
เลือกตั้งกลางเทอมกดดัน 'ทรัมป์' รีพับลิกันเสี่ยงแพ้ จับตาศึกอิหร่านปะทุรอบใหม่
ผู้เชี่ยวชาญประเมินรีพับลิกันเสี่ยงพ่ายศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ จากแรงกดดันค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และสงครามอิหร่าน แต่เชื่อทรัมป์ไม่ผ่อนคันเร่ง เร่งเดินหน้านโยบายทิ้งทวน 2 ปีสุดท้าย พร้อมเตือนความเสี่ยงสงครามรอบใหม่และประเด็นนิวเคลียร์
KEY
POINTS
- พรรครีพับลิกันมีความเสี่ยงที่จะพ่ายแพ้การเลือกตั้งกลางเทอมจาก 3 ปัจจัยกดดันหลัก ได้แก่ ปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพ, การที่ประชาชนไม่เห็นด้วยกับการทำสงครามกับอิหร่าน และปัญหาขาดแคลนแรงงาน
- นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าแม้พรรครีพับลิกันจะแพ้เลือกตั้ง แต่ทรัมป์อาจเร่งผลักดันนโยบายต่างๆ อย่างเข้มข้นขึ้นในช่วง 2 ปีสุดท้ายของตำแหน่งเพื่อสร้างผลงาน
- โอกาสเกิดสงครามกับอิหร่านรอบใหม่ยังถือว่ามีน้อย แต่ยังคงมีความเสี่ยงที่น่ากังวลหากมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ และต้องจับตาอำนาจต่อรองของอิหร่านในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ
การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ถือเป็นบททดสอบสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และพรรครีพับลิกัน ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งจากปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เพียงชี้ชะตาอำนาจในสภาคองเกรส แต่ยังสะท้อนทิศทางนโยบาย America First และความต่อเนื่องของมาตรการเศรษฐกิจและการค้าสหรัฐฯ ในช่วง 2 ปีสุดท้ายของรัฐบาล
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ประเมินว่าพรรครีพับลิกันมีแนวโน้มพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ โดยขึ้นอยู่กับว่าจะสูญเสียที่นั่งในสภามากน้อยเพียงใด เนื่องจากมีแรงกดดันสำคัญ 3 ด้านที่ส่งผลต่อความนิยมของรัฐบาลทรัมป์
3 ปัจจัยกดดันคะแนนนิยม
ปัจจัยแรก คือปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพ โดยเฉพาะเงินเฟ้อและราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ดร.อัทธ์ระบุว่า ราคาน้ำมันในสหรัฐ เพิ่มจากประมาณ 3 ดอลลาร์ เป็น 5-6 ดอลลาร์ต่อแกลลอน(3.785 ลิตร) ขณะที่มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากทั่วโลกตามนโยบายของทรัมป์ ส่งผลให้ต้นทุนสินค้านำเข้าสูงขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชน
ปัจจัยที่สอง คือการทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งประชาชนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการเข้าไปทำสงคราม ส่วนปัจจัยที่สามคือปัญหาขาดแคลนแรงงาน หลังรัฐบาลกวาดล้างผู้อพยพ ส่งผลกระทบต่อแรงงานในภาคเกษตร ก่อสร้าง และงานท่าเรือ เมื่อแรงงานลดลงจึงเกิดแรงกดดันให้ค่าจ้างเพิ่มขึ้น และนำไปสู่เงินเฟ้อด้านต้นทุน หรือ Cost-push Inflation
ดร.อัทธ์ประเมินว่า แม้รีพับลิกันจะสูญเสียเสียงข้างมากในสภา แต่ทรัมป์จะไม่ลดระดับการดำเนินนโยบาย ตรงกันข้ามอาจเดินหน้าผลักดันนโยบายอย่างเข้มข้นในช่วง 2 ปีสุดท้ายของรัฐบาล เพื่อสร้างผลงานและผลประโยชน์ให้แก่ตนเอง พรรครีพับลิกัน และกลุ่มทุน โดยมีประเด็นน้ำมัน ค่าเงินดอลลาร์ อัตราดอกเบี้ย และทองคำ เป็นปัจจัยที่ต้องจับตา
สงครามอิหร่านรอบใหม่ยังเสี่ยง
สำหรับกระแสข่าวการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์และระบบป้องกันขีปนาวุธไปยังอิสราเอลล่าสุด เพื่อเตรียมรับมือกับการทำสงครามกับอิหร่านรอบใหม่นั้น ดร.อัทธ์มองว่า โอกาสเปิดสงครามรอบใหม่ยังมีน้อย เพราะไม่คุ้มค่าต่อสหรัฐ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ อีกทั้งหากสงครามขยายวงกว้าง อาจทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางลุกเป็นไฟ โดยอิหร่านและกลุ่มฮูตีซึ่งอยู่ในสถานการณ์ที่ยากจะถอย อาจยืดเยื้อความขัดแย้งออกไปได้
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคืออิหร่านยังมีอำนาจต่อรองจากการควบคุมพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงคำขู่เกี่ยวกับการตัดสายเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบริษัทและระบบอินเทอร์เน็ตของสหรัฐ และยุโรปอย่างหนัก ขณะที่ไทยและอาเซียนอาจได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากมีเส้นทางเชื่อมต่อผ่านสิงคโปร์และญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม ดร.อัทธ์เตือนว่า ความเสี่ยงที่น่ากังวลคือการใช้อาวุธนิวเคลียร์ต่ออิหร่าน หากสถานการณ์บีบให้อิหร่านเข้าสู่ทางตัน อาจนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงและขยายวงความขัดแย้ง ขณะเดียวกันอิหร่านยังมีรัสเซียและจีนเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิด ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์มีความซับซ้อนและยากต่อการประเมิน







