
PDP 2026 เดิมพันพลังงานสีเขียว บนทางแยกแห่งอนาคต
PDP 2026 เดิมพันพลังงานสีเขียว บนทางแยกแห่งอนาคต : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,232
KEY
POINTS
- แผน PDP 2026 มุ่งเน้นพลังงานสีเขียวเป็นยุทธศาสตร์หลักทางเศรษฐกิจ เพื่อตอบสนองเงื่อนไขการค้าและการลงทุนของโลก และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
- โครงสร้างการผลิตไฟฟ้าจะเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน โดยในช่วงแรก (ปี 2569-2580) จะเน้นเพิ่มกำลังผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (BESS) เป็นหลัก
- แผนระยะยาวหลังปี 2581 วางทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ไว้ 3 แนวทาง และ มีการเสนอโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เป็นตัวเลือกใหม่สำหรับไฟฟ้าฐานที่สะอาดและมั่นคง
- ความท้าทายสำคัญคือต้นทุนการเปลี่ยนผ่านที่สูงซึ่งจะส่งผลต่อค่าไฟฟ้า และความจำเป็นในการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน
ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2026 ซึ่งจะเป็นหมุดหมายสำคัญของภาคพลังงานไทยในทศวรรษข้างหน้า บอกกับเราชัดเจนว่า เรื่องไฟฟ้าไม่ใช่เพียง “แสงสว่างในบ้าน” อีกต่อไป แต่คือ “เส้นเลือดใหญ่” ที่ชี้ชะตาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในโลกที่การค้าและการลงทุนถูกผูกติดกับพลังงานสะอาดอย่างแยกไม่ออก
เพราะวันนี้ ทุนข้ามชาติและบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ต่างตั้งคำถามเดียวกันก่อนปักหมุดลงทุน นั่นคือ “ประเทศคุณมีไฟฟ้าสีเขียวให้เราพอหรือไม่” มาตรการอย่าง CBAM ของยุโรป และพันธะ RE100 ได้เปลี่ยนพลังงานหมุนเวียนจาก “ทางเลือก” เป็น “เงื่อนไขบังคับ” ของการเข้าถึงตลาดโลกไปแล้ว การพลิกโฉมสู่ฐานการผลิตสีเขียว จึงไม่ใช่วาระสิ่งแวดล้อม แต่เป็นวาระสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ
ตัวเลขในร่างแผนสะท้อนเจตนานี้ชัดเจน เฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่านปี 2569-2580 ประเทศจะเพิ่มกำลังผลิตใหม่ถึง 50,900 เมกะวัตต์ โดยมีพลังงานแสงอาทิตย์ 24,300 เมกะวัตต์ เป็นแกนหลัก ตามด้วยระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (BESS) 14,500 เมกะวัตต์ ขณะที่ก๊าซธรรมชาติถูกลดบทบาทเหลือ 9,100 เมกะวัตต์ สะท้อนว่า โครงสร้างการผลิตไฟฟ้าไทยกำลังเปลี่ยนขั้ว จากฟอสซิลไปสู่แสงแดดและลมที่ต้องมี “แบตเตอรี่” ประคองความเสถียร
แต่หัวใจที่ต้องจับตาที่สุด อยู่ที่ช่วงปี 2581-2593 ซึ่งร่างแผนวางทางแยกเชิงยุทธศาสตร์ไว้ถึง 3 แนวทาง ทั้งเส้นทาง CCS-Driven ที่เน้นดักจับคาร์บอน เส้นทาง RE-LED ที่ดันพลังงานหมุนเวียนสูงสุด เกือบ 150,000 เมกะวัตต์ และเส้นทางสายกลาง Balance Net-Zero
นี่คือการตัดสินใจว่า ประเทศจะแบกต้นทุนแบบใดและให้ใครแบก เพราะปลายทางปี 2593 กำลังผลิตรวมอาจกว้างตั้งแต่ 127,200 ถึง 194,800 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นช่วงห่างมหาศาลที่มีนัยต่อค่าไฟของคนทั้งประเทศ
ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ที่เริ่มเพียง 300 เมกะวัตต์ ในปี 2580 ก่อนขยับถึงราว 9,000 เมกะวัตต์ ช่วงปลายแผน เมื่อไทยต้องการไฟฟ้าฐานที่สะอาดและเดินเครื่องได้ 24 ชั่วโมงโดยไม่ปล่อยคาร์บอน ตัวเลือกบนโต๊ะกลับมีไม่มากนัก สังคมไทยจึงถึงเวลาต้องเปิดใจถกเถียงเรื่องนี้อย่างมีวุฒิภาวะ บนฐานข้อมูลและความปลอดภัย
แผนที่สวยบนกระดาษยังมีโจทย์ใหญ่รออยู่ ทั้งความท้าทายด้านโครงข่าย (Smart Grid) ที่จะชี้ว่า ไฟฟ้าสีเขียวเหล่านี้จะจ่ายเข้าระบบได้จริงหรือไม่ และต้นทุน BESS มหาศาลที่ประชาชนต้องจ่าย จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคำถามว่า โครงสร้างค่าไฟในอนาคตจะเป็นภาระเพียงใด
ยิ่งเมื่อความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center และ AI กำลังเป็นตัวแปรใหม่ หากไทยมีไฟฟ้าสีเขียวราคาแข่งขันได้ และมี Green Tariff ที่ชัดเจน โอกาสเป็น Regional Digital Hub ก็อยู่แค่เอื้อม แต่หากลังเล เม็ดเงินเหล่านี้พร้อมไหลไปหาเพื่อนบ้านทันที
ด้วยความสำคัญของวาระนี้ “ฐานเศรษฐกิจ” จึงจัดสัมมนาใหญ่ “BIG ISSUE : PDP 2026 ENERGY GREEN POWER พลิกโฉมพลังงานไทย สู่ฐานการผลิตสีเขียว” ในวันพุธที่ 9 กันยายน 2569 ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ โดยได้รับเกียรติจาก เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมผู้บริหารระดับสูงจาก สนพ. กฟผ. และ ผู้นำภาคเอกชนพลังงานชั้นนำ ร่วมเจาะลึกทุกมิติของอนาคตพลังงานไทยไว้บนเวทีเดียว
เพราะ PDP 2026 คือ “จุดเริ่มต้น” ที่ถูกทาง แต่ความสำเร็จไม่ได้วัดที่การประกาศแผน หากอยู่ที่การลงมือทำจริง ทั้งการเร่งลงทุนโครงข่าย การออกกติกา Green Tariff ที่โปร่งใส และ การสื่อสารกับสังคมอย่างซื่อตรงเรื่อง “ต้นทุน” ของการเปลี่ยนผ่าน
นี่คือเดิมพันครั้งใหญ่ของประเทศ และเป็นเดิมพันที่ไทยพลาดไม่ได้ บนทางแยกแห่งอนาคต
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,232 วันที่ 3 -5 กันยายน พ.ศ. 2569







