
เศรษฐศาสตร์ในสนามแข่งขัน HYROX
เศรษฐศาสตร์ในสนามแข่งขัน HYROX : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... ผศ.ดร.วัชรพงศ์ รติสุขพิมล คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
KEY
POINTS
- การแข่งขัน HYROX เป็นภาพสะท้อนของหลักเศรษฐศาสตร์ ที่นักกีฬาต้องบริหารจัดการ "พละกำลัง" ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์โดยรวมที่ดีที่สุด
- การตัดสินใจในสนามแข่งสะท้อนแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ เช่น ต้นทุนค่าเสียโอกาส (การเร่งความเร็วช่วงหนึ่งอาจทำให้เหนื่อยจนช้าลงในช่วงถัดไป) และการวิเคราะห์ส่วนเพิ่ม (การประเมินความคุ้มค่าของการเร่งอีกนิดหรือหยุดพัก)
- ในการแข่งขันประเภทคู่ การแบ่งงานตามความถนัดและความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของแต่ละคน จะทำให้ทีมมีประสิทธิภาพ และทำเวลาได้ดีกว่าการแบ่งงานเท่ากัน
เมื่อช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีการจัดการแข่งขัน HYROX ขึ้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก มีผู้สมัครเข้าร่วมการแข่งขันประมาณ 20,000 คน ตลอดการแข่งขันทั้งสี่วัน
HYROX เป็นการแข่งขันกีฬาในรูปแบบของ Hybrid Race ที่ประกอบด้วยการวิ่ง 1 กิโลเมตร สลับกับการออกกำลังกายแต่ละสถานี จำนวน 8 สถานีตามลำดับ ได้แก่ (1) Ski Erg (2) Sled Push (3) Sled Pull (4) Burpee Broad Jump (5) Rowing (6) Farmers Carry (7) Sandbag Lunges และ (8) Wall Balls รวมแล้วต้องวิ่งทั้งหมด 8 กิโลเมตร และผ่านทั้ง 8 สถานีก่อนเข้าเส้นชัย ซึ่งผมเองก็มีโอกาสลงแข่งขัน HYROX เป็นครั้งแรกเช่นกันในประเภทชายคู่ ซึ่งเป้าหมายของผมคือ ขอเพียงแข่งขันให้จบ สนุก และไม่บาดเจ็บ
บรรยากาศในสนามเต็มไปด้วยนักกีฬาทั้งไทยและต่างชาติ รวมไปถึงกองเชียร์ ผู้แข่งขันมีทั้งนักกีฬาที่จริงจังกับการทำเวลา ไปจนถึงนักกีฬาสมัครเล่นที่ต้องการท้าทายตัวเองให้สามารถเข้าเส้นชัยได้สักครั้งหนึ่ง
หลังจบการแข่งขัน ผมกลับมานั่งคิดต่ออีกว่า ที่จริงแล้ว HYROX ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันด้านความแข็งแรงของร่างกายเท่านั้น แต่ถ้าหากมองด้วยสายตาของนักเศรษฐศาสตร์ ตลอดการแข่งขันเต็มไปด้วยการตัดสินใจทางเศรษฐศาสตร์อยู่ตลอดเวลา
เพราะเศรษฐศาสตร์ไม่ได้เริ่มต้นที่เรื่องเงินเสมอไป หากเริ่มต้นจากคำถามง่าย ๆ เลยว่า เมื่อเรามีทรัพยากรจำกัด เราจะจัดสรรทรัพยากรเหล่านั้นอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และในสนามการแข่งขัน HYROX ทรัพยากรที่จำกัดอาจไม่ใช่เงิน แต่คือ พละกำลังของเรานั่งเอง
เมื่อพละกำลังของเรามีจำกัด เราจึงไม่สามารถทุ่มสุดตัวได้ทุกอย่าง
หลักพื้นฐานที่สุดของเศรษฐศาสตร์ คือ เรื่องความขาดแคลน (Scarcity) มนุษย์มีทรัพยากรจำกัด แต่มีสิ่งที่อยากทำมากกว่าทรัพยากรที่มีอยู่ นักกีฬา HYROX ก็เผชิญกับปัญหานี้เช่นเดียวกัน
เมื่อเรามีพลังงานจำกัด แต่ทางข้างหน้ามีทั้งการวิ่งอีกหลายกิโลเมตร และมีสถานีออกกำลังกายรออยู่อีกหลายสถานี ถ้าใช้แรงอย่างเต็มที่ตั้งแต่หนึ่ง หรือ สองกิโลเมตรแรก เราอาจวิ่งได้เร็วมากในช่วงต้น แต่ในช่วงท้ายเราจะหมดแรง และอาจจะบาดเจ็บได้
ดังนั้น คำถามที่นักกีฬาต้องตอบตลอดการแข่งขันไม่ใช่เพียงว่า “เราวิ่งได้เร็วแค่ไหน” แต่คือ “เราควรวิ่งเร็วแค่ไหน เมื่อรู้ว่ายังมีการออกกำลังกายอีกหลายสถานีรออยู่ข้างหน้า” นี่คือ ปัญหาการจัดสรรทรัพยากรแบบเดียวกับที่เศรษฐศาสตร์ศึกษา เพียงแต่ทรัพยากรในครั้งนี้ไม่ใช่งบประมาณของรัฐบาล หรือรายได้ของครัวเรือน แต่เป็นพลังงานในร่างกายของเรานั่นเอง
การเร่งในวันนี้อาจต้องจ่ายคืนในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
อีกแนวคิดหนึ่งที่เห็นได้ชัดมากในสนามคือ ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) สมมติว่า เราสามารถเร่งการวิ่งหนึ่งกิโลเมตรให้เร็วขึ้น 30 วินาที ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องดี เพราะเวลารวมของเราน่าจะลดลง 30 วินาที แต่ถ้าการเร่งนั้นทำให้เราเหนื่อยจนต้องหยุดพักที่สถานีต่าง ๆ นานขึ้น ออกกำลังกายที่สถานีต่าง ๆ ได้ช้าลง และเสียเวลาหยุดพักดื่มน้ำนานขึ้น สิ่งที่ดูเหมือนว่า เราประหยัดได้ 30 วินาที อาจกลับทำให้เวลารวมเพิ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำ
ทุกครั้งที่เราเลือกใช้แรงเพิ่มขึ้นในช่วงหนึ่ง เราจึงกำลังยอมเสียบางอย่างในอีกช่วงหนึ่งเสมอ พูดง่าย ๆ คือ แรงที่ใช้ไปแล้ว เอากลับมาใช้ซ้ำไม่ได้
เรื่องนี้ไม่ต่างจากชีวิตประจำวัน เรามีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากันทุกคน เวลาที่เลือกใช้กับงานหนึ่ง ย่อมเป็นช่วงเวลาที่ไม่สามารถนำไปใช้กับอีกงานหนึ่งได้ ในสนาม HYROX ก็เช่นกัน เพียงแต่เกิดขึ้นเร็วกว่า เพราะผลของการตัดสินใจอาจตามมาให้เห็นภายในไม่กี่นาที
เร่งขึ้นอีกนิดคุ้มหรือไม่
นักเศรษฐศาสตร์มักไม่ถามเพียงว่า อะไรดีหรือไม่ดี แต่มักจะถามว่า ถ้าเพิ่มขึ้น “อีกนิดหนึ่ง” ผลที่ได้จะคุ้มกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ แนวคิดนี้เรียกว่าการวิเคราะห์ส่วนเพิ่ม (Marginal Analysis) นักกีฬาเองก็กำลังทำสิ่งนี้โดยไม่รู้ตัว ก่อนเข้าสถานีหนึ่ง เราอาจถามตัวเองว่าเร่งอีกหน่อยดีไหม ถ้าเร่งแล้วประหยัดเวลาได้ 10 วินาที และแทบจะไม่กระทบต่อสถานีถัดไป ก็น่าจะคุ้ม
แต่ถ้า 10 วินาทีที่ประหยัดได้ ต้องแลกกับการหมดแรงจนเสียเวลา 30 วินาทีในภายหลัง การเร่งนั้นก็คงไม่ใช่การตัดสินใจที่ดีนัก หรือเรื่องการหยุดพักจิบน้ำก็ใช้หลักคิดแบบเดียวกัน
สมมติว่า เรากำลังวิ่งผ่านจุดบริการน้ำ คำถามไม่ใช่เพียงว่า “ดื่มน้ำดีหรือไม่” แต่คือ “จิบน้ำเพิ่มอีกหนึ่งแก้ว ณ ตอนนี้คุ้มหรือไม่” ประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น คือ การลดความกระหาย ทำให้รู้สึกสดชื่นและพร้อมสำหรับการแข่งขันช่วงถัดไป ส่วนต้นทุนที่เพิ่มขึ้น คือ เวลาที่ต้องชะลอ หรือหยุดเพื่อหยิบน้ำ
รวมถึงความไม่สบายตัวหากดื่มมากเกินไป หากประโยชน์จากน้ำหนึ่งแก้วนั้นมากกว่าต้นทุนที่ต้องเสียไป การหยุดดื่มน้ำก็คุ้มค่า แต่ถ้าร่างกายยังไม่ต้องการน้ำมากนัก การเสียเวลาเพื่อหยุดดื่มน้ำทุกครั้ง ก็อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด
หลักการเดียวกันนี้พบได้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจของธุรกิจ ว่าจะผลิตสินค้าเพิ่มอีกหนึ่งหน่วยหรือไม่ หรือ ผู้บริโภคจะซื้อสินค้าเพิ่มอีกหนึ่งชิ้นหรือไม่ ซึ่งหลักการนี้ก็สามารถนำมาปรับใช้ในการแข่งขัน HYROX ได้เช่นกัน
เร็วที่สุดในทุกช่วงไม่ได้แปลว่าจะเร็วที่สุดตอนเข้าเส้นชัย
ผมคิดว่า นี่เป็นบทเรียนทางเศรษฐศาสตร์ที่ชัดที่สุดจาก HYROX เป้าหมายของการแข่งขันไม่ใช่การทำเวลาให้เร็วที่สุดในทุกกิโลเมตร หรือเร็วที่สุดในทุกสถานีแยกจากกัน แต่คือ การทำเวลารวมให้ดีที่สุด
นี่คือ ปัญหาการหาจุดที่เหมาะสมที่สุด (Optimization) นักกีฬาที่วิ่งเร็วมากในช่วงแรกอาจไม่ได้เข้าเส้นชัยเร็วที่สุด หากต้องจ่ายด้วยความเหนื่อยอย่างรุนแรงในช่วงท้าย
ในทางกลับกัน คนที่ยอมช้าลงเล็กน้อยในบางช่วง อาจรักษาความเร็วเฉลี่ยได้ดีกว่าตลอดการแข่งขัน พูดอีกแบบหนึ่งคือ การพยายามทำทุกช่วงให้เร็วที่สุด ไม่ได้แปลว่าเราจะเข้าเส้นชัยเร็วที่สุด และคำว่า “ดีที่สุด” ก็ไม่ได้มีความหมายเหมือนกันสำหรับทุกคน
นักกีฬามืออาชีพอาจตั้งเป้าทำเวลาให้ต่ำที่สุด แต่สำหรับคนที่ลงแข่งครั้งแรก เป้าหมายอาจประกอบด้วยหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งการเข้าเส้นชัย การไม่บาดเจ็บ การรักษาร่างกายให้ไหวจนจบ และ การมีความสุขกับการแข่งขัน
ในกรณีของผม การเลือกวิ่งและทำแต่ละสถานีอย่างระมัดระวัง ไม่เร่งจนเกินไป และเข้าเส้นชัยได้โดยไม่บาดเจ็บนั้น อาจไม่ได้เป็นเวลาที่เร็วที่สุดเท่าที่ร่างกายทำได้ แต่เมื่อคำนึงถึงเป้าหมายทั้งหมดที่ตั้งไว้แล้ว ก็อาจเรียกได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ “เหมาะสม” สำหรับการแข่งขันครั้งแรกของผม
นี่เป็นสิ่งที่เศรษฐศาสตร์พยายามบอกเราอยู่เสมอว่า คำว่า “ดีที่สุด” จะมีความหมายก็ต่อเมื่อ เรารู้ก่อนว่าเรากำลังพยายามทำอะไรให้ดีที่สุด
แข่งเป็นคู่ไม่จำเป็นต้องแบ่งกันคนละครึ่ง
การแข่งขันประเภท Doubles ทำให้ผมเห็นหลักเศรษฐศาสตร์อีกเรื่องหนึ่งชัดมาก นั่นคือ หลักการแบ่งงานกันทำ (Division of Labor) ในการแข่งขันแบบคู่ นักกีฬาทั้งสองคนต้องวิ่งด้วยกัน แต่สามารถแบ่งกันทำงานในแต่ละสถานีได้ คำถามคือ ควรแบ่งกันอย่างไร คำตอบที่ดูยุติธรรมที่สุดอาจเป็น “คนละครึ่ง”
แต่สิ่งที่ยุติธรรมที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพที่สุดเสมอไป ถ้าคนหนึ่งแข็งแรงกว่าและโยนลูกบอลได้ดีกว่า ขณะที่อีกคนเหมาะกับ Burpee Broad Jump หรือ Lunges มากกว่า การพยายามแบ่งทุกอย่าง 50:50 อาจทำให้เวลารวมของทีมแย่ลง
