ฝ่าทางตันสินเชื่อหดตัว SMEs Credit Boost คำตอบสุดท้ายหรือแค่ยาประคองอาการ?

01 ม.ค. 2569 | 23:30 น.

ฝ่าทางตันสินเชื่อหดตัว SMEs Credit Boost คำตอบสุดท้ายหรือแค่ยาประคองอาการ? : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,163

KEY

POINTS

  • ระบบสินเชื่อไทยหดตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs ที่ติดลบยาวนาน 13 ไตรมาส เนื่องจากธนาคารพาณิชย์กังวลความเสี่ยงและเข้มงวดในการปล่อยกู้
  • ภาครัฐและธปท. ออกมาตรการ ‘SMEs Credit Boost’ จัดตั้งกลไกค้ำประกันสินเชื่อวงเงิน 1 แสนล้านบาท เพื่อลดความกังวลของธนาคารและกระตุ้นการให้สินเชื่อ
  • มาตรการค้ำประกันอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะปัญหาอยู่ที่ฝั่งผู้กู้ด้วย ธนาคารจึงต้องปรับบทบาทเป็นพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อสนับสนุน SMEs ที่มีศักยภาพแต่ขาดหลักทรัพย์

สภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน กำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เมื่อฟันเฟืองสำคัญอย่าง “ระบบสินเชื่อ” เริ่มหมุนช้าลง จนอยู่ในภาวะหดตัวติดต่อกันถึง 5 ไตรมาส โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ยอดสินเชื่อติดลบยาวนานถึง 13 ไตรมาสติดต่อกัน ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสถิติบนหน้ากระดาษ แต่คือ เสียงสะท้อนของความอ่อนแรงในภาคการผลิตและการจ้างงาน เมื่อเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินอุดตัน ภาคธุรกิจย่อมขาดสภาพคล่องในการต่อลมหายใจ หรือ ขยายกิจการ 

สาเหตุหลักที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์ เลือกที่จะ “เหยียบเบรก” การปล่อยกู้ ไม่ได้มาจากปัญหาความมั่นคงของสถาบันการเงิน เพราะปัจจุบันธนาคารไทยยังมีเงินกองทุนและสภาพคล่องในระดับสูง แต่ปัญหาอยู่ที่ “ความกลัว” ต่อต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Cost) ที่พุ่งสูงขึ้น ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าและเปราะบาง ธนาคารจึงเลือกที่จะบริหารความเสี่ยง ด้วยการเข้มงวดกับคุณภาพลูกหนี้ ส่งผลให้ SMEs จำนวนมากถูกผลักออกไปอยู่นอกระบบการเงิน เพียงเพราะไม่มีหลักประกันที่เพียงพอหรือมีประวัติทางการเงินที่ยังไม่ฟื้นตัวดีจากช่วงโควิด-19 

การที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผนึกกำลังกับกระทรวงการคลัง และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ผลักดันโครงการ ‘SMEs Credit Boost’ โดยยอมปรับลดเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF ประมาณ 20,000 ล้านบาท เพื่อนำมาจัดตั้งกลไกคํ้าประกันสินเชื่อใหม่วงเงิน 100,000 ล้านบาท จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่พยายามแก้ปัญหาให้ตรงจุด 

กลไกการคํ้าประกันสินเชื่อนี้เปรียบเสมือน “เกราะป้องกัน” ที่ช่วยให้ธนาคารพาณิชย์ลดความกังวลเรื่องหนี้สูญ เพราะเมื่อรัฐและกลไกส่วนกลางเข้ามาช่วยแชร์ความเสี่ยง ความกล้าในการปล่อยสินเชื่อใหม่ย่อมมีมากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ กลไกการคํ้าประกันเพียงอย่างเดียวจะเพียงพอหรือไม่? ในการเปลี่ยนความกลัวเป็นความกล้า เพราะหากพิจารณาไส้ในของวิกฤติครั้งนี้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ฝั่งผู้ให้กู้ (Supply) เพียงฝ่ายเดียว แต่อยู่ที่ฝั่งผู้กู้ (Demand) ด้วย หลายบริษัทขนาดใหญ่เลือกชำระคืนหนี้มากกว่าการกู้ใหม่ เพราะมองไม่เห็นโอกาสในการลงทุนที่คุ้มค่า 

ขณะที่ SMEs จำนวนมากกำลังเผชิญกับ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” เช่น การขาดขีดความสามารถในการแข่งขันในยุคดิจิทัล หรือการผลิตสินค้าที่ไม่ตอบโจทย์ตลาดโลกยุคใหม่ 

ดังนั้น มาตรการคํ้าประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ จะสัมฤทธิผลได้จริง ธนาคารพาณิชย์ต้องเปลี่ยนบทบาทจากเพียง “ผู้ตรวจสอบเครดิต” มาเป็น “พันธมิตรทางธุรกิจ” โดยใช้กลไกคํ้าประกันนี้เป็นช่องทางนำสินเชื่อไปสู่กลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพแต่อาจขาดหลักทรัพย์ (Potential but Asset-light) เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมในโครงการ Reinvent Thailand ที่มุ่งเน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีสีเขียว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตในอนาคต 

บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45  ฉบับที่ 4,163 วันที่ 4 -7 มกราคม พ.ศ. 2569