
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026 เดิมพันอำนาจ 2 ปีสุดท้ายของ 'โดนัลด์ ทรัมป์'
การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พ.ย. เป็นการชิงเสียงข้างมากในสภาคองเกรสระหว่างพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต ผลเลือกตั้งจะกำหนดทิศทางการผลักดันนโยบายของ 'โดนัลด์ ทรัมป์' ในช่วง 2 ปีสุดท้ายของวาระ
KEY
POINTS
- การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พ.ย. 2026 จะเป็นการชี้ชะตาอำนาจทางการเมืองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วง 2 ปีสุดท้ายของวาระ
- ผลการเลือกตั้งจะตัดสินว่าพรรครีพับลิกันจะสามารถรักษาเสียงข้างมากในสภาคองเกรสไว้ได้หรือไม่ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการผลักดันนโยบายของรัฐบาล
- ประเด็นสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ได้แก่ ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ การควบคุมผู้อพยพ และการกำกับดูแลเทคโนโลยี AI
การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 เป็นสนามการเมืองสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางการบริหารประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วง 2 ปีสุดท้ายของวาระประธานาธิบดี โดยผลเลือกตั้งจะตัดสินว่าพรรครีพับลิกันจะยังครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้หรือไม่ ท่ามกลางประเด็นเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ เงินเฟ้อ การควบคุมผู้อพยพ และการกำกับดูแลเทคโนโลยี AI ที่เป็นโจทย์สำคัญของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
เดิมพันเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ใครครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส
การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 ถูกจับตามองในฐานะศึกการเมืองสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วง 2 ปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่ง
เดิมพันสำคัญอยู่ที่การชิงเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ระหว่างพรรครีพับลิกันของทรัมป์และพรรคเดโมแครต โดยผลการเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนดว่าพรรคใดจะควบคุมสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รวมถึงส่งผลต่อความสามารถในการผลักดันนโยบายของรัฐบาล
นอกจากการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาแล้ว ยังมีการเลือกตั้งตำแหน่งสำคัญในระดับรัฐและท้องถิ่นอีกหลายตำแหน่ง ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญต่อทิศทางการเมืองสหรัฐฯ ในหลายระดับ
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026 วันไหนของไทยและสหรัฐฯ
การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2026 กำหนดจัดขึ้นในวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2026 ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ โดยการเปิดและปิดหน่วยเลือกตั้งของสหรัฐฯ จะเป็นไปตามเวลาท้องถิ่นของแต่ละรัฐ เนื่องจากสหรัฐฯ มีหลายเขตเวลา ทำให้การลงคะแนนและการนับคะแนนไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด โดยการรายงานผลเลือกตั้งในประเทศไทยอาจต่อเนื่องไปจนถึงวันพุธที่ 4 พฤศจิกายน 2569
ข้อมูลจากคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสหรัฐฯ (Federal Election Commission: FEC) ยืนยันว่า วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2026 เป็นวันเลือกตั้งทั่วไประดับรัฐบาลกลางตามกำหนดการปกติของสหรัฐฯ โดยสามารถตรวจสอบได้จาก FEC: Election and Voting Information
สำหรับที่มาของการกำหนดวันเลือกตั้ง สหรัฐฯ ยึดหลักจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันอังคารแรกถัดจากวันจันทร์แรกของเดือนพฤศจิกายน โดยมีที่มาจากวิถีชีวิตเกษตรกรรมของชาวอเมริกันในศตวรรษที่ 19 ซึ่งเลือกเดือนพฤศจิกายนเพราะเป็นช่วงหลังสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยวและก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว ส่วนวันอังคารเป็นวันที่เหมาะสมสำหรับการเดินทางไปใช้สิทธิ
ต่อมา กฎหมายการเลือกตั้งปี ค.ศ. 1845 (Election Act of 1845) ได้กำหนดวันเลือกตั้งดังกล่าวให้เป็นมาตรฐานทั่วประเทศ และสหรัฐฯ ยังคงใช้หลักเกณฑ์นี้มาจนถึงปัจจุบัน
