thansettakij
thansettakij
จับตา “ทรัมป์” เป็ดง่อย 2 ปี เดโมแครตคุมสภาสหรัฐฯ ถ่วงเกมสงครามการค้า สะเทือนเงินลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ไทย

จับตา “ทรัมป์” เป็ดง่อย 2 ปี เดโมแครตคุมสภา ถ่วงเกมสงครามการค้า สะเทือนลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ไทย

05 พ.ย. 69 | 10:17 น.
อัปเดตล่าสุด :05 พ.ย. 69 | 10:21 น.

“ทรัมป์ “ เป็ดง่อย 2 ปี เดโมแครตคุมสภาถ่วงเกมการค้า สะเทือนเงินลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เงินลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์อาจชะลอ หากการเมืองสหรัฐฯ เปลี่ยนทิศทาง แต่ไทยยังมีปัญหาขาดแคลนแรงงานทักษะสูงไทย

KEY

POINTS

  • การที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาสหรัฐฯ จะทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์มีข้อจำกัดในการบริหารประเทศมากขึ้น และเสี่ยงต่อการเป็นรัฐบาลเป็ดง่อย (Lame Duck) ในช่วง 2 ปีสุดท้าย
  • อำนาจของพรรคเดโมแครตในสภาอาจทำให้สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศต่างๆ ชะลอตัวลง เนื่องจากสามารถใช้กลไกตรวจสอบและถ่วงดุลนโยบายของทรัมป์ได้
  • การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งบริษัทสหรัฐฯ อาจชะลอหรือทบทวนแผนการลงทุน

 

แม้ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ จะทำให้พรรคเดโมแครตมีจำนวนที่นั่งในวุฒิสภาไม่มากพอที่จะถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากตำแหน่งได้โดยตรง แต่การครองเสียงในสภาเพิ่มขึ้นก็อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมือง และเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ ถ่วงดุล และจำกัดอำนาจของทรัมป์ได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

ทรัมป์เผชิญข้อจำกัดในการบริหารประเทศมากขึ้น

นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาหลังการเลือกตั้งกลางเทอมว่า แม้พรรคเดโมแครตจะสามารถพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากตำแหน่งได้โดยง่าย เนื่องจากกระบวนการถอดถอนจำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภาไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือ 67 เสียง ซึ่งพรรคเดโมแครตยังมีเสียงไม่เพียงพอ เว้นแต่จะได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกพรรครีพับลิกันที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการทำสงครามของทรัมป์ แต่โอกาสดังกล่าวยังเป็นไปได้ยาก

อย่างไรก็ตาม การที่พรรคเดโมแครตกลับมามีอำนาจในทั้งสองสภา จะทำให้ทรัมป์เผชิญข้อจำกัดในการบริหารประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้อำนาจฝ่ายบริหารในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากสภาสามารถใช้กลไกตรวจสอบ ถ่วงดุล และชะลอการดำเนินนโยบายบางประการได้

สงครามการค้าชะลอ แต่สงครามอิหร่านยังเสี่ยงปะทุ

นายพรนริศมองว่า ผลการเลือกตั้งดังกล่าวอาจทำให้สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศต่าง ๆ มีแนวโน้มผ่อนคลายหรือชะลอลง เนื่องจากพรรคเดโมแครตไม่เห็นด้วยกับแนวทางการใช้นโยบายกดดันทางการค้าของทรัมป์ และสามารถใช้เสียงในสภาเข้ามาตรวจสอบหรือขัดขวางนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาคือท่าทีของทรัมป์ ซึ่งมีแนวโน้มไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ทางการเมือง และอาจใช้สิทธิยับยั้งร่างกฎหมาย (Veto) ที่ไม่เห็นด้วย รวมถึงอาจเพิ่มความแข็งกร้าวในนโยบายต่างประเทศ เพื่อรักษาฐานคะแนนนิยมของตนเอง

โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการเผชิญหน้ากับอิหร่าน ซึ่งยังมีความเสี่ยงที่จะทวีความรุนแรงขึ้น แม้พรรคเดโมแครตจะต้องการให้รัฐบาลลดงบประมาณการทำสงคราม และนำเงินกลับมาดูแลประชาชนในประเทศก็ตาม

ทั้งนี้ หากสหรัฐฯ ต้องสูญเสียเรือรบหรือกำลังทหารจากการเผชิญหน้ากับอิหร่าน ก็อาจกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลทรัมป์ ขณะที่อิสราเอลเองก็ต้องประเมินสถานการณ์อย่างระมัดระวัง เพราะการขยายความขัดแย้งอาจไม่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศอาหรับในภูมิภาคอย่างที่คาดหวัง

ตั้งข้อสังเกตราคาน้ำมันลดสวนทางสงคราม จับตาแรงกดดันระยะถัดไป

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือทิศทางราคาพลังงาน โดยนายพรนริศตั้งข้อสังเกตว่า แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงดำเนินอยู่ แต่ราคาน้ำมันกลับปรับตัวลดลงในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งสวนทางกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ควรจะกดดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น

จึงต้องติดตามว่าการปรับตัวลดลงดังกล่าวสะท้อนสถานการณ์อุปสงค์และอุปทานที่แท้จริง หรือมีปัจจัยทางการเมืองและการบริหารจัดการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเมื่อทรัมป์มีแรงจูงใจที่จะรักษาระดับราคาพลังงานไม่ให้สูงขึ้น เพราะหากราคาน้ำมันพุ่งแรง จะยิ่งเพิ่มภาระค่าครองชีพและเงินเฟ้อให้กับประชาชนชาวอเมริกัน และกลายเป็นแรงสะท้อนกลับทางการเมืองต่อรัฐบาล

ดังนั้น ราคาพลังงานในระยะต่อไปยังมีความไม่แน่นอนสูง หากความขัดแย้งขยายวงกว้างและกระทบต่ออุปทานน้ำมันจริง ราคาก็มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นตามปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งจะกลายเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก

จับตาเงินทุนโลกไหลเข้าดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ไม่สร้างงานมากอย่างที่คิด

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย นายพรนริศมองว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงสงครามการค้าหรือสงครามภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงทิศทางการลงทุนของเงินทุนโลก โดยเฉพาะการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งกำลังกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของกลุ่มทุนขนาดใหญ่

ปัจจุบันเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากกำลังไหลเข้าสู่ธุรกิจเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ AI โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูง ทั้งด้านที่ดิน อาคาร ระบบไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่การลงทุนลักษณะนี้อาจไม่ได้สร้างการจ้างงานจำนวนมากเมื่อเทียบกับเม็ดเงินที่ใช้ เพราะเป็นธุรกิจที่พึ่งพาเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติสูง ใช้บุคลากรเฉพาะทางเพียงบางกลุ่ม และมีบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่รายเป็นผู้ลงทุนหลัก

ขณะเดียวกัน เงินทุนที่ใช้ขยายธุรกิจเทคโนโลยีจำนวนหนึ่งยังมาจากการระดมทุนในตลาดการเงิน ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นมีความผันผวนตามความคาดหวังของนักลงทุน หากความเชื่อมั่นต่อทิศทางเศรษฐกิจหรือนโยบายรัฐบาลเปลี่ยนแปลง ก็อาจส่งผลให้เงินทุนชะลอการลงทุนหรือไหลออกจากตลาดได้อย่างรวดเร็ว

นายพรนริศยังตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมของตลาดทุนที่เงินลงทุนอาจกระจุกตัวอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่และนักลงทุนบางกลุ่ม การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นจึงอาจไม่ได้สะท้อนการเติบโตของเศรษฐกิจในวงกว้างอย่างแท้จริง ขณะที่ประชาชนและธุรกิจรายย่อยยังต้องเผชิญกับปัญหาค่าครองชีพและกำลังซื้อที่อ่อนแอ

ทรัมป์เสี่ยงเป็นรัฐบาลเป็ดง่อย เศรษฐกิจสหรัฐฯ แก้โจทย์เงินเฟ้อไม่สำเร็จ

นายพรนริศประเมินว่า หากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากในสภาได้จริง ทรัมป์จะเผชิญข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายต่าง ๆ มากขึ้น และอาจกลายเป็นรัฐบาลเป็ดง่อย (Lame Duck) ในช่วง 2 ปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่ง เนื่องจากไม่สามารถผลักดันนโยบายได้อย่างเต็มที่ ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจตรวจสอบและถ่วงดุลมากขึ้น

ปัญหาสำคัญคือทรัมป์ยังไม่สามารถแก้โจทย์เศรษฐกิจภายในประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยเฉพาะปัญหาเงินเฟ้อและค่าครองชีพ แม้จะพยายามใช้นโยบายกดดันประเทศคู่ค้าและดึงเม็ดเงินลงทุนกลับเข้าสหรัฐฯ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถสร้างประโยชน์ให้ประชาชนทุกกลุ่มได้อย่างทั่วถึง

ในทางกลับกัน การลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยีอาจทำให้ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ขณะที่ประชาชนรายได้น้อยยังได้รับผลกระทบจากสินค้าและบริการที่มีราคาสูงขึ้น สะท้อนความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มทุนกับประชาชนทั่วไปที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

ไทยเสี่ยงรับแรงกระแทก FDI สะดุด หากสหรัฐฯ ทบทวนลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์

สำหรับประเทศไทย นายพรนริศระบุว่า ต้องจับตาผลกระทบต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อย่างใกล้ชิด เนื่องจากไทยกำลังเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ดาต้าเซ็นเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI

ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนหลายประเทศ ทั้งสหรัฐฯ สิงคโปร์ และยุโรป รวมถึงกลุ่มทุนจากเยอรมนีที่มีแผนลงทุนในภาคอุตสาหกรรมและจัดซื้อที่ดินเพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจ มูลค่าการลงทุนบางโครงการอยู่ในระดับหลายหมื่นล้านบาท และมีการลงนามสัญญาไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์การเมืองสหรัฐฯ เปลี่ยนแปลง และพรรคเดโมแครตเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณหรือทบทวนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ อาจทำให้บริษัทเอกชนบางแห่งต้องกลับไปประเมินแผนการลงทุนใหม่ ส่งผลให้การอนุมัติงบประมาณ การระดมทุน และการเบิกจ่ายเงินลงทุนล่าช้าออกไป

แม้โครงการลงทุนในประเทศไทยบางส่วนจะลงนามสัญญาแล้ว แต่หากเศรษฐกิจโลกเกิดความผันผวน บริษัทแม่ในต่างประเทศอาจชะลอการนำเงินเข้ามาลงทุน ซึ่งจะกระทบต่อเม็ดเงิน FDI ที่ไทยคาดหวังไว้ และอาจส่งผลต่อการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในระยะต่อไป

อีกทั้งการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ แม้จะเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่ได้สร้างการจ้างงานจำนวนมากเมื่อเทียบกับเงินลงทุน ขณะที่ประเทศไทยยังขาดแคลนแรงงานทักษะสูง โดยเฉพาะวิศวกร นักพัฒนาซอฟต์แวร์ และบุคลากรด้านเทคโนโลยีขั้นสูง

ดังนั้น การดึงดูดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมใหม่ได้ เพราะท้ายที่สุดแล้วผลประโยชน์จากการลงทุนอาจกระจุกตัวอยู่กับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยไม่สามารถกระจายไปสู่แรงงานและเศรษฐกิจฐานรากได้มากเท่าที่ควร

เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนขั้ว ไทยต้องรับมือความไม่แน่นอน

นายพรนริศกล่าวทิ้งท้ายว่า โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ โดยสหรัฐฯ แม้ยังเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง แต่กำลังเผชิญแรงกดดันจากปัญหาภายในประเทศและข้อจำกัดในการใช้อำนาจต่อรองกับประเทศต่าง ๆ

สำหรับประเทศไทย สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือความไม่แน่นอนของเงินทุนโลก เพราะแม้ไทยจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ แต่หากสถานการณ์การเมืองสหรัฐฯ เปลี่ยนแปลง นโยบายเศรษฐกิจโลกผันผวน หรือความขัดแย้งในตะวันออกกลางยกระดับขึ้น ก็อาจทำให้การลงทุนที่กำลังจะเข้ามาชะลอตัวได้

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศ แต่ต้องทำให้เงินลงทุนเหล่านั้นสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้ และยกระดับทักษะแรงงานไทยได้อย่างแท้จริง ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว