thansettakij
thansettakij
ลืมปิดไมค์

ลืมปิดไมค์

02 ก.ย. 69 | 12:50 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ก.ย. 69 | 12:55 น.

สมเด็จพระสังฆราชเจ้าถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 แต่เจ้าหน้าที่ลืมปิดไมค์ ชาวเมืองจึงได้ยินเสียงทางวิทยุทั่วเมือง คอลัมน์ สังฆานุสติ โดย บาสก

มรว.คึกฤทธิ์ เล่าในหน้า นสพ.สยามรัฐว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จกลับ พระนครจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ หลังจากที่ได้เสด็จไปศึกษาต่ออีกครั้งหนึ่งนั้นประชาชนหลั่งไหลเป็นรับเสด็จเนืองแน่นทุกถนนหนทางตั้งแต่ดอนเมืองไปจนถึงพระบรมมหาราชวัง

ตามหมายกำหนดการนั้นจะต้องเสด็จไปทรงบูชาพระรัตนตรัย ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และรับอดิเรกจากพระสงฆ์

สมเด็จพระสังฆราชเจ้าก็เข้าไปคอยรับเสด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระอุโบสถนั้น

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเข้าไป ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับสมเด็จแล้ว

ลืมปิดไมค์

จากนั้นมีเสียงถวายพระพรของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ออกทางวิทยุได้ยินกันทั้งเมืองว่า ราษฎร เขามาคอยเฝ้ากันตามถนนหนทางมากมาย เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจไปคอยกันเขาไม่ให้เข้าใกล้ได้แลเห็นพระองค์เขาเสียใจกันมากในเมืองไทยเรานี้พระเจ้าแผ่นดินกับราษฎรไม่เป็นภัยต่อกันเลยขอให้ทรงจำไว้ ราษฎรไม่เป็นภัยต่อพระองค์เลย

จากนั้นเสียงสมเด็จก็เงียบไป

การที่ได้ยินเสียงสมเด็จทางวิทยุอาจเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ลืมปิดไมค์ เมื่อรู้ตัวจึงปิดไมค์ที่หน้าพระพักตร์ก็ได้

ลืมปิดไมค์

เมื่อกาลเวลาล่วงเลยมานาน ได้พิสูจน์ให้ประจักษ์แล้วว่าสมเด็จท่านพูดถูก พูดตรงและพูดจริงและก็ไม่เคยปรากฏว่าในยุคใดสมัยใดเลยที่ราษฎรได้เข้าเฝ้าใกล้ชิดพระเจ้าแผ่นดินของเขาด้วยความรัก และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นปราศจากภัยโดยสิ้นเชิงเช่นในยุคนี้

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ว่าสมเด็จพระสันตปาองค์ก่อน(สันตปาปาจอห์น)ที่ไม่ถือพระองค์ว่าวันหนึ่งเสด็จออกให้ประชาชนเฝ้าที่ลานหน้ามหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ในกรุงวาติกันปรากฏว่าประชาชนเข้ามารุมล้อมพระองค์แต่ตำรวจวาติกันและทหารรักษาพระองค์พยายามกันประชาชนเอาไว้พระสันตะปาปา

จึงถามขึ้นว่าไปกันเขาไว้ทำไมนายทหารรักษาพระองค์กราบทูลว่าเพื่อความปลอดภัย พระสันตปาปาว่าก็ฉันไม่ได้คิดจะไปทำร้ายเขานี่

พระสันตปาปาจอห์น เป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วโลก เพราะเมตตาคุณและพระโสรัจจะคุณ คือความนอบน้อมไม่ถือ

พระองค์

นั่นเอง ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้าได้ ทรงปฏิบัติเหมือนกัน เช่นกรณีที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ก็เป็นแบบ

นั้นแม้ชาวบ้านเรียกหลวงตา ก็เออ ออต่ะขา กับชาวบ้านสนุสนานเป็นกันเอง

มรว.คึกฤทธิ์เล่าว่าท่านได้เดินทางไปที่ลพบุรี ในงานทำบุญที่วัดแห่งหนึ่ง ชาวบ้านที่เขามาทำบุญเห็นเข้า ก็เรียกว่า "หลวงตา"และท่านก็รับและคุยกับเขาได้ทั้งวันสบายอกสบายใจมาก

ส่วนเรื่องสังฆราชหาย เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า

สมเด็จไม่ติดในยศศักดิ์

จนมีเรื่อง"สังฆราชหาย"

วันหนึ่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้าหายไปจากวัดบวรนิเวศ เจ้าคุณฐานานุกรม วิ่งหากันวุ่น ไม่มีใครรู้ ว่าเสด็จออกจากวัด ไปเมื่อไหร่ไม่มีรถประจำตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชมารับ

แต่พอราวๆเที่ยงเศษๆ ท่านก็ถือตาลปัตร เดินกลับมาเอง

เพราะท่านรับนิมนต์ชาวบ้านไปสวดมนต์ ฉันเพลตามห้องแถวเล็กๆแถวเสาชิงช้าหรือบางลำพู

ส่วนเลขาไม่รู้ เพราะท่าน(จดหมาย)ลงในเศษกระดาษบ้าง ห่อใบชาบ้างแล้วแต่อะไรอยู่ใกล้มือ

(ว่าใครนิมนต์ ที่ไหน เมื่อไร)

เรื่องสุดท้ายที่ มรว.คึกฤทธิ์เล่าคือ "แผ่สังฆราช"

ว่า สมเด็จท่านเป็นคนขี้ร้อน กลางวันร้อนหนักเข้าก็นอนหงาย กางแขนบนพื้นกระดานบนกุฏิของท่านไม่ใช้พัดลมหรือพัดอะไรทั้งนั้น

วันหนึ่งมรว.คึกฤทธิ์มีธุระต้องขึ้นเฝ้า เห็นท่านนอนอยู่ ก็ลงกราบเบื้องหลังพระบาทท่าน แล้วลุกขึ้นนั่งพนมมือแล้วทูลว่าวันนี้เป็นบุญตา เคยได้ยินคำพังเพยมานานแล้ว เพิ่งได้เห็นจริงๆ วันนี้ สมเด็จถามว่า "คำพังเพยว่ายังไง"

"แผ่สังฆราช" ผมทูล"

สมเด็จท่านลุกขึ้นนั่งงงๆ อยู่นานเพราะท่านนึกไม่ออกว่าผมหมายถึงใคร

จนผมต้องทูลเตือนท่านจึงจับความได้ว่าท่านคือสังฆราชที่แผ่อยู่กลางห้อง

จับความได้แล้วท่านก็หัวเราะกลิ้งไปจะขันผม หรือขันองค์ท่านเองผมก็ไม่ทราบ

 

นอกจากไม่ถือยศ ถือศักดิ์แล้ว แต่ในการพัฒนาการศึกษาของคณะสงฆ์ และการปกครอง สมเด็จท่าน ศึกษาและสอบและเปรียญธรรม 7 ประโยค ได้รับความไว้วางจาก สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิร ญาณวโรส ผู้บัญชาการคณะสงฆ์ในช่วงรัชสมัย พระจุลจอมเกล้า รัชกาลที่ 5 เช่นสร้างตึกสภาการศึกษามหามกุฏ ในวัดบวรนิเวศวิหาร และเป็นครูสอนคนแรกของสถาบันแห่งนี้ด้วย ส่วนในต่างจังหวัด สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยา วชิร ญาณวโรรส ได้มอบหมายให้ท่าน ไป พัฒนา การศึกษาสงฆ์ ที่จังหวัดจันทบุรี ในที่สุด ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะมณฑล จัน่บุรีและอยุธยา ทรงเป็นประธานกรรมการมหา เถรสมาคม พ.ศ 2485 ทรงเป็นประธานคณะวินัยธร ตาม พรบ.สงฆ์ 2484

ส่วนพระเกียรติคุณอันสูงส่ง คือได้ รับ นิมนต์

ให้เป็นพระราชอุปัชฌาจารย์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระ ภูมิพลอดุลยเดชผนวช วันที่ 22 ตุลาคม 2499

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 11 พ.ย.2501 ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สิริพระชนม์ 85 พรรษาซึ่ง พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ประทับข้างเตียงพระบรรทมตลอด.

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงดำรงตำแหน่งนี้นาน 14 ปี มีผลงานมากมาย

ดังนั้นการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ทำให้เกิด ความสลดใจ

แก่ชาวไทย ทั่วไป

โดยรัฐบาลให้ไว้ทุกข์ และลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 15 วัน