขนาดใหญ่ขึ้น ระบบ Cooling จึงไม่ใช่เพียงอุปกรณ์ประกอบอาคาร แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการดำเนินงาน ความมั่นคงของระบบ และความสามารถในการแข่งขัน

PUE คืออะไร และทำไมประเทศอากาศเย็นจึงได้เปรียบ?

Data Center ใช้ตัวชี้วัดสำคัญเรียกว่า Power Usage Effectiveness หรือ PUE เพื่อประเมินประสิทธิภาพการใช้พลังงานของ Facility

PUE คำนวณจากอัตราส่วนระหว่างพลังงานทั้งหมดที่ Data Center ใช้ กับพลังงานที่ใช้โดย IT Equipment โดยตรง

PUE = Total Facility Energy / IT Equipment Energy

หาก Data Center มี IT Load 100 MW และใช้ไฟฟ้ารวม 150 MW จะมีค่า PUE เท่ากับ 1.50 หมายความว่าทุก ๆ 1 MW ที่ใช้กับ IT Equipment จะมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 0.50 MW สำหรับระบบสนับสนุน

ในทางทฤษฎี ค่า PUE ที่ดีที่สุดคือ 1.00 ซึ่งหมายความว่าพลังงานทั้งหมดถูกใช้กับ IT Equipment โดยตรง แต่ในทางปฏิบัติยังต้องใช้ไฟฟ้าสำหรับระบบ Cooling และ Power Infrastructure จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ PUE เท่ากับ 1.00

ข้อมูลสำรวจของ Uptime Institute ในปี 2025 รายงานค่า PUE เฉลี่ยของ Data Center อยู่ที่ประมาณ 1.54I’m

สิ่งที่น่าสนใจคือ ประเทศที่มีสภาพอากาศเย็นสามารถใช้ Ambient Cooling หรือ Free Cooling เพื่อลดการทำงานของ Mechanical Cooling ได้

ตัวอย่างเช่น หากอุณหภูมิภายนอกต่ำกว่าอุณหภูมิที่ระบบ Cooling ต้องการ ก็สามารถใช้อากาศภายนอกหรือระบบแลกเปลี่ยนความร้อนช่วยระบายความร้อนแทนการเดิน Chiller เต็มกำลัง

ผลคือการลดการใช้ไฟฟ้าของ Compressor และอุปกรณ์ Cooling บางส่วน ทำให้ค่า PUE ลดลง และช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของ Data Center

นี่คือหนึ่งในข้อได้เปรียบสำคัญของไอซ์แลนด์

ไอซ์แลนด์มีอากาศเย็นเกือบตลอดปี จึงเหมาะกับ Free Cooling

ไอซ์แลนด์ตั้งอยู่ในเขตมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ มีสภาพภูมิอากาศเย็นกว่าประเทศเขตร้อนอย่างประเทศไทยอย่างมาก

อุณหภูมิอากาศภายนอกที่ค่อนข้างต่ำช่วยให้ Data Center สามารถใช้ Free Cooling ได้เป็นเวลานานตลอดปี โดยเฉพาะระบบ Air-Side หรือ Water-Side Economizer ที่ออกแบบให้เหมาะกับสภาพอากาศ

สำหรับ Data Center ในประเทศเขตร้อนอย่างประเทศไทย อุณหภูมิภายนอกมักสูงกว่าอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการระบายความร้อน ทำให้ต้องใช้ Chiller หรือระบบ Cooling อื่น ๆ เพื่อรักษาอุณหภูมิของน้ำเย็นหรืออากาศให้เหมาะสม

แต่ในไอซ์แลนด์ ระบบ Cooling สามารถอาศัยอุณหภูมิภายนอกช่วยถ่ายเทความร้อนได้มากกว่า จึงลดภาระของ Mechanical Refrigeration


ผู้ให้บริการ Data Center ในไอซ์แลนด์บางแห่ง เช่น atNorth และ Verne ใช้สภาพภูมิอากาศเย็นเป็นจุดขายสำคัญ โดยผสมผสาน Free Cooling กับการออกแบบระบบพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า Data Center ในไอซ์แลนด์ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าสำหรับ Cooling เลย เพราะยังต้องมี Fan, Pump, Heat Exchanger, Control System และระบบสนับสนุนอื่น ๆ

ข้อได้เปรียบที่แท้จริงคือการลดความจำเป็นในการใช้ Compressor-Based Cooling เป็นเวลานานตลอดปี ซึ่งช่วยลดต้นทุนไฟฟ้าและทำให้ระบบมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

พลังงานไฟฟ้าเกือบทั้งหมดของไอซ์แลนด์มาจาก Renewable Energy

จุดแข็งสำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งของไอซ์แลนด์คือโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าที่ใช้พลังงานหมุนเวียนเกือบทั้งหมด

ไอซ์แลนด์มีแหล่งพลังงานสำคัญสองประเภท ได้แก่ Hydropower หรือพลังงานน้ำ และ Geothermal Energy หรือพลังงานความร้อนใต้พิภพ

โดยทั่วไปโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของประเทศมีสัดส่วน Hydropower ประมาณ 70% และ Geothermal ประมาณ 30% โดยสัดส่วนจริงอาจเปลี่ยนแปลงตามปี

พลังงานน้ำใช้พลังงานศักย์ของน้ำเพื่อหมุนกังหันผลิตไฟฟ้า ขณะที่พลังงานความร้อนใต้พิภพใช้ความร้อนจากใต้พื้นโลกเพื่อผลิตไอน้ำหรือของไหลที่นำไปขับกังหัน

ข้อได้เปรียบของไอซ์แลนด์คือมีทรัพยากรธรรมชาติที่เหมาะกับเทคโนโลยีทั้งสองประเภท ทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก

สำหรับผู้พัฒนา Data Center ที่มีเป้าหมายลด Carbon Emissions การตั้ง Data Center ในประเทศที่ระบบไฟฟ้ามีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสูงจึงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม การมีไฟฟ้าหมุนเวียนเกือบ 100% ไม่ได้หมายความว่า Data Center จะมี Carbon Footprint เป็นศูนย์ เพราะยังมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิต Server, GPU, อาคาร และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ รวมถึงการปล่อยก๊าซบางประเภทจากกระบวนการผลิตพลังงาน

แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่ยังพึ่งพาถ่านหินและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ไอซ์แลนด์มีข้อได้เปรียบด้าน Carbon Intensity ของไฟฟ้าอย่างชัดเจน

ทำไมไอซ์แลนด์จึงกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลาง Data Center พลังงานสะอาดของโลก? บทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทยในยุค AI

ทำไม Geothermal Energy จึงมีความสำคัญต่อ Data Center?

พลังงานหมุนเวียนไม่ได้มีคุณสมบัติเหมือนกัน
ทั้งหมด

Solar Power สามารถผลิตไฟฟ้าได้เมื่อมีแสงแดด ขณะที่ Wind Power ขึ้นอยู่กับความเร็วลม แต่ Geothermal Power สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องหากมีแหล่งความร้อนใต้พิภพและระบบผลิตไฟฟ้าที่เหมาะสม

คุณสมบัตินี้มีความสำคัญมากสำหรับ Data Center เพราะ IT Equipment และ GPU Cluster ต้องการไฟฟ้าที่มีความมั่นคงสูงตลอด 24 ชั่วโมง

Geothermal Energy จึงเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนประเภท Firm Power หรือพลังงานที่สามารถจ่ายไฟได้อย่างต่อเนื่องและคาดการณ์ได้มากกว่าพลังงานหมุนเวียนบางประเภท

เมื่อทำงานร่วมกับ Hydropower ซึ่งสามารถปรับกำลังผลิตได้ในหลายระบบ ไอซ์แลนด์จึงมีโครงสร้างพลังงานที่เหมาะกับการรองรับภาระไฟฟ้าต่อเนื่องของ Data Center

นี่เป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญมาก เพราะ Data Center ไม่ได้ต้องการเพียงไฟฟ้าสะอาด แต่ต้องการไฟฟ้าที่มีความมั่นคงและสามารถรองรับการทำงานต่อเนื่องได้ด้วย

ไฟฟ้าสะอาดและอากาศเย็นช่วยลดต้นทุน Data Center ได้อย่างไร?

ลองเปรียบเทียบ Data Center สองแห่งที่มี IT Load เท่ากัน 200 MW และเดินเครื่องตลอด 8,760 ชั่วโมงต่อปี

แห่งแรกมีค่า PUE เท่ากับ 1.40 ซึ่งอาจเป็น Data Center ที่ต้องใช้ Mechanical Cooling มากกว่า ขณะที่แห่งที่สองมีค่า PUE เท่ากับ 1.15 ซึ่งอาจเกิดจากการใช้ Free Cooling และระบบ Infrastructure ประสิทธิภาพสูง

Data Center แห่งแรกจะใช้กำลังไฟฟ้ารวม 280 MW ส่วนแห่งที่สองใช้กำลังไฟฟ้ารวม 230 MW

ดังนั้น Data Center ที่มี PUE 1.15 จะใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าประมาณ 50 MW ภายใต้ IT Load เดียวกัน

เมื่อคิดเป็นพลังงานไฟฟ้าตลอดปี จะประหยัดได้ประมาณ 438 GWh ต่อปี

หากสมมติค่าไฟฟ้า 3.60 บาทต่อหน่วย จะมีมูลค่าการประหยัดไฟฟ้าประมาณ 1,576.8 ล้านบาทต่อปี

ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างการคำนวณภายใต้สมมติฐานที่กำหนด ไม่ใช่ผลประหยัดที่ยืนยันได้ของ Data Center ทุกแห่งในไอซ์แลนด์ แต่แสดงให้เห็นว่าความแตกต่างของ PUE สามารถส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินงานได้มากเพียงใด

นอกจากนี้ หากไฟฟ้าที่ใช้มี Carbon Intensity ต่ำ ก็จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานควบคู่กันไปด้วย

จึงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศซึ่งมีทั้งไฟฟ้าคาร์บอนต่ำและสภาพอากาศเย็นจะได้รับความสนใจจากผู้ลงทุน Data Center

ไอซ์แลนด์มี Data Center อะไรบ้าง และใครกำลังลงทุน?

ไอซ์แลนด์ไม่ได้เป็นเพียงประเทศที่มีศักยภาพทางทฤษฎี แต่มีผู้ประกอบการ Data Center ที่ดำเนินธุรกิจจริงและให้บริการลูกค้าระหว่างประเทศ

ตัวอย่างสำคัญคือ atNorth ผู้ให้บริการ Data Center และ High Performance Computing ที่มีธุรกิจในกลุ่มประเทศนอร์ดิก รวมถึงไอซ์แลนด์ โดยมุ่งเน้นการใช้พลังงานหมุนเวียนและการออกแบบระบบ Cooling ประสิทธิภาพสูง

อีกบริษัทหนึ่งคือ Verne ซึ่งดำเนินธุรกิจ Data Center ในไอซ์แลนด์และประเทศอื่น ๆ โดยใช้จุดแข็งด้านพลังงานคาร์บอนต่ำและระบบ Cooling เพื่อรองรับ Enterprise Computing, High Performance Computing และ AI Workloads

นอกจากนี้ยังมีผู้ให้บริการอย่าง Borealis Data Center ซึ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการประมวลผลที่ใช้พลังงานจำนวนมาก

การลงทุนเหล่านี้สะท้อนว่าไอซ์แลนด์สามารถใช้ทรัพยากรด้านพลังงานและภูมิอากาศสร้างความได้เปรียบให้กับอุตสาหกรรมดิจิทัลได้จริง

อย่างไรก็ตาม ไอซ์แลนด์ยังไม่ได้เป็นศูนย์กลาง Data Center ที่ใหญ่ที่สุดของโลกเมื่อวัดจากกำลังไฟฟ้าติดตั้ง จำนวน Cloud Region หรือปริมาณ Computing Capacity เพราะตลาดขนาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรปตะวันตก และเอเชียยังมี Data Center มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

จุดเด่นของไอซ์แลนด์จึงอยู่ที่การเป็น หนึ่งในศูนย์กลาง Data Center พลังงานสะอาดที่น่าสนใจของโลก มากกว่าการเป็นตลาด Data Center ที่ใหญ่ที่สุด

ทำไม Big Tech จึงให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดมากขึ้น?

บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Google, Microsoft, Amazon, Meta และ Apple ต่างมีเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้พลังงานสะอาด แม้รายละเอียดและระยะเวลาของเป้าหมายจะแตกต่างกัน

ในอดีต Data Center มักเลือกสถานที่ตั้งจากความใกล้ชิดกับผู้ใช้งาน ความพร้อมของ Network และต้นทุนที่ดิน แต่ปัจจุบันการตัดสินใจลงทุนต้องพิจารณาความพร้อมของไฟฟ้าและ Carbon Intensity มากขึ้น

เหตุผลสำคัญคือ AI Data Center มีความต้องการไฟฟ้าสูงมาก หากตั้งอยู่ในประเทศที่ใช้ไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก การเพิ่ม Computing Capacity อาจทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

บริษัทเทคโนโลยีจึงต้องพิจารณาทั้งการจัดหาพลังงานหมุนเวียนผ่าน Power Purchase Agreement หรือ PPA การลงทุนในพลังงานสะอาด และการเลือกพื้นที่ตั้ง Data Center ที่มีระบบไฟฟ้าคาร์บอนต่ำ

ไอซ์แลนด์มีข้อได้เปรียบตรงที่ระบบไฟฟ้าของประเทศใช้พลังงานหมุนเวียนเกือบทั้งหมดอยู่แล้ว ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงไฟฟ้าที่มี Carbon Intensity ต่ำได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการชดเชยการใช้ไฟฟ้าด้วยใบรับรองพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้ง Data Center ยังต้องพิจารณา Latency, Connectivity, Data Sovereignty และข้อกำหนดด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลด้วย

ไอซ์แลนด์เหมาะกับ AI Training มากกว่า AI Inference หรือไม่?

ข้อจำกัดสำคัญของไอซ์แลนด์คือระยะทางจากศูนย์กลางประชากรและเศรษฐกิจขนาดใหญ่

แม้ไอซ์แลนด์จะมีระบบสื่อสารผ่านสายเคเบิลใต้น้ำเชื่อมต่อกับยุโรปและอเมริกาเหนือ แต่การส่งข้อมูลระยะไกลยังมีข้อจำกัดด้าน Network Latency ตามหลักฟิสิกส์

สำหรับ AI Inference ที่ต้องตอบสนองผู้ใช้งานแบบ Real-Time เช่น AI Assistant, Voice AI หรือบริการที่ต้องการความหน่วงต่ำมาก การตั้ง Computing Infrastructure ใกล้ผู้ใช้งานอาจมีความได้เปรียบกว่า

แต่สำหรับ AI Training, Scientific Computing, Rendering และ High Performance Computing บางประเภท งานประมวลผลสามารถดำเนินการเป็นเวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวัน โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้ผู้ใช้งานตลอดเวลา

Workload เหล่านี้จึงอาจเหมาะกับประเทศที่มีไฟฟ้าคาร์บอนต่ำ ต้นทุนแข่งขันได้ และ Cooling ประสิทธิภาพสูงอย่างไอซ์แลนด์

อย่างไรก็ตาม AI Training ขนาดใหญ่ยังต้องการ Network Interconnect ภายใน GPU Cluster ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก รวมถึงการขนส่งข้อมูลขนาดใหญ่เข้าสู่ระบบ ดังนั้นความได้เปรียบด้านพลังงานเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ

นี่สะท้อนว่าอนาคตของ AI Data Center อาจมีการแบ่งหน้าที่ตามภูมิศาสตร์มากขึ้น โดยบางพื้นที่เหมาะกับ AI Training ขนาดใหญ่ ขณะที่บางพื้นที่เหมาะกับ AI Inference และบริการที่ต้องตอบสนองผู้ใช้งานอย่างรวดเร็ว

ไอซ์แลนด์ก็มีข้อจำกัด ไม่ใช่ทุก Data Center จะย้ายไปตั้งที่นั่นได้

แม้ไอซ์แลนด์จะมีข้อได้เปรียบด้านพลังงานสะอาดและสภาพอากาศเย็น แต่ก็มีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา

ประการแรกคือขนาดของระบบไฟฟ้า แม้ประเทศจะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเกือบทั้งหมด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีกำลังผลิตสำรองเพียงพอสำหรับ Data Center ขนาดหลายร้อย MW ทุกโครงการ

การเพิ่ม Data Center ขนาดใหญ่จำเป็นต้องพิจารณาการลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่ ระบบส่งไฟฟ้า และความสามารถในการจัดสรรพลังงานระหว่างภาคอุตสาหกรรมเดิมกับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหม่

ประการที่สองคือความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ไอซ์แลนด์มีภูเขาไฟและกิจกรรมทางธรณีวิทยาที่ต้องนำมาพิจารณาในการเลือกพื้นที่ตั้ง Data Center รวมถึงการออกแบบระบบสำรองและ Business Continuity

ประการที่สามคือข้อจำกัดด้าน Network Connectivity แม้มีสายเคเบิลใต้น้ำเชื่อมต่อกับต่างประเทศ แต่ยังต้องพิจารณาความหลากหลายของเส้นทางสื่อสารและความเสี่ยงจากความเสียหายของสายเคเบิล

ประการสุดท้ายคือขนาดตลาดภายในประเทศ ไอซ์แลนด์มีประชากรไม่มาก จึงต้องพึ่งพาลูกค้าต่างประเทศเป็นหลักสำหรับ Data Center ขนาดใหญ่

ดังนั้นไอซ์แลนด์ไม่ได้มีข้อได้เปรียบในทุกด้าน แต่สามารถใช้จุดแข็งด้านพลังงานและภูมิอากาศเพื่อสร้างความแตกต่างจากประเทศอื่นได้

แล้วประเทศไทยจะแข่งขันกับไอซ์แลนด์ได้อย่างไร?

ประเทศไทยมีสภาพภูมิอากาศแตกต่างจากไอซ์แลนด์อย่างมาก อุณหภูมิภายนอกสูงเกือบตลอดปีและมีความชื้นสูง ทำให้ไม่สามารถใช้ Free Cooling จากอากาศภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพเทียบเท่าประเทศเขตหนาวในหลายช่วงเวลา

แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยไม่มีโอกาสแข่งขันในตลาด Data Center

เพราะประเทศไทยมีข้อได้เปรียบในด้านอื่น โดยเฉพาะตำแหน่งที่ตั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความเชื่อมโยงกับตลาดอาเซียน โครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม พื้นที่อุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

โดยเฉพาะพื้นที่ EEC ซึ่งมีโรงไฟฟ้า ระบบส่งไฟฟ้า ท่าเรืออุตสาหกรรม LNG Receiving Terminal และพื้นที่สำหรับพัฒนา Data Center ขนาดใหญ่

นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีศักยภาพในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ทั้ง Solar Power, Biomass, Biogas และการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าประเทศไทยจะทำให้มีอากาศเย็นเหมือนไอซ์แลนด์ได้อย่างไร แต่คือ ประเทศไทยจะใช้ทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เพื่อลดต้นทุนไฟฟ้าและ Cooling ของ Data Center ได้อย่างไร

LNG Cold Energy อาจเป็นข้อได้เปรียบด้าน Cooling ของประเทศไทย

หนึ่งในเทคโนโลยีที่มีความน่าสนใจสำหรับประเทศไทยคือการนำ LNG Cold Energy มาใช้ประโยชน์ในการทำความเย็นของ Data Center

LNG ถูกเก็บรักษาที่อุณหภูมิประมาณ −160°C และต้องผ่านกระบวนการ Regasification ก่อนส่งก๊าซธรรมชาติเข้าสู่ระบบท่อ

ในกระบวนการดังกล่าว LNG ต้องรับความร้อนจากภายนอกเพื่อเปลี่ยนสถานะกลับเป็นก๊าซ ซึ่งทำให้มีศักยภาพในการนำพลังงานความเย็นกลับมาใช้ประโยชน์

หากสมมติว่า LNG 1 ตันมี Cold Energy ที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ประมาณ 250 kWhₜₕ ปริมาณ LNG Throughput 1 ล้านตันต่อปี หรือ 1 MTPA จะมีศักยภาพความเย็นเฉลี่ยประมาณ 28.5 MWₜₕ หรือ 8,100 RT

หากมี LNG Throughput 10 MTPA จะมีศักยภาพความเย็นเฉลี่ยประมาณ 285 MWₜₕ หรือ 81,000 RT

ความเย็นดังกล่าวสามารถนำมาใช้ผ่าน Heat Exchanger และระบบ District Cooling เพื่อช่วยลดภาระของ Mechanical Cooling ใน Data Center ที่อยู่ใกล้พื้นที่ LNG Terminal