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ คืออะไร สำคัญอย่างไร
การเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) เป็นการเลือกตั้งที่จัดขึ้นทุก 2 ปี ในช่วงกึ่งกลางของวาระประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งมีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี โดยประชาชนจะลงคะแนนเลือกสมาชิกสภาคองเกรส ประกอบด้วย 2 สภา ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
ทั้งสองสภามีบทบาทสำคัญในการพิจารณาและผ่านกฎหมายระดับรัฐบาลกลาง ซึ่งมีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ ดังนั้น พรรคที่ครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสจึงมีอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางนโยบายและการบริหารประเทศ
ข้อมูลจากเว็บไซต์รัฐบาลสหรัฐฯ (USA.gov) ในหัวข้อ Congressional Elections and Midterm Elections อธิบายว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสจัดขึ้นทุก 2 ปี โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 435 คนจะเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง ขณะที่สมาชิกวุฒิสภาจะทยอยเลือกตั้งประมาณหนึ่งในสามของจำนวนทั้งหมด เนื่องจากมีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี สามารถตรวจสอบได้ที่ USA.gov: Congressional Elections and Midterm Elections
ผลเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นตัวตัดสินว่า พรรครีพับลิกันของทรัมป์จะยังรักษาเสียงข้างมากไว้ได้หรือไม่ หรือพรรคเดโมแครตจะสามารถพลิกกลับมาควบคุมสภาได้ ซึ่งจะส่งผลต่อความยากง่ายในการผลักดันนโยบายของประธานาธิบดี
ขณะเดียวกัน การเลือกตั้งกลางเทอมยังเป็นเสมือนดัชนีสะท้อนความพึงพอใจของประชาชนต่อผลงานของประธานาธิบดีในช่วงที่ผ่านมาอีกด้วย
รูปแบบการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งกลางเทอม
การเลือกตั้งกลางเทอมใช้รูปแบบการลงคะแนนเช่นเดียวกับการเลือกตั้งทั่วไปของสหรัฐฯ โดยประชาชนสามารถลงคะแนนด้วยตนเองที่หน่วยเลือกตั้ง หรือใช้สิทธิผ่านทางไปรษณีย์
สำหรับการลงคะแนนทางไปรษณีย์ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถขอรับบัตรลงคะแนนล่วงหน้าผ่านทางอีเมล ทางไปรษณีย์ หรือเดินทางไปขอด้วยตนเอง ขึ้นอยู่กับกฎระเบียบของแต่ละรัฐ
อย่างไรก็ตาม มี 8 รัฐ ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย โคโลราโด ฮาวาย เนวาดา ออริกอน ยูทาห์ เวอร์มอนต์ และวอชิงตัน รวมถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่ใช้ระบบเลือกตั้งทางไปรษณีย์ทั้งหมด โดยประชาชนจะได้รับบัตรลงคะแนนส่งไปยังที่อยู่โดยอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องยื่นคำร้องขอรับบัตรเลือกตั้ง
แม้วันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจะตรงกับวันที่ 3 พฤศจิกายน แต่ประชาชนสามารถใช้สิทธิลงคะแนนล่วงหน้าได้ เนื่องจากแต่ละรัฐเป็นผู้จัดการเลือกตั้งในพื้นที่ของตนเอง จึงมีความแตกต่างกันทั้งกำหนดเวลาลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การลงคะแนนล่วงหน้า และกฎเกณฑ์การใช้สิทธิทางไปรษณีย์
สำหรับตัวเลขผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า 11 ล้านคน ณ วันที่ 20 ตุลาคม ซึ่งมีการอ้างอิงข้อมูลจาก Election Lab มหาวิทยาลัยฟลอริดา (University of Florida Election Lab) ยังไม่สามารถตรวจสอบตัวเลขย้อนหลังและยอดแยกประเภทได้ จึงไม่นำตัวเลขดังกล่าวมาใช้ในข่าวฉบับนี้ โดยสามารถตรวจสอบฐานข้อมูลการติดตามคะแนนล่วงหน้าได้ที่ UF Election Lab: Early Vote Tracker
เบื้องต้นมีการคาดการณ์ว่า การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้จะมีผู้มาใช้สิทธิมากกว่า 100 ล้านคน แม้โดยทั่วไปการเลือกตั้งกลางเทอมจะมีผู้ใช้สิทธิน้อยกว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 มีผู้มาใช้สิทธิมากกว่า 155 ล้านคน
เลือกตั้งอะไรบ้างในวันที่ 3 พฤศจิกายน
การเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 ครอบคลุมตำแหน่งทางการเมืองทั้งในระดับรัฐบาลกลาง ระดับรัฐ และระดับท้องถิ่น โดยมีตำแหน่งสำคัญดังนี้
1. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 435 ที่นั่ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ทั้งหมด 435 ที่นั่งจะเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง โดยมีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี และมีหน้าที่เสนอและอภิปรายร่างกฎหมายต่างๆ
2. สมาชิกวุฒิสภา 35 ที่นั่ง
มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา 35 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง โดยวุฒิสมาชิกมีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี และมีหน้าที่พิจารณาอนุมัติหรือยับยั้งร่างกฎหมายที่ผ่านจากสภาผู้แทนราษฎร
3. ตำแหน่งบริหารระดับรัฐ
นอกจากการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาแล้ว ยังมีการเลือกตั้งตำแหน่งบริหารสำคัญในระดับรัฐ ได้แก่ ผู้ว่าการรัฐ 36 รัฐ และ 3 ดินแดน โดยก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรครีพับลิกันครองตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ 26 รัฐ จากทั้งหมด 50 รัฐ รองผู้ว่าการรัฐ 9 รัฐ ซึ่งจัดการเลือกตั้งแยกจากตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ อัยการสูงสุดประจำรัฐ 30 รัฐ 2 ดินแดน และ 1 เขตปกครองพิเศษ
นอกจากนี้ ยังมีการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติระดับรัฐ ตุลาการระดับรัฐ ผู้ตรวจสอบบัญชี และเหรัญญิกของรัฐด้วย
4. การเลือกตั้งระดับท้องถิ่น
ในระดับท้องถิ่นจะมีการเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานปกครองระดับเทศบาลและระดับเขตทั่วประเทศ โดยมีอย่างน้อย 22 เมือง จาก 100 เมืองที่มีประชากรมากที่สุดของสหรัฐฯ จัดการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี
นอกจากนี้ ยังมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองและตำแหน่งอื่นๆ ในระดับเทศบาล รวมถึงการลงประชามติในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแต่ละท้องถิ่น
ผลเลือกตั้งกลางเทอมกระทบทรัมป์อย่างไร
โดยทั่วไป การเลือกตั้งกลางเทอมเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับพรรคการเมืองที่ครองอำนาจในทำเนียบขาว เนื่องจากผลการเลือกตั้งจะกำหนดว่าพรรคของประธานาธิบดีจะยังควบคุมเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้หรือไม่
สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส โดยในสภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิก 218 ที่นั่ง จากทั้งหมด 435 ที่นั่ง ส่วนในวุฒิสภามีสมาชิกพรรครีพับลิกัน 53 คน พรรคเดโมแครต 45 คน และสมาชิกอิสระอีก 2 คน
ข้อมูลจากเว็บไซต์วุฒิสภาสหรัฐฯ (U.S. Senate) ในหัวข้อ Party Division ระบุว่า องค์ประกอบสมาชิกวุฒิสภาชุดที่ 119 ซึ่งเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2025 ประกอบด้วยสมาชิกพรรครีพับลิกัน 53 คน พรรคเดโมแครต 45 คน และสมาชิกอิสระ 2 คน โดยสมาชิกอิสระทั้งสองร่วมกลุ่มกับพรรคเดโมแครต
พรรคเดโมแครตต้องได้เสียงวุฒิสภาเท่าไรจึงจะครองเสียงข้างมาก
ประเด็นนี้ต้องพิจารณาจำนวนสมาชิกอิสระที่ร่วมกลุ่มกับพรรคเดโมแครตด้วย โดยปัจจุบันสมาชิกวุฒิสภา 2 คนที่เป็นอิสระร่วมกลุ่มกับพรรคเดโมแครต ทำให้ฝ่ายเดโมแครตมีเสียงสนับสนุนรวม 47 เสียง ดังนั้น ฝ่ายเดโมแครตและสมาชิกอิสระที่ร่วมกลุ่มกันจะต้องรวบรวมเสียงให้ได้อย่างน้อย 51 เสียง เพื่อครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา
เหตุผลที่ต้องมี 51 เสียง เนื่องจากรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ กำหนดให้รองประธานาธิบดีเป็นประธานวุฒิสภา และมีอำนาจลงคะแนนชี้ขาดเมื่อสมาชิกวุฒิสภาลงคะแนนเสมอกัน หากทั้งสองฝ่ายมีคะแนน 50 ต่อ 50 เสียง รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ซึ่งสังกัดพรรครีพับลิกัน จะเป็นผู้ลงคะแนนชี้ขาด
ข้อมูลจากเว็บไซต์วุฒิสภาสหรัฐฯ ในหัวข้อ Officers and Staff ยืนยันว่า รองประธานาธิบดีมีอำนาจลงคะแนนชี้ขาดในกรณีที่คะแนนเสียงในวุฒิสภาเสมอกัน
หากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากในสภาใดสภาหนึ่งได้ จะมีอำนาจในการผลักดันกฎหมายเข้าสู่กระบวนการพิจาร า และเพิ่มข้อจำกัดต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาลทรัมป์
ขณะเดียวกัน พรรคเดโมแครตยังสามารถใช้กลไกคณะกรรมาธิการในสภาเพื่อตรวจสอบการทำงานของประธานาธิบดีได้เข้มข้นขึ้น โดยประเด็นที่อาจถูกนำมาตรวจสอบ ได้แก่ ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต การก่อสร้างห้องจัดเลี้ยงแห่งใหม่ในทำเนียบขาว และยุทธวิธีการทำงานของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE)
