
กิจกูฏ
รู้จัก “กิจกูฏ” กู่ลึกลับใต้หลังคาวิหารล้านนา จากที่ประดิษฐานพระพุทธรูปถึงพระบรมธาตุ คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ
KEY
POINTS
- กิจกูฏ คือปราสาทหรือซุ้มศักดิ์สิทธิ์ภายในวิหาร ใช้ประดิษฐานพระพุทธรูปหรือพระบรมสารีริกธาตุ เชื่อมโยงกับคำว่า คิชฌกูฏ ซึ่งเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า จึงมีนัยถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และประตูสู่ธรรม
- กิจกูฏเป็นเอกลักษณ์สำคัญของศิลปะล้านนา พบได้ในวัดสำคัญหลายแห่ง เช่น พระธาตุลำปางหลวง วัดพระสิงห์ และพระธาตุจอมทอง โดยรูปแบบและตำแหน่งการสร้างแตกต่างกันตามคติ ความเชื่อ และโครงสร้างของแต่ละวิหาร
- กิจกูฏสะท้อนการผสมผสานศาสนา ความเชื่อ และศิลปกรรม ตั้งแต่คติเรื่องถ้ำและที่ประทับของพระพุทธเจ้า ไปจนถึงงานปูนปั้นและสถาปัตยกรรมที่รับอิทธิพลจากพุกาม ลังกา และล้านนา โดยกิจกูฏที่วัดยางหลวง แม่แจ่ม ถือเป็นรูปแบบโดดเด่นและหาชมได้ยาก
กิจกูฏในที่นี้เป็นคำศัพท์ที่หายไปนาน เวลาเราเราท่านๆแวะเข้าไปกราบไหว้พระพลางชื่นชมศิลปกรรมในอุโบสถและหรือพระวิหารในทางเหนือเราก็มักจะพบกับสิ่งปลูกสร้างที่ใต้หลังคาวิหารนั้นรูปทรงเหมือนกู่ กึ่งปราสาทมีซุ้มประดับสวยงามซ้อนอยู่ข้างในอาคารนั้นๆ ซึ่งมักจะเป็นที่บรรจุของมีค่า ใช้เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธรูปหรือแม้กระทั่งพระบรมธาตุของมีค่ามีคุณที่มีความสวยงามอยู่ในนั้น
ถ้าที่นิยมเห็นกันบ่อยๆก็เช่นที่พระธาตุลำปางหลวงตรงข้างในวิหารหลวงนั้นจะมีสิ่งปลูกสร้างอันนี้ตระหง่านอยู่ งดงามนัก ด้านในประดิษฐานพระพุทธรูปชื่อพระเจ้าล้านทองซึ่งเป็นพระประธานของวิหารหลวง ปราสาทหรือกู่อันนั้น ท่านเรียกกันว่า กิจกูฏ ซึ่งประดาหมอปู่ครูอาจารย์ผู้รู้ฝ่ายวิชาการต่างๆกล่าวกันว่ามาจากคำว่า คิชฌกูฏ ถือกันว่าเป็นเชิงซุ้มเชิงประตูเชิงประสาทอันเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า
จากตัวอย่างงดงาม ที่พระธาตุลำปางหลวงนี้คิชฌกูฏมีประตูทางเข้าด้านหน้าเพียงด้านเดียวที่เหลือเป็นประตูหลอกแล้วจึงประดับรูปเทวดาเป็นลายเส้นอยู่ในซุ้มจระนำ ก็ดังได้เล่าสู่ท่านฟังแล้วในตอนก่อนๆว่าครั้งพระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่ที่กรุงราชคฤห์ท่านเสด็จประทับอยู่บนยอดเขาคิชฌกูฏมีกุฎิของท่านอยู่ที่นั่น ต่ำลงมามีกุฎิของพระอุปฐากของท่านแล้วก็มีถ้ำซึ่งถ้ำนั้นพระโมกคัลลาน์ กับพระสารีบุตรท่านประทับอยู่
เมื่อก่อนนี้การเดินทางขึ้นไปที่มูลคันธกุฎีบนเขาคิชฌกูฏต้องเดินขึ้นไปใช้เวลามากแล้วก็ออกจะเหนื่อย แต่ก็คุ้มค่าที่จะไปเพราะว่าไม่ใช่แค่ไปดูไปรู้เห็นเท่านั้นแต่ในทางเรื่องลึกลับแล้ว มีผู้ที่เขาประสบเหตุการณ์สำคัญทางจิตยืนยันว่าผู้ใดที่จิตแตกหรือสมาธิแตกไม่สามารถรวบรวมสมาธิสู่การปฎิบัติวิปัสสนาได้ให้ ดั้นด้นขึ้นไปจูนเพื่อสมาทานรับเอากำลังกำลังลึกลับที่สถิตอยู่ ณ บริเวณนั้น ก็จะสามารถกลับมาตั้งสติหายจิตตกจิตแตกได้เป็นอย่างดี
ซึ่งผู้เขียนก็เคยทดลองมาแล้วเป็นจริงดังที่เขาว่า แท้เทียว ซึ่งอาจเป็นด้วยกำลังพระพุทธคุณซึ่งยังสถิตอยู่ ณ ที่เคยประทับนั้นก็ดีหรือเป็นด้วยกำลังของท่านผู้สำเร็จต่างๆซึ่งเวลานั้น ติดข้องอยู่ แล้วไปบรรลุได้ความความสำเร็จทางจิตที่นั่นมีจำนวนมากมายหลาย ร้อยพัน ก็เป็นไปได้
ในระยะหลังทางการอินเดียได้สร้างกระเช้าลวดสลิงขึ้นไปให้เกือบสามในสี่ของเส้นทางล้วนร่นระยะเวลาไปมาก โดยกระเช้านี้นักท่องเที่ยวหรือท่านผู้แสวงบุญก็จะต้องใจกล้าสักหน่อยเพราะเป็นกระเช้าขนาดเล็กหนึ่งกระเช้านั่งได้เพียงหนึ่งคนและไม่มีการหยุดจอดนิ่งสนิทให้เราขึ้นนั่ง เขาจะหมุนไปเวียนไปอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้งเราจะต้องรอในตำแหน่งที่กระเช้าหมุนมาช้อนก้น โดยมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยจับให้แล้วก็ต้องขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วเพราะสลิงจะดึงขึ้นไปเลยทันที ส่วนลักษณะการปกป้องคุ้มครองไม่มีอะไรมากเป็นเหมือนเก้าอี้เหล็กที่ลอยฟ้าได้ไม่มีผนังไม่มีกระจกใดใดทั้งสิ้น open แอร์ มีหลังคากันฝนแดดให้เท่านั้นดังรูปที่นำเสนอรูปไว้ด้วยแล้วในที่นี้
ส่วนคำว่ามูลคันธกุฎีนั้นหมายความว่าเป็นกุฎี หรือ กุฏิ ที่มีกลิ่นหอมซึ่งอาจจะนิยามในเชิงปรัชญาเรื่องของความหอมศีลที่พระพุทธองค์ท่านรักษาหรือความหอมไปไกลของพระสัทธรรมซึ่งท่านได้ประกาศเอาไว้ก็ตาม แต่เขาคิชฌกูฏแปลตรงตัวได้ความว่า เขาหัวแร้ง เพราะมีลักษณะเหมือนหัวอีแร้งที่ยื่นไปในอากาศ
ฝ่ายคนพุทธทางบ้าน เราไม่ว่าจะเมืองเหนือเมืองใต้หรือกระทั่งภาคกลางให้ความนับถือในนามของคิชฌกูฏว่าเป็นที่ประทับที่สถิตของพระองค์ท่าน เมื่อนำมาทำซุ้มทำกู่ จึงเรียกว่าคิชฌกูฏโดยนัยยะเช่นนี้ แต่เพราะการออกเสียงที่เป็นพื้นถิ่นล้านนาเลยว่า กิจกูฏ
เมื่อมาพิจารณาดูศิลปะกิจกูฏที่พระธาตุลำปางหลวงนี้ ท่านจะซาบซึ้งมาก เพราะลักษณะที่เป็นซุ้มทึบของกิจกูฏแห่งนี้ ดังที่เล่าไว้ตอนต้นว่ามีทางเข้าทางเดียวนอกนั้นปิดทึบ ท่านว่ามีที่มามาจากถ้ำในสมัยพุทธกาลนั่นเอง
เมื่อครั้งนั้นมีพุทธบัญญัติให้ภิกษุอยู่อาศัยในป่าตามร่มไม้เรียกกันว่ารุกขมูลแล้วก็อยู่ในถ้ำได้ นับจากนั้นมาได้มีการเจาะหินสร้างถ้ำขึ้นเป็นที่พักเชิงศาสนาสถาน ที่สวยงามมากๆจนทุกวันนี้ก็เช่นถ้ำอาชันต้า ถ้ำอาลอร่าในอินเดียข้างเมืองไทยของเราอาจจะติดที่ถ้ำธรรมชาติ มีไม่มากศิลปินจึงทำอาคารมีประตูทางเข้าทางเดียวเหมือนปากถ้ำตามพระวินัยกำหนดแล้วประดิษฐานพระพุทธรูป
โดยเอาพระพุทธรูปคือพระพระพุทธองค์ท่านอาศัยหรืออยู่รุกขมูลในถ้ำตามพระวินัย ได้บัญญัติมาประดิษฐานอันนี้ก็ยกตัวอย่างในกรณีของสวยงามที่พระธาตุหลักอย่างพระธาตุลำปางหลวง มาประกอบส่วนว่า กิจกูฏ ที่อยู่ในพื้นที่ของพระธาตุหลักเช่นพระธาตุ ในวัดพระสิงห์เชียงใหม่ นั้นมีรายละเอียดที่มากไปกว่านั้นอีก ที่วัดพระสิงห์ในเมืองเชียงใหม่พระอุโบสถตั้งอยู่ระหว่างวิหารหลวงกับพระมหาเจดีย์ มีหลักศิลาจารึกเขียนไว้ว่าสร้างในสมัยพระเมืองแก้วซึ่งท่านเป็นกษัตริย์องค์ที่ 11 ของราชวงศ์มังรายพุทธศักราชตกราว 2038 ถึง 2068 หมายความว่า 500 กว่าปีล่วงมาแล้วที่หน้ามุขเขามีพื้นที่พอสมควรว่างไว้ให้
เนื่องจากสมัยโบราณผู้หญิงเข้าโบสถ์ไม่ได้บริเวณนี้จึงเป็นที่ให้สุภาพสตรีได้นั่งร่วมในพิธีกรรมทางศาสนา ซุ้มประตูโขงสถาปัตยกรรมตรงนี้เขาแต่งด้วยปูนปั้นด้านข้างเป็นเทวดายืนเหยียบสิงโตสวยงามมากปลายซุ้มหน้าบันทำเป็นตัวเหราและตัวหงส์ลวดลายในซุ้มใส่ดอกไม้ไว้ตรงกลางใส่แก้วประดับ ซึ่งเรียกว่าเป็นแก้วจีนนูนขึ้นมาเพื่อสะท้อนสิ่งชั่วร้าย จึงล้อมรอบเสียด้วยตัวมอมในอิริยาบทต่างๆขอบนอกศิลปินก็ใส่ก้านและลายหงส์ซุ้มประตูด้านบนทำเป็นตัวมกรพญานาคสองเศียรโดยมีหาง พันกันเป็นเกลียว เกี่ยวกระหวัดซ้อนกันขึ้นไปข้างบน
พญานาคที่นี่เท่มากเพราะเป็นนาคเศียรคู่ปกติเราจะเห็นพญานาคเป็นเลขคี่ หัวของท่านเป็นหนึ่งหัว,สามหัว,เจ็ดหัว ด้านบนของยอดนั้นทำเป็น ทำเป็นคิชฌกูฏอีกเรียกได้ว่าเป็นกู่ขนาดเล็กสามองค์แต่ถ้าว่าภายในอุโบสถก็จะพบกิจกูฏตั้งอยู่ตรงกลางประดิษฐานพระประธานชื่อว่าพระเจ้าทองทิพย์
จริงอยู่ว่าโดยทั่วไปคนโบราณมักตั้งกิจกูฏอยู่ด้านในสุดของวิหารอุโบสถแต่ที่นี่ที่วัดพระสิงห์ตั้งคิชฌกูฏอยู่ตรงกลางเลยทำให้พื้นที่ของพระอุโบสถถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนอันนี้สมัยโบราณเราเรียกกันว่าอุโบสถสองสงฆ์ (สองพระสงฆ์) สันนิษฐานกันว่าสร้างให้เห็นเป็นคติบันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ครั้งสมัยพุทธกาลตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเอาไว้ว่า พระพุทธศาสนาอยู่ได้โดยองค์ประกอบภิกษุ ภิกษุณี, อุบาสกและอุบาสิกา
การที่สุภาพสตรีจะกลายเป็นภิกษุณีได้นั้นเขาต้องบวชกันสองครั้งคือจะต้องบวชในกลุ่มภิกษุณีเรียกว่าบวชในภิกษุณีสงฆ์ก่อนบวชจากตรงนั้นเสร็จแล้วจึงเข้ามาบวชในกลุ่มภิกษุสงฆ์อีกทีหนึ่ง ฉะนั้นอุโบสถหลังนี้จึงมีความสำคัญที่ได้ทำการจำลองรูปแบบการทำสังฆกรรม ของอุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณีเอาไว้ให้เห็นชัดเจนหรือเป็นตำนาน กล่าวถึงมาจนปัจจุบันนี้
ส่วนพระบรมธาตุกระแสหลักอีกแห่งหนึ่งก็คือพระบรมธาตุเจ้าจอมทองซึ่งอยู่ที่อำเภอจอมทองจังหวัดเชียงใหม่ตัวพระบรมสารีริกธาตุนั้นเขาประดิษฐานเอาไว้ในโถแก้วเลี่ยมทองคำ โถแก้วนี้ประดิษฐานเก็บไว้ในกิจกูฏอีกทีนึงผู้คนสามารถมองเห็นได้และเมื่อถึงวันสำคัญทางศาสนาคณะสงฆ์จะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุในโถแก้ว นี้ออกมาสรงน้ำ น้ำสรงพระธาตุจะไหลโดยตรงเข้าไปถึงตัวพระบรมสารีริกธาตุในโถแก้วให้เราได้เห็นเป็นบุญตาถือกันว่าเป็นการสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุทางตรง ต่างจากเจดีย์อื่นที่เป็นการสรงน้ำผ่านรางแล้วก็รดที่ตัวเจดีย์ ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นการสรงน้ำทางอ้อม
ในพระวิหารที่วัดพระธาตุจอมทองนี้นักโบราณคดีสันนิษฐานกันว่าแต่เดิมอาจเป็นวิหารโถงที่มีลักษณะโปร่งโล่งคือด้านซ้ายและขวาโปร่งโล่งเช่นเดียวกับด้านหน้าเป็นแต่ว่าด้านหลังทึบเท่านั้นภายหลังจึงก่อผนังปิดแต่ละด้าน บานประตูเป็นไม้แผ่นก็จริงมีเทวดาถือพระขรรค์ทั้งซ้ายขวา ทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้าหรือทวารบาลแต่ลวดลายทั้งหมดใช้เทคนิคการปิดทองลงไปตาม ลาย ฉลุที่เรียกกันว่าสเตเซิล เสาวิหารนี้มีทั้งหมดห้าคู่เป็นเสาไม้ทาชาดแดงแล้วจึงปิดทองลงไปตามลายฉลุของกระดาษด้วยเทคนิคสเเซิลตอีกสังเกตได้เลยว่าเสาแต่ละคู่มีลวดลายไม่ซ้ำกันเนื่องจากเป็นเสาของพระวิหาร
ดังนั้นจึงความพิเศษอยู่ตรงที่การผูกลายเป็นมงคลต่อเนื่องกันทั้งหมดโดยลักษณะของลายเงื่อนพิรอดซึ่งเป็นรายที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีจุดสิ้นสุด ลาย พิรอดนี้ถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มีความลึกลับอนันตกาลน่าชื่นชม ส่วนกิจกูฏของทางนี้ก่ออิฐถือปูนซุ้มโค้งด้านในเป็นลายช่อดอกไม้ด้านนอกจึงทำเป็นรูปหงส์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสวรรค์ภายใน
กิจกูฏประดิษฐานโกศโถแก้วเลี่ยมทองคำบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระเศียรเบื้องขวา ทางวัดใช้คำว่า โกศแก้วอินทนิลซึ่งซ้อนอยู่ในเจดีย์คำที่ผู้ครองเมืองอัฏฐะได้สร้างถวายว่าว่ากันว่าเมื่อสมเด็จพระเมืองแก้วซึ่งท่านเป็นกษัตริย์ยุคนั้นสร้างวิหารจตุรมุขเสร็จแล้ว พระบรมธาตุจึงได้รับอาราธนาอัญเชิญมาประดิษฐานในกิจกูฏทรงปราสาทมาจนถึงทุกวันนี้
คำถามมีอยู่ว่าคนโบราณสร้างโบสถ์วิหารก่อนแล้วสร้างกิจกูฏข้างในหรือสร้างพระกิจกูฏก่อนแล้วค่อยสร้างพระวิหารครอบ ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่อธิบายกันได้ยากบางท่านก็สันนิษฐานว่าลักษณะของวิหารไม่ค่อยสอดคล้องกับโครงสร้างของกิจกูฏ น่าเชื่อว่ากิจกูฏทำขึ้นทีหลังส่วนบางท่านก็บอกว่าในเวลาที่ มีงบประมาณน้อยน่าจะทำเสียก่อนละมั้งพอมีสตางค์แล้วสร้างวิหารใหญ่โตครอบอันนี้ก็ว่ากันไป ต้องกราบขออภัยที่ยังไม่มีข้อมูลมานำเสนอ ในชั้นนี้
ข้อมูลที่มีอยู่แล้วก็มีความน่าสนใจมากก็คือว่าในเวลาที่พระเมืองแก้วท่านมีพระมหากรุณาโปรดให้สร้างกิจกูฏถวายพระบรมธาตุนั้น มีหลักฐานที่น่าสนใจระบุว่าท่านให้จำลองเอากู่ปราสาทซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระแก่นจันทร์แดงอันมีความสวยงามศิลปะเป็นที่ยิ่งมาทำกิจกูฏไว้ที่จอมทอง โดยที่พระแก่นจันทร์แดงนั้นก็เป็นพระที่มีเรื่องราวความเป็นมาโลดโผนในทำนองเดียวกับพระแก้วมรกต คือท่านถูกพระราชอัญเชิญไปเรื่อยเรื่อย และในตำนานนานเกกล่าวกันว่าท่านลุกขึ้นยืนพูดได้!
เรื่องมีที่มาที่ไปว่าพ.ศ. 2038 พญายอดเชียงรายสวรรรคต พญาพระเมืองแก้วขึ้นครองเมืองโปรดให้สร้างอุโบสถทรงโถงขนาดใหญ่ ขึ้นบนบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระศพพญายอดเชียงราย ต่อมาโปรดให้อัญเชิญพระพุทธปฏิมากรแก่นจันทร์แดงจากพะเยามาประดิษฐาน ในปีเดียวกันนั้นพญาเมืองแก้วสวรรคต ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ ศาสนสถานต่างๆ ล้อมรอบบริเวณวัดด้วยกำแพงทางเข้าหลักทางทิศตะวันออกสร้างเป็นซุ้มประตูโขง ก่อด้วยอิฐถือปูนช่องประตูตอนบนสร้างเป็นรูปครึ่งวงกลม ขนาบด้วยช่องประตูทำอย่างเสาย่อมุมหลังช่องประตูโขงขึ้นไปเป็นเครื่องยอด แต่ปัจจุบันพังไปหมดแล้ว
ข้างตำนานพระพุทธรูปแก่นจันทร์แดงมีอยู่ว่าเป็นพระยืน มีแท่นสูง 6 นิ้ว ส่วนองค์พระสูง 22 นิ้ว วัดโดยรอบได้ 23 นิ้วครึ่ง เป็นของโบราณเมืองสุวรรณภูมิ (ยังไม่ยุติว่าเป็นที่ใด) ภายหลังเมืองเกิดศึกสงคราม ราชบุตรเจ้าสุวรรณภูมิสองพี่น้องพากันหนีข้าศึกพระอนุชาชื่อว่าจันทรราชกุมารได้นำพระบรมธาตุมาไว้ที่เมืองลำปาง
พระเชษฐาชื่อว่าอาทิตยราชนำพระแก่นจันทร์แดงมาไว้ที่เมืองแจ้ตาก (ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นเมืองตากหรือไม่ อาจจะเป็นบริเวณที่อยู่ติดกับอำเภอแจ้อาจจะเป็นบริเวณที่อยู่ติดกับอำเภอแจ้ห่มในเวลานี้เพราะแจ้เหมือนกัน - แจ้คือว่าเตี้ย/เล็ก) พระแก่นจันทร์อยู่ที่เมืองนี้ประมาณ 300 ปีต่อมาเมืองแจ้ตากเกิดภัยพิบัติ พระพุทธรักษิตะมหาเถระจึงได้ไปอัญเชิญมาไว้ที่เมืองแจ้ห่ม
พระพุทธปฏิมากรแก่นจันทร์แดงอยู่ที่เมืองแจ้ห่มได้ 10 ปี ครั้นพระยาหลวงคำแดงถึงแก่อนิจกรรม พระยาคำลือได้นำไม้แก่จันทร์ที่มีค่าแสนคำ มาขอแลกเปลี่ยนพระแก่นจันทร์แดงเพื่อนำไปบูชาที่ตำบลสบสอยอยู่ที่บ้านสบสอยเป็นเวลา 10 ปี พระสีวัตตะเถระพระมหาเถระเมืองแจ้ตากขออาราธนากลับไปไว้ตำบลบ้านพลูแขวงเมืองแจ้ตาก ที่อาราม ตำบลกิ่วหมิ่นกลับมาอยู่ที่เมืองเดิมนาน 73 ปี จนเมืองแจ้ตากเกิดศึกสงครามปู่เมาจึงไปอาราธนามาไว้ที่วัดหนองบัวแขวงเมืองพะเยาได้ 30 ปี พระยาเชลียงมาสวามิภักดิ์พระเจ้าติโลกมหาราชทรงให้ครองเมืองพะเยา พระยาเชลียงสร้างวัดดอนไชยขึ้นได้อาราธนาพระแก่นจันทร์แดงมาประดิษฐาน ยังเจดีย์ที่ประดิษฐานพระพุทธรูป
กิตติศัพท์ทราบถึงพระเจ้าติโลกมหาราชจึงโปรดให้พระธรรมเสนามาอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ วัดอโศการามนครเชียงใหม่ 15 ปี ครั้นถึงแผ่นดินพระยอดเชียงรายเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่หมื่นหน่อเทพครูเชื้อพระวงค์พระยาเชลียงทูลขอกลับคืนไปไว้เมืองพะเยาดังเดิมและในสมัยพระเมืองแก้วเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่จึงได้นำกลับไปไว้ที่วัดศรีภูมิและภายหลังย้ายมาประดิษฐานที่โบสถ์วัดโพธาราม เมื่อจุลศักราช 887 ปีระกาสัปตศกวันพุธ เดือน 7 ขึ้น 9 ค่ำ
หลังจากสงครามคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 เชียงใหม่ก็ถูกทิ้งร้างเนื่องจากการศึกสงครามระหว่างกรุงธนบุรีและพม่า จนถึงรัตนโกสินทร์ช่วงต้นพ.ศ. 2339 สมัยพระเจ้ากาวิละได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ และยังได้มีการสร้างพระอุโบสถหลังปัจจุบันขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 10.55 เมตรขึ้นบนฐานเดิมของเก่าด้านหลังอุโบสถเป็นมณฑปพระแก่นจันทร์แดงที่สร้างขึ้นภายหลังด้านบนเป็นซุ้มคูหาทะลุถึงกันทั้ง 4 ด้าน ภายในประดิษฐานพระแก่นจันทร์องค์จำลองมีวิหารหลังเก่าตั้งอยู่ด้านหน้าวัด ส่วนพระบรมธาตุอื่นที่เป็นพระบรมธาตุกระแสรอง ก็มีกิจกูฏที่สวยงามมาก (แต่ไม่ได้พูดถึงว่า ความเข้มแข็งและความศักดิ์สิทธิ์มีความต่างกันกล่าวถึงแต่ว่าที่ เป็นกระแสหลักนั้น ผู้คนไปกันมากเพราะอยู่ที่เมืองหลัก)เช่นที่เมืองเถิน กิจกูฏที่วัดเวียง งามละเอียดจริงๆ ที่วัดปงยางคก ก็ฟู่ฟ่ามาก
ส่วนที่เป็นที่ร่ำลือกันมานานก็คือกิจกูฏที่แม่แจ่ม หม่อมหลวง สุรสวัสดิ์ สุขสวัสดิ์ทำรายงานวิจัยเอาไว้ที่มหาวิทยาลัย เชียงใหม่สรุปได้ ว่ากิจกูฏตั้งอยู่ภายในวิหารตรงบริเวณที่ประดิษฐานพระประธาน เป็นปราสาทก่ออิฐฉาบปูน ตกแต่งลวดลายปูนปั้น ศิลปะล้านนาพื้นเมืองแม่แจ่มที่ได้รับอิทธิพลพุกามผสมผสานกับเชียงแสน รูปแบบการสร้างปราสาทหลังนี้เป็นลักษณะพิเศษที่ไม่พบที่อื่น โดยทั่วไปรูปแบบการทำกิจกูฏในวิหาร/อาคาร มีอยู่ 2 อย่างคือกิจกูฏพระประธานในวิหารโถงหรือวิหารที่ไม่มีผนัง ก็มักจะสร้างปราสาทสำหรับประดิษฐานพระประธาน เช่น วิหารหลวงวัดพระธาตุลำปางหลวง ดังได้กล่าวแล้ว
อีกลักษณะหนึ่งคือสร้างเป็นวิหารปิดหรือวิหารมีผนัง ก็จะสร้างกิจกูฏไว้ด้านนอก ตั้งอยู่ชิดกับด้านหลังอาคาร มีช่องทางต่อกับภายในวิหาร พระประธานจะประดิษฐานอยู่ในปราสาทบ้าง ลักษณะการสร้างปราสาทไว้ภายในตัวอาคารปิดแบบอุโบสถวัดยางหลวงนี้จึงเป็นลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร
งานปูนปั้นกิจกูฏนี้มีชื่อเสียงด้านความงดงามมากมีรูปสัตว์หิมพานต์แบบต่างๆ ทำเป็นแบบนูนต่ำ นูนสูง และลอยตัวทั้งรูปนก นาค กินนรกินนรีและสิงห์ผยอง ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างศิลปะพุกามลังกาและล้านนาเข้าด้วยกันโดยเฉพาะรูปสิงห์ผยองยืนกางเล็บเป็นศิลปะแบบลังกาที่หายากและไม่พบในที่อื่นๆ กิจกูฏนี้เป็นสิ่งสำคัญตามความเชื่อของชาวเมืองแม่แจ่มที่เชื่อกันว่าเป็นประตูสู่สวรรค์ น่าสนใจหาเรื่องแวะไปเที่ยวเยี่ยมชมยิ่งนัก