ทีมที่ดีจึงต้องรู้ว่าใครเหมาะกับการทำกิจกรรมอะไร และจัดสรรงานตามจุดแข็งของแต่ละคน นี่คือ หลักเดียวกับการแบ่งงานในโรงงาน ในองค์กร หรือ แม้แต่ในระบบเศรษฐกิจ หากทุกคนพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ผลผลิตโดยรวมอาจต่ำกว่าการที่แต่ละคนมุ่งทำงานในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี
คนที่เก่งกว่าทุกอย่างก็ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่าง
เศรษฐศาสตร์ยังพาเราไปไกลกว่านั้นอีกขั้น ด้วยแนวคิดเรื่อง ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) สมมติว่านักกีฬา A ทำทั้ง Sled Push และ Burpee ได้เร็วกว่านักกีฬา B ฟังดูเหมือนว่า A ควรทำทั้งสองอย่างให้มากที่สุด แต่หาก A เก่งกว่า B ใน Sled Push มาก ๆ ขณะที่เก่งกว่า B ใน Burpee เพียงเล็กน้อย ถ้าหากให้ A รับภาระ Sled มากขึ้น แล้วให้ B ช่วยทำ Burpee มากขึ้นอาจได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
เหตุผลคือ หากเราเอา A ไปใช้ในงานที่ได้เปรียบเพียงเล็กน้อย เรากำลังเสียโอกาสที่จะใช้ A ในงานที่เขาสร้างความแตกต่างได้มากกว่า หลักความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบนี้เป็นหลักเดียวกับที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้อธิบายการค้าระหว่างประเทศมานานหลายร้อยปี เพียงแต่ในวันแข่งขัน เราย้ายจากโรงงานและประเทศต่าง ๆ ในโลกมาอยู่ระหว่างนักกีฬาสองคนในสนามการแข่งขัน HYROX
สนามกีฬาอาจเป็นห้องเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เราไม่รู้ตัว
หลังจากผ่านการวิ่ง 8 กิโลเมตร และ 8 สถานีจนถึงเส้นชัย ผมพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในสนามแข่งขันแทบทั้งหมด สามารถมองผ่านหลักเศรษฐศาสตร์ได้ เรามีทรัพยากรจำกัด จึงต้องเลือกว่าจะใช้มันอย่างไร เมื่อเลือกสิ่งหนึ่ง เราต้องยอมเสียอีกสิ่งหนึ่ง เราต้องคิดว่าการเพิ่มความพยายามอีกเล็กน้อยยังคุ้มอยู่หรือไม่ เราต้องมองเป้าหมายโดยรวม แทนที่จะพยายามทำทุกช่วงให้ดีที่สุดแยกจากกัน และเมื่อทำงานเป็นทีม เราก็ต้องรู้จักแบ่งงานให้เหมาะกับความสามารถของแต่ละคน
HYROX จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันที่ทดสอบว่า ใครแข็งแรงหรืออึดกว่ากัน แต่ยังเป็นการแข่งขันของการตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัด และนั่นอาจเป็นบทเรียนเล็ก ๆ ที่น่าสนใจจากสนามกีฬาแห่งนี้
เศรษฐศาสตร์ไม่ได้อยู่เฉพาะในเรื่องเงิน ตลาดหุ้น อัตราดอกเบี้ย หรือ GDP เท่านั้น แต่อยู่รอบตัวเราในทุก ๆ ครั้งที่ต้องเลือกภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด
แม้กระทั่งในวันที่เรากำลังแข่ง HYROX บางทีสนามแข่งขัน HYROX ก็อาจเป็นห้องเรียนเศรษฐศาสตร์ ที่เหนื่อยที่สุดห้องหนึ่งเท่านั้นเอง
คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... ผศ.ดร.วัชรพงศ์ รติสุขพิมล คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ







