
Data Center กลางเมือง ไฟฟ้า-น้ำของใคร?
Data Center กลางเมือง ไฟฟ้า-น้ำของใคร? : คอลัมน์ฐานโซไซตี โดย...กาแฟขม หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4,232
KEY
POINTS
- การตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ต้องใช้ทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำมหาศาล ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่ประเทศและประชาชนอาจต้องแบกรับ
- ภาครัฐจำเป็นต้องลงทุนเงินจำนวนมาก เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อรองรับ ซึ่งอาจผลักภาระต้นทุนมาสู่ค่าไฟฟ้าของประชาชน
- การสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ใจกลางเมือง เป็นการแย่งชิงทรัพยากรที่จำเป็นกับประชาชน และธุรกิจเดิมในพื้นที่ซึ่งมีความต้องการสูงอยู่แล้ว
*** หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,232 ระหว่างวันที่ 3-5 ก.ย. 2569 โดย...กาแฟขม
*** รัฐบาลนายกฯหนู อนุทิน ชาญวีรกูล กัปตันเศรษฐกิจ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯควบรมว.คลัง นำพาเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชน กำลังเดิมพันครั้งใหญ่ด้วยการลงทุนใหม่ ขับเคลื่อนผลักดันประเทศ ดาต้า เซ็นเตอร์ เป็นเป้าสำคัญในการดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ ไทยกำลังวิ่งแข่งกันเป็น “Data Center Hub” ของภูมิภาค รัฐบาลต้อนรับเม็ดเงินลงทุนมหาศาล จากยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีโลก วาดภาพเศรษฐกิจดิจิทัล AI Cloud และธุรกิจแห่งอนาคต
*** แน่นอน มองลอดแว่น ดูเผินๆ ไม่มีอะไรผิด ใครก็อยากได้เงินลงทุน ใครก็อยากได้เทคโนโลยี ใครก็อยากให้บริษัทระดับโลกเข้ามาปักหมุดในประเทศไทย แต่ที่เป็นคำถามเซ็งแซ่ ประเทศไทยกำลังขายอะไรให้กับ Data Center และคนไทยได้อะไรกลับมา ต้องเข้าใจตรงกันว่า Data Center ไม่ใช่โรงงานธรรมดา มันไม่ใช่โรงงานที่เปิดเครื่องจักรตอนมีออร์เดอร์ และหยุดเครื่องตอนเลิกงาน แต่ Data Center โดยเฉพาะ Hyperscale และ AI Data Center คือโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องเดินเครื่องตลอด 24 ชั่วโมง
*** ไฟต้องไม่ดับ ระบบทำความเย็นต้องไม่หยุด ระบบสำรองต้องพร้อม สายส่งต้องมีความมั่นคง นํ้าต้องมี และทั้งหมดทั้งมวลของทุก Data Center ที่เกิดขึ้น กำลังดึงทรัพยากรของประเทศเข้าไปอยู่ในระบบของมัน ซึ่งทุกคนต้องคุยกันให้มากกว่าคำว่า “เงินลงทุน” ที่เห็นไม่ใช่แค่ตัวเลขสวย แต่ไฟฟ้า นํ้า ที่ดิน ระบบส่ง และทรัพยากรของประเทศที่ต้องใช้รองรับ กลับเป็นต้นทุนที่ประชาชนอาจมองไม่เห็น และบางครั้งคนที่จ่ายต้นทุนอาจไม่ใช่คนที่ได้เงินลงทุนใช่หรือไม่
*** ประเมินแบบเท่าที่เห็น Data Center ที่วางแผนจะเกิดขึ้น ในพื้นที่ EEC ช่วงปี 2569-2573 จำนวน 16 แห่ง ต้องการไฟฟ้ารวมกันถึงประมาณ 3,600 เมกะวัตต์ เป็นความต้องการไฟฟ้าขนาดมหาศาล ที่ต้องเอาเข้ามาอยู่ในระบบ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เตรียมลงทุนประมาณ 31,000 ล้านบาท ยกระดับระบบส่งไฟฟ้าใน EEC รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น คำถามอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขลงทุนรวมๆ แต่ต้องถามกันว่า ระบบไฟฟ้าที่ต้องสร้างรองรับ ใครเป็นคนจ่าย สายส่งใหม่ใครจ่าย สถานีไฟฟ้าใครจ่าย หม้อแปลงใครจ่ายกำลังสำรองใครจ่าย ต้นทุนการรักษาความมั่นคงของระบบใครจ่าย
*** เอกชนลงทุน Data Center หลายแสนล้านบาท รัฐต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอีกหลายหมื่นล้านบาท จำเป็นต้องนำเอาสองตัวเลขนี้มาวางเรียงเคียงกันบนโต๊ะเดียวกันหรือไม่ ต้องไม่ใช่เอาเฉพาะตัวเลขเงินลงทุนของเอกชนไปประกาศความสำเร็จ แล้วซ่อนต้นทุนของรัฐไว้ในงบลงทุนของหน่วยงานรัฐ สุดท้ายปลายทาง เงิน กฟผ. ก็เป็นเงินของระบบเศรษฐกิจไทย และต้นทุนระบบไฟฟ้า ก็ย้อนกลับมาที่ผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เป็นจุดที่ต้องระวังอย่างที่สุด อย่าให้กลายเป็นการส่งเสริมการลงทุน เอกชนได้ลงทุน รัฐได้ตัวเลข แต่ประชาชนได้บิลค่าไฟ
*** แนวทางที่ต้องอาจเลิกคิดก่อน Data Center มาแล้ว “ซื้อไฟเอง” จบ มันจะไม่จบเช่นนั้น ต้องไม่ลืมว่าไฟฟ้าขนาดใหญ่ไม่ได้เกิดจากการเปิดสวิตช์ มันต้องมีโรงไฟฟ้า มีเชื้อเพลิง มีระบบส่ง มีระบบจำหน่าย มี Reserve Margin มีเงินลงทุน มีต้นทุนในการรักษาความมั่นคงของระบบ โดยเฉพาะ Data Center ยุค AI ที่ต้องการไฟฟ้าต่อเนื่องและมีคุณภาพสูงมาก ถ้าโหลดขนาดใหญ่เข้ามากระจุกตัวในพื้นที่เดียว ระบบไฟฟ้าก็ต้องขยายตาม ต้องหาคำตอบกันว่า Data Center จะใช้ไฟจากไหน ก๊าซธรรมชาติ LNG นำเข้า พลังงานหมุนเวียน Battery Storage โรงไฟฟ้าใหม่ หรือ ซื้อไฟจากประเทศเพื่อนบ้าน แน่นอนทุกคำตอบมีต้นทุน และบางคำตอบมีผลต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว
*** ไม่เฉพาะไฟ แล้ว “นํ้า” ที่จะต้องเป็นปัญหาใหญ่หนักอกหนักใจไม่น้อย ไฟยังเพิ่มการผลิตได้ แต่นํ้าในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลน กรณีศึกษา Data Center แห่งหนึ่งใน EEC มีข้อตกลงจัดหานํ้าสูงสุดประมาณ 3.3 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือเฉลี่ยราว 9,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เป็นนํ้าระดับอุตสาหกรรม ถ้าเกิดขึ้นพร้อมกันหลายแห่ง นํ้าที่ใช้หล่อเลี้ยงจะมาจากไหน แล้วประชาชนมีพอไหม นํ้าเกษตรกรมีพอไหม นํ้าอุตสาหกรรมเดิมมีพอไหม ฤดูแล้งจะทำอย่างไร ถ้าเดินไปถึงวันนํ้าไม่พอจริง ๆ ใครจะได้ใช้นํ้าก่อน ประชาชน เกษตรกร อุตสาหกรรม หรือ Data Center จึงไม่ใช่คำถามต่อต้านเทคโนโลยี แต่เป็นคำถามเรื่องสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากร
*** ที่น่ากลัวกว่า Data Center คือ “Data Center กลางเมือง” ถ้า Data Center อยู่ในพื้นที่ที่มีไฟฟ้าพร้อม นํ้าพร้อม ระบบส่งพร้อม และมีการวางผังพื้นที่เพื่อรองรับตั้งแต่ต้น ปัญหายังพอจัดการได้ แต่ถ้าจะเอา Data Center ขนาดใหญ่เข้าไปอยู่ในพื้นที่เมือง อย่าง ย่านพระราม 9 ที่เกรียวกราว ก็ต้องถามว่า ทำไมต้องกลางเมือง ทำไมต้องอยู่ใกล้ประชาชน ทำไมต้องใช้ทรัพยากรในพื้นที่ที่มี Demand สูงอยู่แล้ว
*** กรุงเทพฯ มีคน มีบ้าน มีโรงพยาบาล มีโรงเรียน มีสำนักงาน มีโรงงาน มีธุรกิจ ทุกคนต้องใช้ไฟฟ้า ทุกคนต้องใช้นํ้า ทุกคนต้องพึ่งโครงสร้างพื้นฐานชุดเดียวกัน เมื่อเพิ่มผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ระดับอุตสาหกรรมเข้ามาอีก ไม่ใช่เรื่องเล็ก Data Center ไม่ได้มีความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ที่จะต้องอยู่ “กลางเมือง” เสมอไป สิ่งที่ต้องการจริง ๆ คือ ไฟฟ้าที่มั่นคง ระบบสื่อสารที่ดี ที่ดิน ระบบนํ้า และการเชื่อมต่อโครงข่าย แล้วทำไมไม่ออกแบบเมือง Data Center ให้เกิดในพื้นที่ที่เหมาะสมตั้งแต่ต้น แทนที่จะเอาอุตสาหกรรมใช้ทรัพยากรสูงเข้าไปกองรวมกับประชาชน นายกฯ หนู ต้องเข้าใจเรื่องของ “การวางผังเศรษฐกิจ” ที่ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ “การอนุมัติโครงการ”







