
"เดโมแครต" มาแรง ปิดหีบเลือกตั้งกลางเทอม สหรัฐ ฯ ลุ้นทวงคืนเสียงข้างมากสภาคองเกรส
ศึกเลือกตั้งกลางเทอม สหรัฐอเมริกา ปิดหีบลงคะแนนแล้วในหลายรัฐ ชาวอเมริกันแห่ใช้สิทธิล่วงหน้ากว่า 58 ล้านคนเครื่องสแกนบัตรขัดข้องหลายรัฐขณะเศรษฐกิจ-เงินเฟ้อ 3.7% ตัวแปรวัดผลงาน ทรัมป์
KEY
POINTS
- การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ได้ปิดหีบลงคะแนนแล้ว โดยพรรคเดโมแครตกำลังลุ้นทวงคืนเสียงข้างมากในสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกัน
- เป็นการเลือกตั้งเพื่อชิงที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 435 ที่นั่ง และวุฒิสภา 35 ที่นั่ง ซึ่งจะตัดสินว่าพรรคใดสามารถควบคุมสภาได้
- ผลการเลือกตั้งครั้งนี้เปรียบเสมือนการลงประชามติต่อผลงานของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และจะส่งผลต่อการผลักดันนโยบายในช่วง 2 ปีข้างหน้า
เมื่อวันที่ 3 พ.ย.2569 ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการและเริ่มทยอยปิดหีบลงคะแนนแล้วในหลายรัฐ แม้การเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่มีการเลือกประธานาธิบดี แต่ผลคะแนนจะเป็นตัวกำหนดว่าพรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะยังรักษาเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้หรือไม่ หรือพรรคเดโมแครตจะสามารถพลิกกลับมาควบคุมสภาและเพิ่มอำนาจในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้
หลายรัฐทางฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ เริ่มทยอยปิดหีบเลือกตั้งแล้ว โดยรัฐอินเดียนาและรัฐเคนทักกีปิดหีบเมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 4 พ.ย. ตามเวลาประเทศไทย ก่อนจะมีรัฐอื่นทยอยปิดหีบตามมา โดยเฉพาะรัฐที่มีการแข่งขันชิงเก้าอี้วุฒิสมาชิกอย่างรัฐฟลอริดาและจอร์เจีย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นผลคะแนนเบื้องต้นในช่วงก่อนเที่ยงวันนี้
ประชาชนตื่นตัวออกมาใช้สิทธิล่วงหน้า58 ล้านคน
การเลือกตั้งครั้งนี้มีประชาชนตื่นตัวออกมาใช้สิทธิอย่างมาก นอกจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เดินทางไปลงคะแนนในวันจริงแล้ว ยังมีชาวอเมริกันที่ลงทะเบียนเลือกตั้งใช้สิทธิล่วงหน้าไปแล้วมากกว่า 58 ล้านคน จากจำนวนผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งประมาณ 210 ล้านคน ผ่านทั้งการลงคะแนนล่วงหน้าที่หน่วยเลือกตั้งและการส่งบัตรลงคะแนนทางไปรษณีย์
หลายรัฐมีแนวโน้มทำสถิติผู้มาใช้สิทธิสูงกว่าการเลือกตั้งกลางเทอมที่ผ่านมา เช่น รัฐเซาท์แคโรไลนา ซึ่งในช่วงบ่ายของวันเลือกตั้งมีผู้ลงทะเบียนออกมาใช้สิทธิแล้วร้อยละ 52.3 ก่อนกำหนดปิดหีบในเวลา 19.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น สะท้อนความสนใจของประชาชนต่อการแข่งขันทางการเมืองและทิศทางการบริหารประเทศในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
เดิมพัน 435 ที่นั่งสส.- 35 ที่นั่ง สว.
การเลือกตั้งครั้งนี้มีตำแหน่งในสภาผู้แทนราษฎรให้ชิงชัยครบทั้ง 435 ที่นั่ง พรรคการเมืองที่จะครองเสียงข้างมากต้องมีผู้แทนอย่างน้อย 218 ที่นั่ง โดยผลการเลือกตั้งปี 2567 พรรครีพับลิกันครอง 220 ที่นั่ง ขณะที่พรรคเดโมแครตได้ 215 ที่นั่ง ทำให้เดโมแครตต้องชนะเพิ่มอย่างน้อย 3 ที่นั่ง เพื่อพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาล่าง
ส่วนวุฒิสภามีการเลือกตั้ง 35 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง โดยในจำนวนนี้เป็นเก้าอี้ของพรรครีพับลิกัน 22 ที่นั่ง และพรรคเดโมแครต 13 ที่นั่ง ปัจจุบันรีพับลิกันครองเสียงข้างมาก 53 ต่อ 47 เสียง ประกอบด้วยสมาชิกเดโมแครต 45 คน และสมาชิกอิสระอีก 2 คนที่ร่วมกลุ่มกับเดโมแครต
ดังนั้น พรรคเดโมแครตจำเป็นต้องรักษาเก้าอี้เดิมทั้ง 13 ที่นั่งไว้ และคว้าชัยชนะเพิ่มเติมจนมีเสียงรวมอย่างน้อย 51 ที่นั่ง จึงจะสามารถพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ เนื่องจากหากมีคะแนนเสมอกัน 50 ต่อ 50 รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ยังมีอำนาจลงคะแนนชี้ขาดในกรณีที่คะแนนเสียงเท่ากัน
ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าไปแล้ว ส่วนนักการเมืองคนสำคัญที่ออกมาใช้สิทธิในวันเลือกตั้งจริง ได้แก่ ชัก ชูเมอร์ แกนนำพรรคเดโมแครตในวุฒิสภา ซึ่งไปลงคะแนนในมหานครนิวยอร์ก พร้อมแสดงความมั่นใจว่าพรรคเดโมแครตจะสามารถคว้าเสียงข้างมากกลับคืนมาได้
"เดโมแครต" ลุ้นทวงคืนเสียงข้างมากสภาคองเกรส
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้พบปัญหาด้านอุปกรณ์และระบบลงคะแนนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเขตเวสต์เชสเตอร์ รัฐนิวยอร์ก หลังเครื่องสแกนบัตรลงคะแนนไม่สามารถอ่านบัตรของประชาชนได้ในหลายหน่วยเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่จึงต้องนำบัตรลงคะแนนกระดาษจัดเก็บไว้ในถุงนิรภัยฉุกเฉิน เพื่อนำไปนับคะแนนภายหลัง
รายงานระบุว่า บัตรลงคะแนนที่ไม่สามารถสแกนผ่านเครื่องตามปกติอาจมีจำนวนสูงถึง 250,000 ใบ เนื่องจากข้อผิดพลาดในการพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตร ทำให้ผู้ใช้สิทธิบางส่วนต้องรอเป็นเวลาหลายชั่วโมง ก่อนที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตจะเริ่มติดตั้งเครื่องสแกนบัตรสำรองในบางจุด เพื่อให้ประชาชนสามารถสแกนและหย่อนบัตรได้ด้วยตนเองอีกครั้ง
แม้จะเริ่มแก้ไขปัญหาได้บางส่วน แต่การลงคะแนนยังดำเนินไปอย่างล่าช้า เนื่องจากบางศูนย์เลือกตั้งมีเครื่องสแกนสำรองเพียงเครื่องเดียว นอกจากนี้ ยังมีรายงานอุปกรณ์เลือกตั้งขัดข้องในรัฐจอร์เจีย ไอโอวา นอร์ทแคโรไลนา โอกลาโฮมา และวิสคอนซิน ซึ่งอาจส่งผลให้การรายงานผลคะแนนเบื้องต้นในพื้นที่เหล่านี้ล่าช้าออกไป
ปากท้อง-ผลงานรัฐบาล ปัจจัยชี้ขาดคะแนนเสียง
สำหรับประเด็นที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งนี้ ได้แก่ ปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน และนโยบายสงครามภาษีของรัฐบาลทรัมป์ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มจากร้อยละ 3 ในช่วงที่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง เป็นร้อยละ 3.7 ในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการว่างงาน นโยบายจัดการผู้อพยพ มาตรการลดภาษีของพรรครีพับลิกัน ตลอดจนความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ที่ยืดเยื้อและส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนบางส่วน
การเลือกตั้งกลางเทอมจึงเปรียบเสมือนการลงประชามติผลงานของประธานาธิบดีและรัฐบาลในช่วงครึ่งแรกของวาระ โดยตามสถิติทางการเมือง พรรคที่ครองตำแหน่งประธานาธิบดีมักสูญเสียที่นั่งในการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้พรรคเดโมแครตมีความหวังว่าจะสามารถทวงคืนเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้สำเร็จ
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีความสำคัญมากกว่าการแบ่งสัดส่วนที่นั่งในสภาคองเกรส เพราะจะกำหนดความสามารถของรัฐบาลทรัมป์ในการผลักดันนโยบาย รวมถึงอำนาจของฝ่ายค้านในการตรวจสอบและถ่วงดุลรัฐบาล อีกทั้งยังเป็นจุดเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2571 ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการเมืองสหรัฐฯ ในยุคหลังทรัมป์ต่อไป