หากสมมติว่า Chiller แบบเดิมใช้ไฟฟ้า 0.6–0.8 kW/RT การนำความเย็นจาก LNG 1 MTPA มาใช้ทดแทนได้เต็มศักยภาพจะเทียบเท่าการลดภาระไฟฟ้าของ Chiller ประมาณ 4.9–6.5 MW

เมื่อคิดเป็นพลังงานไฟฟ้าตลอดปีจะอยู่ที่ประมาณ 42.6–56.9 GWh และหากคิดค่าไฟฟ้า 3.60 บาทต่อหน่วย จะมีมูลค่าการประหยัดไฟฟ้าเชิงทฤษฎีประมาณ 153–205 ล้านบาทต่อปี

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นศักยภาพเบื้องต้น ยังต้องหักการสูญเสียจาก Heat Exchanger, Pumping Energy, Pipeline และข้อจำกัดด้านอุณหภูมิ รวมถึงความผันผวนของ LNG Throughput

ดังนั้นการใช้ LNG Cold Energy ไม่ได้หมายความว่า Data Center จะไม่ต้องมี Chiller หรือ Backup Cooling แต่เป็นการนำพลังงานความเย็นที่มีอยู่แล้วมาใช้เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าในการทำความเย็น

นี่เป็นแนวคิดที่แตกต่างจากไอซ์แลนด์อย่างน่าสนใจ

ไอซ์แลนด์ใช้ความเย็นจากธรรมชาติ ส่วนประเทศไทยสามารถศึกษาการใช้ความเย็นจากกระบวนการอุตสาหกรรม

Liquid Cooling และ District Cooling จะช่วยลดข้อเสียเปรียบของประเทศเขตร้อนได้อย่างไร?

AI Data Center รุ่นใหม่กำลังเปลี่ยนจาก Air Cooling ไปสู่ Liquid Cooling มากขึ้น โดยเฉพาะ Direct-to-Chip Cooling ซึ่งนำของเหลวเข้าไปรับความร้อนจาก CPU และ GPU โดยตรง

ระบบ Liquid Cooling สามารถรองรับ Rack Power Density สูง และช่วยลดการพึ่งพาระบบระบายความร้อนด้วยอากาศบางส่วน

หากออกแบบร่วมกับ District Cooling และระบบ Heat Rejection ประสิทธิภาพสูง ก็อาจช่วยลดต้นทุน Cooling ของ Data Center ในประเทศเขตร้อนได้

ตัวอย่างเช่น Data Center ที่มี IT Load 200 MW หากสามารถลด PUE จาก 1.40 เหลือ 1.20 จะลดกำลังไฟฟ้ารวมจาก 280 MW เหลือ 240 MW หรือประหยัดไฟฟ้าได้ 40 MW

เมื่อคิดเป็นพลังงานไฟฟ้าตลอดปี จะเท่ากับประมาณ 350.4 GWh ต่อปี

หากสมมติค่าไฟฟ้า 3.60 บาทต่อหน่วย จะมีมูลค่าการประหยัดไฟฟ้าประมาณ 1,261 ล้านบาทต่อปี ภายใต้สมมติฐานว่า IT Load ทำงานเต็มกำลังตลอดปี

ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าการปรับปรุงประสิทธิภาพ Cooling สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากเพียงใด

อย่างไรก็ตาม การลด PUE จาก 1.40 เหลือ 1.20 ไม่ได้เกิดจาก Liquid Cooling หรือ LNG Cold Energy เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการออกแบบระบบไฟฟ้า Cooling และ Infrastructure ทั้งหมดให้มีประสิทธิภาพร่วมกัน

บทเรียนเชิงยุทธศาสตร์จากไอซ์แลนด์สำหรับประเทศไทย

สิ่งที่ประเทศไทยควรเรียนรู้จากไอซ์แลนด์ไม่ใช่การพยายามเลียนแบบสภาพภูมิอากาศหรือเทคโนโลยีทุกอย่าง แต่คือแนวคิดในการนำจุดแข็งด้านทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานมาสร้างความสามารถในการแข่งขัน

ไอซ์แลนด์มี Hydropower, Geothermal Energy และสภาพอากาศเย็น จึงพัฒนา Data Center ที่ใช้ไฟฟ้าคาร์บอนต่ำและสามารถใช้ Free Cooling ได้เป็นเวลานาน

ประเทศไทยมี LNG Infrastructure, Power Plant, Renewable Energy Potential, Industrial Infrastructure และตำแหน่งที่ตั้งใกล้ตลาดดิจิทัลขนาดใหญ่ของอาเซียน

ดังนั้นประเทศไทยควรพัฒนายุทธศาสตร์ Data Center ที่เชื่อมโยงพลังงานและระบบ Cooling ตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะการวางแผนพื้นที่ตั้ง Data Center ให้สอดคล้องกับความพร้อมของ Grid แหล่งพลังงานสะอาด ระบบน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายความร้อน

นอกจากนี้ยังควรส่งเสริมการใช้ Liquid Cooling, District Cooling, LNG Cold Energy Recovery และระบบกักเก็บพลังงานในพื้นที่ที่เหมาะสม พร้อมกับพัฒนาบุคลากรด้าน Data Center Engineering และ Energy Infrastructure

แต่ต้องย้ำว่า LNG Cold Energy ไม่ใช่พลังงานหมุนเวียน และการใช้ LNG ยังมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน จึงควรใช้เทคโนโลยีดังกล่าวร่วมกับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดและการลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว

การพัฒนา Data Center ที่ยั่งยืนจึงต้องพิจารณาทั้ง Reliability, Energy Efficiency, Water Efficiency, Carbon Emissions และต้นทุนตลอดอายุโครงการ

อนาคตของ Data Center ไม่ได้แข่งกันที่จำนวน Server แต่แข่งกันที่พลังงานและความยั่งยืน

ไอซ์แลนด์เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ประเทศขนาดเล็กสามารถสร้างบทบาทในอุตสาหกรรม Data Center ระดับโลกได้ หากมีทรัพยากรพลังงานที่เหมาะสมและสามารถนำมาใช้สร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ

พลังงานน้ำและพลังงานความร้อนใต้พิภพช่วยให้ไอซ์แลนด์มีระบบไฟฟ้าคาร์บอนต่ำ ขณะที่สภาพอากาศเย็นช่วยลดความต้องการ Mechanical Cooling และทำให้ Data Center สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่บทเรียนที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ว่าทุกประเทศต้องมีอากาศเย็นเหมือนไอซ์แลนด์

สิ่งสำคัญคือแต่ละประเทศต้องค้นหาจุดแข็งของตนเอง แล้วนำมาพัฒนาเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับ AI Computing ได้ด้วยต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม

สำหรับประเทศไทย เราอาจไม่สามารถแข่งขันกับไอซ์แลนด์ด้าน Ambient Cooling ได้โดยตรง แต่สามารถพัฒนาระบบ Cooling ประสิทธิภาพสูง ใช้ประโยชน์จาก LNG Cold Energy ในพื้นที่ที่เหมาะสม เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และใช้ความได้เปรียบด้านตำแหน่งที่ตั้งและโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการเติบโตของ AI Data Center ในภูมิภาคอาเซียน

เพราะในโลกยุค AI ประเทศที่มีความได้เปรียบไม่ได้จำเป็นต้องเป็นประเทศที่มี GPU มากที่สุด หรือสร้าง Data Center ได้ใหญ่ที่สุดเสมอไป

แต่คือประเทศที่สามารถจัดหา ไฟฟ้าที่มั่นคง ต้นทุนแข่งขันได้ มี Carbon Intensity ต่ำ และมีระบบ Cooling ที่ใช้พลังงานและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

ไอซ์แลนด์กำลังแสดงให้เห็นว่า พลังงานสะอาดและสภาพภูมิอากาศสามารถเปลี่ยนเป็นข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างไร

ส่วนประเทศไทยก็มีโอกาสสร้างข้อได้เปรียบของตนเอง หากสามารถเชื่อมโยง Data Center, Clean Energy, LNG Cold Energy, Advanced Cooling และ Digital Infrastructure ให้กลายเป็นระบบนิเวศอุตสาหกรรมเดียวกัน

อนาคตของการแข่งขัน AI Data Center จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้าน Computing Power แต่เป็นการแข่งขันว่าใครสามารถผลิตและใช้ Computing Power ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะอาด และยั่งยืนมากที่สุด

และนี่คือบทเรียนสำคัญจากไอซ์แลนด์ที่ประเทศไทยไม่ควรมองข้าม