ในทางกลับกัน หากพรรครีพับลิกันรักษาเสียงข้างมากในสภาคองเกรสไว้ได้ ทรัมป์ก็จะมีโอกาสเดินหน้าผลักดันนโยบายต่างๆ ได้ต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาที่เหลือของการดำรงตำแหน่ง
อย่างไรก็ตาม หากผลเลือกตั้งออกมาต่ำกว่าที่พรรครีพับลิกันคาดการณ์ไว้ ก็อาจเป็นแรงกดดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนแนวทางนโยบายของรัฐบาล
นอกจากนี้ ผลการเลือกตั้งกลางเทอมยังอาจส่งผลต่อสนามเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2028 โดยผู้สมัครที่จะลงชิงตำแหน่งอาจนำผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไปใช้ประเมินกระแสความนิยมและปรับแนวนโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
เศรษฐกิจ-ผู้อพยพ-AI ปมร้อนชี้ขาดคะแนนเสียง
ประเด็นเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในเรื่องที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันให้ความสนใจมากที่สุด โดยเฉพาะปัญหาค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งราคาเชื้อเพลิง สินค้าอุปโภคบริโภค ที่อยู่อาศัย และบริการด้านสาธารณสุข
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (Bureau of Labor Statistics: BLS) ในรายงานดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ดัชนีพลังงานเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนดังกล่าว
สงครามอิหร่านเพิ่มแรงกดดันราคาพลังงาน
อีกหนึ่งปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับแนวโน้มเงินเฟ้อ คือสงครามในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 และส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (U.S. Energy Information Administration: EIA) ในรายงาน Crude Oil and Petroleum Product Prices Increased Sharply in the First Quarter of 2026 เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในไตรมาสแรกของปี 2026 หลังเกิดปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลางและการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก
ราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งเริ่มต้นปีที่ประมาณ 61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 118 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ สิ้นไตรมาสแรก ขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในสหรัฐฯ อยู่ที่ 3.99 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ณ วันที่ 30 มีนาคม 2026
ด้านธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาดัลลัส (Federal Reserve Bank of Dallas) ประเมินผลกระทบของสงครามอิหร่านต่อเงินเฟ้อสหรัฐฯ ผ่านแบบจำลองที่พิจารณาผลกระทบจากการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันโลก
ขณะเดียวกัน พรรคเดโมแครตมองว่า นโยบายสงครามภาษีของทรัมป์เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ราคาสินค้าสำหรับชาวอเมริกันปรับตัวสูงขึ้น และกลายเป็นประเด็นที่พรรคใช้วิพากษ์วิจารณ์แนวทางบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล
ปัญหาผู้อพยพและการควบคุมชายแดน
ประเด็นคนเข้าเมืองและผู้อพยพ (Immigration) เป็นอีกหนึ่งหัวข้อสำคัญในการหาเสียง โดยพรรครีพับลิกันมองว่า ทรัมป์ทำตามคำมั่นสัญญาหลักจากการเลือกตั้งปี 2024 ด้วยการเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมชายแดน และเดินหน้าปราบปรามการเข้าเมืองผิดกฎหมายในวงกว้าง แม้แนวทางดังกล่าวจะก่อให้เกิดข้อถกเถียงตามมา
การกำกับดูแลเทคโนโลยี AI
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยนักการเมืองอาวุโสจากทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตต่างเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลเทคโนโลยีดังกล่าว
จุดยืนนี้ทำให้เกิดความแตกต่างจากแนวทางของทรัมป์ ซึ่งปฏิเสธแนวคิดการใช้กฎหมายเข้ามาควบคุมการพัฒนาเทคโนโลยี AI
ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ การเข้าเมือง และทิศทางการกำกับดูแล AI จึงเป็นประเด็นสำคัญที่อยู่ในความสนใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และอาจมีส่วนกำหนดผลการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ ซึ่งจะส่งผลต่อทั้งอำนาจทางการเมืองและทิศทางการบริหารประเทศของสหรัฐฯ ในช่วง 2 ปีสุดท้ายของรัฐบาลทรัมป์




